ความจริงชีวิต 15 ข้อ ที่อยากจะบอก (การศึกษา,ความรัก,สุขภาพ,การลงทุน)

ความจริงชีวิต 15 ข้อ ที่อยากจะบอก (การศึกษา,ความรัก,สุขภาพ,การลงทุน)

1.ตอน มัธยมปลาย ถ้าเกรดไม่ถึง 2.75 ก็จะมีผลต่อการสมัครงาน และเรียนต่อ
แต่ถ้าไม่ได้เรียนต่อ เกรด 2.75 ก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็นอะไรมาก เพราะชีวิตมันมีอะไรต้องศึกษาอีกเยอะ

2.ตอน เลือกคณะ อย่าเลือกตามสังคม คนรอบข้างบอก เพราะเวลาเรียน จะไม่มีความสุข

3.ถ้าไม่สามารถเลือกเรียนที่ชอบได้ ก็ขอให้เลือกคณะที่จบไป พอหางานทำง่าย โดยเฉพาะสาขาเฉพาะทาง
หรือ ไม่ก็อาจจะหันเหไปเรียน ทางสาขาอาชีพ พวกปวช ปวส เลย จะได้มีทักษะทางช่างบ้าง
เวลาอะไรเสีย ก็จะได้ซ่อมเอง ไม่ต้องไปเสียค่าทำเป็นหลายพัน หลายหมื่น จากนั้น
ค่อ่ยกลับไปเรียน ในสาขาที่สนใจ ชอบก็ได้ (ถ้าหลายๆอย่างเอื้ออำนวยนะ)

แต่ถ้าไม่สามารถ เรียนเฉพาะทาง หรือ ที่ชอบได้เลย ก็ขอให้มันยังมีวุฒิการศึกษาสักอันบ้างก็ยังดี
เพราะถ้าไม่มีตรงนี้เลย โอกาสต่างๆในชีวิต มันก็จะยิ่งน้อยลงไปด้วย เขาถึงบอกไง การศึกษาสำคัญ

4.ถ้าข้อจำกัด ในชีวิตมันเยอะ ถ้าไม่มีเงินเรียน ก็ต้องเสี่ยงกู้ กยศ ดู แล้วพยายาม
หางานทำให้ได้ เพื่อจะได้กลับไปใช้หนี้เขา หรือ ไม่ก็ลองหาข้อมูลสอบชิงทุน
เรียนฟรีดู แม้ทุนจะมีน้อย จำกัด ถ้าได้เรียนฟรีมันก็ดี

5.กรณี คนที่บ้านฐานะดี อาจจะไม่ชอบเป็นลูกจ้าง ก็อาจจะกลับไปช่วยกิจการทีบ้าน
แล้วก็ควรจะทำอย่างตั้งใจ เพราะ หากไม่มีตรงนี้ ชีวิตอาจจะแย่กว่าเดิมก็ได้

6.คนที่จะสอบราชการ ก็ควรจะเตรียมตัว หาข้อมูลตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะการเปิดสอบ
นั้น จะต้องสมัครหลายภาค ไม่ว่าจะ ภาค ก ข ค ด้วยเหตุผลนี้ มันจึงทำให้ คนสอบราชการได้
มักจะอายุ เกือบๆ 35 เข้าไปแล้ว แล้วก็มีอีกหลายคน ที่ไปสอบได้ ตอนอายุเกิน 35 ปี
แต่นั่นก็หมายความว่า สิทธิ์ต่างๆ มันจะถูกลดทอนลงไปด้วย

แล้วถ้าเป็นไปได้ อาจจะสมัคร เรียน ป ตรี อีกใบ เพื่อเพิ่มทางเลือก
เช่น คณะรัฐศาสตร์ เอาไว้สอบพวกปลัด กรมการปกครอง
แต่ถ้าหาก สอบติด แต่สถานที่ไป มันไกล ไม่สะดวก หรือ รุ้สึกไม่ชอบ ราชการ
อาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดี สำหรับตัวเองก็ได้ จริงอยู่ว่า อาจจะได้บำบาญถ้าทำถึง 25 ปี
แต่คงจะไม่ดี หากต้องใช้ชีวิต อย่างไม่มีความสุข เพราะหลายคน ก็ยังต้องทนทำ
ซ้ำๆเดิมๆ โดนผู้ใหญ่เอาเปรียบ สังคมราชการไม่ดี เป็นต้น

7.เรื่องความรัก อันนี้บอกเลยว่า พบเจอคนที่ร่วมทุกข์สุขได้ยากมาก
เห็นมาหลายครั้ง แรกๆอะไรก็ดีหมด ไปๆมาๆความพอใจลดลง ก็ไปหาคนใหม่
ยังไงก็อย่าลืมนะว่า ความรัก ไม่ใช่การไปดูหนัง กินข้าวหรูๆ แล้วบางคนมีพอเขา
ไม่เอาของแพงๆมาฝาก ก็ไม่รัก ไม่คบไปซะอย่างนั้นเลย

