สวัสดีครับ วันนี้ผมก็นึกครึ้มอยากแชร์เรื่องราวการพัฒนาตัวเองโดยใช้แนวคิดที่แปลกแต่มีประโยชน์ครับ
ซึ่งแนวคิดนี้ผมใช้มาเสมอตั้งแต่ตอนเรียนจนถึงปัจจุบัน ทำให้ตัวเองมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แล้วก็สนุก
และมีความสุขกับการพัฒนาตัวเองด้วยครับ อาจจะเป็นแนวคิดที่แปลก ๆ ก็ลองอ่านดูละกันครับ
แนวคิดของผมคือ การเอาชนะครับ ผมจะเล่าถึงมุมมองการเอาชนะ โดยตั้งแต่สมัยเรียนจนถึงปัจจุบัน
ว่าแนวคิดการเอาชนะเนี่ยสามารถทำให้เราพัฒนาตัวเองได้อย่างไร มาลองดูกันครับ
สมัยเรียน
ถ้ากล่าวถึงสมัยเรียน ผมจะเป็นพวกที่ชอบตอนสอบ ตอนที่มีการแข่งขันเป็นที่สุด ผมรู้สึกว่ามีความสนุก
มีความตื่นเต้น คงเพราะตัวเรามีสัญชาตญาณนักแข่งมั้งครับ 555+ ก็พอเวลามีการแข่งขันหรือสอบเนี่ย
จะทำให้ผมกระตือรือร้นมาก โดยช่วงที่ต้องสอบมิดเทอมหรือไฟนอลของแต่ละวิชานั้น ปกติแล้วอาจารย์
ก็จะบอกแนวข้อสอบว่าจะออกข้อสอบเรื่องอะไร ออกกี่ข้อ ออกแบบไหน ทีนี้ความคิดเรื่องเอาชนะก็มีตอนนี้
นั่นแหละครับ ผมจะชอบเก็งข้อสอบและสมมุติตัวเองเป็นอาจารย์ว่าถ้าออกข้อสอบเนี่ย จะออกแบบไหนที่
จะทำให้ครอบคลุมเนื้อหาที่สุด และยากที่สุดโดยที่ไม่เกินเนื้อหา แล้วทีนี้ตอนอ่านหนังสือเราก็ต้องอ่านให้หมด
แล้วมาเก็งข้อสอบแบบนี้แหละครับ รอบไหนเก็งถูกก็จะรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ชนะ รอบไหนเก็งผิดก็จะเซ็งๆสักหน่อย
นอกจากการเก็งข้อสอบแล้ว การนำเสนอรายงานก็เป็นอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ผมรู้สึกว่าเป็นอะไรที่น่าสนุกและมีเสน่ห์
เวลาทำรายงานก่อนที่นำไปเสนออาจารย์แต่ละวิชา ผมก็จะศึกษาข้อมูลให้มีรายละเอียดมากที่สุด แล้วพอทำเสร็จ
ก่อนนำเสนอนั้นก็จะต้องตรวจสอบอีกทีว่า ถ้าเราเป็นอาจารย์เราจะถามอะไร มีข้อสงสัยประเด็นไหน และการนำเสนอของเรา
จะสามารถตอบโจทย์ทั้งหมดได้หรือเปล่า เวลาทำอย่างนี้จะทำให้เราสนุกกับการทำรายงานมาก ๆ ครับ มันเป็นเหมือน
การเตรียมรบหรืออะไรสักอย่าง พอนำเสนอเสร็จถ้ารายงานชิ้นไหนผ่านด้วยดีและไม่มีคำถามเพิ่มเติม ความรู้สึกก็จะฟิน
แบบว่า " เกมส์นี้พี่ชนะนะน้อง รายงานยากกินพี่ไม่ได้หรอก พี่เจ๋งพอนะจ๊ะ นะจ๊ะ " ก็ประมาณนี้น่ะครับ
สมัยทำงาน
พอเข้าสู่วัยทำงานทีนี้จะเป็นโหมดชีวิตจริงละ อย่างผมทำงานทั้งหมด 3 ตำแหน่งที่แตกต่างกัน ก็จะมีรูปแบบที่แตกต่างกัน
ผมก็เอาแนวคิดการเอาชนะมาใช้ต่อ ผมจะลองเล่านะครับ
งานตรวจสอบบัญชี
เป็นสมัยตอนจบใหม่ ๆ ทำงานตรวจสอบบัญชีเนี่ยแหละครับ ก็เป็นเด็กน้อยที่ต้องทำ Working Paper การตรวจสอบบริษัทส่ง
ให้กับซุป (Supervisor พี่ที่ออกจ๊อบด้วยเป็นคนตรวจงาน) เป็นลำดับแรก พอพี่เค้าตรวจงานเราก็จะมีคำถามตามมา สำหรับงานนี้
ต้องเอาชนะผ่านซุปให้ได้ก่อน ถ้าเอาชนะซุปได้ แปลว่า ทำงานได้ดีระดับนึง แต่ !!!! อย่าคิดว่าผ่านซุปแล้วจะรอด ยังมีเมเนเจอร์
