วันที่ 5 ส.ค. เว็บไซต์บลูมเบิร์ก สื่อข่าวธุรกิจชั้นนำของสหรัฐอเมริกา เผยแพร่บทความในชื่อ Thailands Generals Dont Have an Economic Plan หรือผู้นำทหารของประเทศไทยไม่มีแผนเศรษฐกิจ มีใจความสรุปว่า หลังจากการรัฐประหารเมื่อเดือนพ.ค. 2557 และขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีในเวลาต่อมา เคยสัญญาว่าจะทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองสงบลง รวมถึงยุติการคอร์รัปชั่น และคืนความสุขให้ประชาชนไทย แต่หลังจากดำรงตำแหน่งผู้นำมานาน 440 วัน สถานการณ์กลับย่ำแย่ลง
บลูมเบิร์กระบุว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา การส่งออกอาจปรับตัวลดลงถึงร้อยละ 4 ในปีนี้ ตลาดหลักทรัพย์ของไทยเป็นเพียงแห่งเดียวในภูมิภาคเอเชียที่เผชิญหน้ากับภาวะเงินทุนไหลออก และค่าเงินบาทอ่อนตัวลงร้อยละ 7 ในช่วง 6 เดือน ปัญหาหลักคือขาดกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจ รัฐบาลมุ่งแต่บริหารงานระดับเล็กที่เป็นประเด็นสังคม อาทิ ออกกฎห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใกล้สถานศึกษา และละเลยเรื่องสำคัญที่ควรทำ
ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตและธุรกิจอุตสาหกรรมมานาน จำเป็นต้องได้รับงบประมาณสนับสนุน แต่สินค้าอุตสาหกรรมกลับลดลงอย่างต่อเนื่องทุกๆ เดือนนับตั้งแต่เดือนมี.ค.2556 เช่นเดียวกับผลประกอบการในภาคส่งออกที่ปรับตัวลดลงทุกเดือนตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา แต่หลายครั้งรัฐบาลเลี่ยงประเด็นด้วยการอ้างว่า สาเหตุที่ดัชนีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) ลดลงนั้นเป็นเพราะการปราบปรามคอร์รัปชั่นจากธุรกิจผิดกฎหมาย ทั้งที่จริงไม่เป็นเช่นนั้น จากการระบุของนายเฟรดริก ชไนเดอร์ นักเศรษฐศาสตร์ เมื่อปี 2557 เศรษฐกิจที่ไม่อยู่ในระบบจัดเก็บภาษี หรือเศรษฐกิจใต้ดินของไทยนั้น อยู่ในระดับสูงของโลก คิดเป็นร้อยละ 40.9 ของดัชนีจีดีพี
สื่อดังระบุต่อว่า การปรับคณะรัฐมนตรีอาจเป็นทางออกที่ฉลาด เพราะขณะนี้กว่าครึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ทหาร ผู้ไม่มีประสบการณ์ในการบริหารประเทศ สิ่งที่ควรทำอื่นอีกคือ เร่งผลักดันงบประมาณ 54,000 ล้านบาท สำหรับนโยบายสร้างถนน ระบบขนส่งมวลชน รวมถึงปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ไม่เช่นนั้นประเทศไทยจะสูญเสียฉายา ดีทรอยต์แห่งเอเชีย เพราะบริษัทรถยนต์ต่างประเทศอาจย้ายฐานการผลิตไปที่อื่นแทน โดยเฉพาะฟิลิปปินส์ที่ยื่นข้อเสนอขอเป็นฐานการผลิตต้นทุนต่ำให้กับบริษัทโตโยต้า
บลูมเบิร์กยังแนะนำอีกว่า รัฐบาลควรกำหนดการคืนอำนาจให้กับประชาชนที่ชัดเจน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนซึ่งจะกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ แต่กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ยังไม่แล้วเสร็จ และการหารือถึงแผนปฏิรูปก่อนการเลือกตั้งเป็นเพียงการถ่วงการคืนอำนาจ สาธารณชนอาจให้อภัยได้ถ้าท้ายที่สุดการรัฐประหารไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อปรับปรุงความเป็นอยู่ของประชาชน แต่เพื่อเปลี่ยนถ่ายอำนาจ
ความไม่แน่นอนที่ยืดเยื้อมาตลอด 14 เดือน ทำให้ไทยขาดความเชื่อมั่นภายในและภายนอกประเทศ ทั้งยังส่งผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ทำให้ปัญหาความยากจนยิ่งวิกฤต และเพิ่มโอกาสที่จะเผชิญกับความสูญเสียอย่างสาหัสซึ่งเรียกว่าภาวะทศวรรษที่หายไป และเมื่อรัฐบาลหมดหนทางฟื้นฟูเศรษฐกิจ อำนาจเดียวที่จะเหลืออยู่ก็มีเพียงอาวุธเท่านั้น บลูมเบิร์กระบุในตอนท้าย