ซึ่งนี่ ยังไม่ได้พูดถึงชีวิตหลังแต่งงานไปเลย อันนั้นจะหนักกว่าเยอะ
ถ้ามีลูก ก็ต้องเจอปัญหา ต่างๆในชีวิตเพิ่มขึ้นด้วย ไหนจะต้องอดทนดูแล
พอโตขึ้น เขาก็ต้องไปมีชีวิตของเขา แล้วไหนจะต้องเจอปัญหาจากญาติรอบๆตัวอีก

แล้วก็เห็นมีหลายครั้ง หลายครอบครัว กลับมาทิ้งกันไปตอนตกอับ ก็มีให้เห็นเยอะแยะ
ดูตัวอย่างพวกดาราสิ เช่น โตโน่แต่งโม ปีเตอร์พลอย (กค 58) ส่วนแป้งอรจิราเอง
กับคนที่เคยแต่ง ก็ดูเหมือนจะไปคบหาใหม่แล้ว เรื่องทำนองนี้เห็นจนปลงแล้วหล่ะ
ยังไงก็อย่าคาดหวังคนอื่น รักตัวเองให้มากๆ เพราะคนที่จะอยุ่กับเราจริงๆก็คือตัวเอง

8.ควรจะหมั่นศึกษา หาความรุ้อยุ่เสมอ โดยพยายามหมั่นอ่านสิ่งต่างๆ ทำความเข้าใจเรื่องรอบๆตัว
ไม่จำเป็นที่จะต้องไปเรียนแพงๆ คอร์สหลายหมื่น เพราะความรู้เหล่านี้ จะช่วยให้เราอยู่รอดในสังคม
ที่วุ่นวายได้ดีขึ้น แต่ก็อีกนั่นแหล่ะ หนังสือเดี๋ยวนี้หาดีได้น้อยเล่ม แล้วราคาก็แสนแพงมาก
ตอนนี้ก็ส่วนใหญ่ ราคา จะ 250 บาทเข้าไปแล้ว เนื้อหาแทบไม่มี

แล้วที่จะขาดไม่ได้เลยก็คือ การศึกษาเข้าไปในจิตใจของตัวเอง รู้ว่าตนเองชอบอะไร ไม่ชอบอะไร
อะไรบ้างที่ทำให้ตนเองมีความสุข เพราะหลายๆคนมัวแต่ไปตามเอาใจ แคร์คนอื่น
จนทำให้ตัวเองเหน็ดเหนื่อย และ ใช้ชีวิต ไม่มีความสุข

9.หมั่นดูแลสุขสภาพ ออกกำลังกาย ทานอาหาร ให้เพียงพอ (เท่าที่จะหาได้)
เพื่อจะได้มีทุนชีวิต สุขภาพ ไว้ใช้ในวันข้างหน้า หลายๆคนตอนหนุ่มสาว เอาแต่นอนดึก
เล่นเน็ต ดูหนัง กินไม่เป็นเวลา กำลังกายไม่ออก พอมาถึงจุดๆนึง ก็จะเริ่มเจ็บป่วยบ่อย
ราวกับคนแก่ แล้วก็มานั่งเสียดาย ทำไมตอนแรกไม่ถนอมสุขภาพ

10.หมั่นทำความเข้าใจโลกตามความเป็นจริง ว่าทุกๆอย่างล้วนตั้งอยู่บนความเปลี่ยนแปลง
หลายสิ่งหลายอย่างไม่อาจจะเป็นดั่งใจเราหวัง ยิ่งไปคาดหวังมาก มันจะยิ่งสร้างความทุกข์
แล้วก็ควรจะทำใจ เรื่องการเจ็บป่วย พลัดพรากจากสิ่งต่างๆด้วย แน่นอนว่าพูดง่ายทำยาก
แต่นี่ก็คือ ความจริงที่ทุกๆชีวิตจะต้องพบเจอ

11.เพื่อนก็เหมือนกัน อย่าไปคาดหวังอะไรกับเขามาก เหตุผลก็เพราะเวลาที่ไม่ได้เรียนด้วยกันแล้ว
ก็จะเริ่มเห็นเองว่า จริงๆ เขาก็แค่คนๆนึง ที่เคยเรียนด้วยกันกับเราเท่านั้น เพราะถ้าหากเขายังนึกถึง
หรือเห็นเราเป็นเพื่อน เขาก็ต้องจะติดต่อกับเราบ้าง แต่เชื่อไหมว่า หลายๆคน แทบจะไม่มีเพื่อนคนทีว่าเลย
ส่วนมากหลังเรียน จบ อาจจะจบ ม 6 หรือ ป ตรี เวลานัดเจอกันที ก็แค่ไปกิน ไปเที่ยว
แล้วก็หาเรือ่งมาอวดกันแค่นั้น น้อยมากที่จะถามสารทุกข์สุกดิบ หรือ ถ้าเพื่อนมีปัญหา
ก็จะรับฟัง หรือ หาทางช่วยเหลือ แต่สุดท้าย เพื่อนที่ดีที่สุดไม่ใช่ใครที่ไหนก็คือ ตัวเราเอง
เพราะคนทีว่านี่แหล่ะ จะอยุ่กับเราเสมอ ไปจนตาย ยังไงรักตัวเองให้มากๆด้วย

12.ควรจะรุ้จักเก็บ เงินบางส่วนไว้ใช้ในยามฉุกเฉินบ้าง อย่าเอาไปใช้กินเที่ยวหมด
ไม่งั้นเวลามีปัญหา มันจะไม่มีใครมาช่วยเหลือเลย เพราะแต่ละคนก็ยังเอาตัวเองกันไม่รอด
เนื่องจากค่าใช้จ่ายทุกวันนี้สูงมากๆ หลายคน เจ็บป่วยหนัก ตกงานที ชีวิตทุกอย่างพังไม่เหลือ
เพราะไม่รุ้จักเก็บเงินไว้ใช้ยามฉุกเฉิน

ลองดุพวกที่เที่ยวไปผ่อน โทรศัพท์เครื่องหลายหมื่น หรือ ถ้าเอาชัดๆเลยก็คือ รถยนต์เกือบล้าน
ยังไม่ทันได้เผื่อเก็บไว้ใช้ฉุกเฉินเลย กลับอยากมี อยากได้หน้าตา ทางสังคม กลัวน้อยหน้า
ก็เลยไปผ่อน สิ่งเหล่านี้ ผลก็คือ ตนเอง ปกติไม่พอกินพอใช้ ยิ่งไม่มีกินเ้ข้าไปอีก
แล้ววันๆก็ต้องมาเครียด จะหาเงินที่ไหนผ่อน ตัวเองก็เป็นแค่มนุษย์เงินเดือน ไม่กี่หมื่น
ซึ่งคนทั่วไป ทำหลายสิบปี ก็ยังได้ไม่ถึง 3 หมื่นเลย ส่วนพวกได้เป็นแสน เป็นล้าน
ก็ถ้าไม่ใช่หลานเจ้าของบริษัท ก็ รับช่วงต่อจากพ่อ ที่เป็นเจ้าของบริษัทมาอีกทีไง
แต่นี่ ก็คือ คนส่วนน้อยนิดเท่านั้น ที่จะได้ตรงนี้

เท่านั้นยังไม่พอ บางคนอยากมีคอนโดใจกลางเมือง ก็เลยไปซื้อใบจอง ทำสัญญาจะซื้อจะขาย
แล้วจากนั้นก็วางเงินดาวน์ แล้วก็ทะยอยผ่อนชำระ ที่เหลือ ซึ่งไอการผ่อนพวกนี้
ต่ำๆ ก็ต้องผ่อนเดือนละ เป็นหมื่น แล้ว คนส่วนใหญ่เงินเดือนไม่กี่หมื่น มันจะไปพออะไร
เห็นอะไรตรงนี้ไหม ยังไงก็ ถ้าเกิดมายังมีที่หลับนอน ไม่ต้องเช่าเขาอยู่ ก็อยู่ไป
ถ้าพอมีเงินก็ซ่อมแซม ตรงนั้นก็ได้ เพราะเดี๋ยวนี้ จะไปผ่อนอะไรพวกนี้ มันไม่ง่ายแล้ว
ถ้าเกิดมา คนรุ่นก่อนไม่มีสมมติให้ ลองไปคิดดูว่าจริงไหม ว่าทำไมหลายๆคน
ในช่วงหลายอายุ ถึงยังต้องดิ้นรน และกินนอนอยู่ที่เดิมอยู่
แล้วถ้ามองอีกมุมนึง ถ้าทุกคน มีคอนโด หรือ ทาวน์เฮ้าส์ เป็นของตัวเองหมด
มันจะเกิดอะไรขึ้น อย่าลืมมองความจริงตรงนี้

แล้วเงินเก็บไว้เฉพาะฉุกเฉิน ถ้ามันไม่เหลือ หรือ ไม่มีจริงๆ ก็อาจจะหาทางไปอยู่วัด
หรือ ลองหาคนที่พอจะช่วยเหลือได้ ทนอยู่ไปก่อน แล้วหาทางพยายามทำให้ชีวิตดีขึ้น
จากจุดนี้ เข้าใจนะว่ามันไม่ง่าย ยังไงลองดูคนที่พิการ สิ เขาก็รุ้สึกแย่นะ แต่เขาก็
พยายามใช้ชีวิตต่อไป แม้ไม่มีแขนขา แล