http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1438783869
สื่อนอก"บลูมเบิร์ก"ชี้สถานการณ์ไทยย่ำแย่ลง ไร้แผนเศรษฐกิจ
บลูมเบิร์กระบุว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา การส่งออกอาจปรับตัวลดลงถึงร้อยละ 4 ในปีนี้ ตลาดหลักทรัพย์ของไทยเป็นเพียงแห่งเดียวในภูมิภาคเอเชียที่เผชิญหน้ากับภาวะเงินทุนไหลออก และค่าเงินบาทอ่อนตัวลงร้อยละ 7 ในช่วง 6 เดือน ปัญหาหลักคือขาดกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจ รัฐบาลมุ่งแต่บริหารงานระดับเล็กที่เป็นประเด็นสังคม อาทิ ออกกฎห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใกล้สถานศึกษา และละเลยเรื่องสำคัญที่ควรทำ
ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตและธุรกิจอุตสาหกรรมมานาน จำเป็นต้องได้รับงบประมาณสนับสนุน แต่สินค้าอุตสาหกรรมกลับลดลงอย่างต่อเนื่องทุกๆ เดือนนับตั้งแต่เดือนมี.ค.2556 เช่นเดียวกับผลประกอบการในภาคส่งออกที่ปรับตัวลดลงทุกเดือนตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา แต่หลายครั้งรัฐบาลเลี่ยงประเด็นด้วยการอ้างว่า สาเหตุที่ดัชนีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) ลดลงนั้นเป็นเพราะการปราบปรามคอร์รัปชั่นจากธุรกิจผิดกฎหมาย ทั้งที่จริงไม่เป็นเช่นนั้น จากการระบุของนายเฟรดริก ชไนเดอร์ นักเศรษฐศาสตร์ เมื่อปี 2557 เศรษฐกิจที่ไม่อยู่ในระบบจัดเก็บภาษี หรือเศรษฐกิจใต้ดินของไทยนั้น อยู่ในระดับสูงของโลก คิดเป็นร้อยละ 40.9 ของดัชนีจีดีพี
สื่อดังระบุต่อว่า การปรับคณะรัฐมนตรีอาจเป็นทางออกที่ฉลาด เพราะขณะนี้กว่าครึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ทหาร ผู้ไม่มีประสบการณ์ในการบริหารประเทศ สิ่งที่ควรทำอื่นอีกคือ เร่งผลักดันงบประมาณ 54,000 ล้านบาท สำหรับนโยบายสร้างถนน ระบบขนส่งมวลชน รวมถึงปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ไม่เช่นนั้นประเทศไทยจะสูญเสียฉายา ดีทรอยต์แห่งเอเชีย เพราะบริษัทรถยนต์ต่างประเทศอาจย้ายฐานการผลิตไปที่อื่นแทน โดยเฉพาะฟิลิปปินส์ที่ยื่นข้อเสนอขอเป็นฐานการผลิตต้นทุนต่ำให้กับบริษัทโตโยต้า
บลูมเบิร์กยังแนะนำอีกว่า รัฐบาลควรกำหนดการคืนอำนาจให้กับประชาชนที่ชัดเจน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนซึ่งจะกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ แต่กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ยังไม่แล้วเสร็จ และการหารือถึงแผนปฏิรูปก่อนการเลือกตั้งเป็นเพียงการถ่วงการคืนอำนาจ สาธารณชนอาจให้อภัยได้ถ้าท้ายที่สุดการรัฐประหารไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อปรับปรุงความเป็นอยู่ของประชาชน แต่เพื่อเปลี่ยนถ่ายอำนาจ
ความไม่แน่นอนที่ยืดเยื้อมาตลอด 14 เดือน ทำให้ไทยขาดความเชื่อมั่นภายในและภายนอกประเทศ ทั้งยังส่งผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ทำให้ปัญหาความยากจนยิ่งวิกฤต และเพิ่มโอกาสที่จะเผชิญกับความสูญเสียอย่างสาหัสซึ่งเรียกว่าภาวะทศวรรษที่หายไป และเมื่อรัฐบาลหมดหนทางฟื้นฟูเศรษฐกิจ อำนาจเดียวที่จะเหลืออยู่ก็มีเพียงอาวุธเท่านั้น บลูมเบิร์กระบุในตอนท้าย
http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1438783869