13.ตอนเป็นพนักงาน ก็อย่าเอาแต่ทุ่มเท ให้กับองค์กร มากจนลืมนึกถึงตัวเองบ้าง
เพราะหลายๆคน ก็ไม่ได้เงินเดือนมาก (ขอหมายถึงต่ำกว่า 3 หมื่นลงไป) ต้องอยู่ดึก
กว่าจะได้กลับ สามสี่ทุ่ม หลายที่ไม่มีโอที ถึงที่พัก ก็ไม่มีเวลาจะทำอะไรแล้ว แถมเสาร์อาทิตย์
ก็ต้องไปทำอีก เกิดสุขภาพแย่ หรือ องค์กรปรับโครงสราง ต้องออกขึ้นมา มันจะไม่คุ้ม
แล้วถ้าที่ทำงานไม่ดี หรือ ไม่ชอบงาน ก็ควรจะเตรียมตัวคิดว่า จะหาทางยังไงต่อ
ซึ่งการทนอยุ่กับสิ่งที่ไม่ชอบ หรือ องค์กรไม่ดี มีแต่จะเสียสุสขภาพจิต
แต่ก็ยังเห็นมีหลายคน ทนทำต่อไป เพราะคิดว่า ออกไปก็ไม่รุ้จะทำอะไร
มันก็จริงอยุ่ แม้จะไม่ง่าย อย่างน้อยก็ควรจะลองหาทางบ้าง เพราะอาชีพ
ไม่ได้แปลว่า จะต้องเป็นพนักงาน หรือ ลูกจ้างนี่

14.การลงทุนต่างๆ ช่วงนี้กระแสอิสระภาพการเงินมาแรงมาก หลายคนอยากจะร่ำรวย
เพื่อจะได้ใช้ชีวิตอย่างทีต้องการ ก็ไปกู้เขามา ลงทุน อสังหา แต่สุดท้าย กลับไม่สามารถชำระหนี้ได้
แทนที่จะมีทรัพย์สินเพิ่ม กลายเป็นหนี้เพิ่ม เพราะไปหลงเชื่อ กูรู ทั้งหลายว่า ลงทุนง่ายนิดเดียว
ซึ่งนี่ ก็แสดงให้เห็นว่า การลงทุนนั้น ไม่มีอะไรง่ายดายเลย ทุกอย่างต้องใช้เวลา ขนาดตัวหุ้นเอง
ก็ไม่ได้ทำให้ร่ำรวยง่ายๆ เข้าผิดจังหว่ะ ก็ต้องถือยาว อาจจะหลายสิบปีเลย ยังไงอย่าโลภมาก
แล้วก็อย่าคิดว่าหุ้นทำให้รวย จนลืมมองว่า ควรจะหารายได้หลายๆช่องทาง เพื่อให้เงินเยอะขึ้น
ซึ่งตรงนี้แหล่ะ จะเกิดขึ้นได้ ก็ต้องพยายามหมั่นศึกษา ตามกำลังที่ตนเองมี ไม่ต้องไปเปรียบเทียบ
กับลูกคนมีตังค์ เพราะเขาไม่มีวันเข้าใจหรอกว่า ทุกอย่างไม่มีอะไรง่ายเลย และข้อสำคัญ
อย่าติดกับชื่อเสียง ทรัพย์สิน เงินทอง เพราะทุกอย่างมันอยุ่กับเราแค่ชั่วคราวเท่านั้น

15.คนที่สูงอายุ ก็ไม่ควรจะไปคาดหวังว่าลูกหลานจะต้องดูแล เพราะยุคนี้
มนุษย์หลายคนจะต้องดิ้นรน อดทน แข่งขัน กันในด้านต่างๆ เพื่อให้ตนเองอยู่รอด
แล้วการใช้ชีวิต มันก็ไม่ได้ง่ายๆเลย ข้าวของแพง กินใช้ก็ยังไม่พอ ยังไงก็ควรจะ
รักษาสุขภาพ อย่าทำตัวเป็นคนแก่ นิสัยไม่ดี เพราะไม่งั้นลูกหลานก็จะยิ่งไม่เข้าหา
แล้วก็ควรจะทำใจ ปลง กับโลกด้วย ว่าสุดท้ายแล้ว เราก็แค่มาอยู่ชั่วคราวเท่านั้น

ปล.ถ้ามีข้อสงสัย หรือ ปรึกษา ก็หลังไมค์มา
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่