เป็นขั้นต่อไป พอเราส่งงานแล้วซุปตรวจผ่าน ขั้นต่อไปจะเป็นเมเนเจอร์ตรวจสอบ เพื่อสรุปผลการตรวจสอบก่อนส่งให้ Partner ใช้
เป็นข้อมูลในการเซ็นรับรองงบบริษัท จังหวะที่เมเนเจอร์ตรวจสอบงานของเราเนี่ยแหละ อภิมหา Post it ++++ กับ Point คำถาม
จะถูกแปะแล้วตีกลับมา ตัวอย่างเช่น ถ้าเกิดเคสนี้จะต้องทำอย่างไรต่อ ลูกค้ามีวิธีการป้องกันอย่างไร , ตรวจสอบลายเซ็นผู้มีอำนาจ
ครบถ้วนหรือไม่ แล้วถ้าคนเซ็นไม่อยู่มีกระบวนการอย่างไร ก็ประมาณนี้ ความสนุกมันอยู่ที่ว่าครั้งแรก ๆ ของการทำงานจะเจอคำถาม
ของซุปกับเมเนเจอร์ตลอด จังหวะนี้ก็ต้องมาพัฒนาตัวเองให้รอบคอบมากยิ่งขึ้น ตรวจสอบให้ละเอียดพร้อมทั้งแสดงความสงสัยเยี่ยง
ซุปกับเมเนเจอร์ (นอกเหนือจากความสงสัยเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพ) ซึ่งพอเราพัฒนาตัวเองแล้วสามารถทำสถิติถูกถามได้น้อยลงเรื่อยๆ
ผมก็จะภูมิใจในตัวเอง (ภูมิใจกับสิ่งเล็กๆ 555+) บทจะมาเหมือนเดิมเลย พอส่งงานเสร็จแล้วไม่มีคำถามเนี่ย
เดินออกจากห้องเมเนเจอร์ปุ๊ปยิ้มกริ่มในใจ "เด็ก ๆ นะจ๊ะ พี่พัฒนาแล้ว เคี้ยวพี่ยากหน่อยนะน้อง 555+ "
ก็ทำให้สนุกกับการทำงานตรวจสอบบัญชีดีนะครับ
งานบัญชี
ต่อมาเป็นงานบัญชี งานบัญชีเนี่ยจะเป็นงานละเอียดกว่างานตรวจสอบบัญชีอีก เพราะงานตรวจสอบบัญชีจะมีระบบการสุ่ม
ในบางเรื่องไม่จำเป็นต้องตรวจสอบทั้งหมด ตรวจสอบพอให้เชื่อมั่นได้ว่าข้อมูลที่แสดงรายการออกมานั้นถูกต้อง
แต่พอเป็นผู้ทำบัญชีเนี่ย เฮ้ย ! มันต้องถูกต้องทั้งหมด ห้ามผิด เพราะถ้าผิดก็จะแสดงข้อมูลไม่ถูกต้อง จะโดนทั้งหัวหน้า ,
ผู้ตรวจสอบบัญชี, สรรพากร เล่นเอานะจ๊ะ พอผมมาทำงานบัญชีเนี่ย ได้ประสบการณ์อย่างมาก สกิลการเอาชนะพัฒนาไปอีกระดับ
เพราะมีคนที่เราต้องเอาชนะหลายแบบ ต้องใช้หลายกลยุทธ์ในการเอาชนะ ประหนึ่งว่าได้ประฝีมือกับจอมยุทธ์ 555+
ด่านแรกเลยเนี่ย คือ หัวหน้างานโดยตรง โดยตอนผมทำบัญชีเนี่ยเจอหัวหน้าที่เคี่ยวมากกกกกกกกก คือแบบเคาะ Spacebar
เบี้ยวไป 1 ครั้งก็ต้องเอามาส่งใหม่ ปรินท์มาส่งใหม่เลย (ตัวการทำโลกร้อนชัดๆ ) พอเจอหัวหน้าเคี่ยวเนี่ย ไม้เบื่อไม้เมากันมาก
คือไม่ได้โกรธไม่ได้เกลียดจากการทำงานนะ แต่เป็นอารมณ์อยากเอาชนะแบบสุด ๆ เลย ผมทำงานบัญชีประมาณ 5 ปี
ปีแรกเนี่ยเข้าไปส่งงานกับนาง (สรรพนามแทนหัวหน้า) แพ้นางตลอด คือนางเก่งจริง ตรรกะนางสุดยอด คิดกระทบยอดขึ้นลง
ซ้ายขวา คือต้องยอมจริง ๆ แล้วเข้าไปแล้วแพ้แบบไม่มีทางสู้ด้วยนะ คือเราไม่รอบคอบไม่สิ เรารอบคอบไม่พอ
พอเจอนางซักถามปุ๊ป ตายคาโต๊ะทำงานนางเลย ประหนึ่งเจอมีดปาดคอ แทงราวนมซ้ายขวา (คำพูดนางเชือดเฉือนบาดใจมาก )
ตัวอย่าง เวลาเข้าไปส่งงานแล้วแพ้นาง นางจะพูดมาเลย " พี่คิดว่าเราน่าจะทำงานได้ดีกว่านี้นะ , ถ้าทำมาแบบนี้พี่จะใช้เราทำไม,
นี่เราไม่เข้าใจคำสั่งพี่หรือพี่พูดไม่ละเอียดเอง " ปีแรกนี่ดับแดดิ้นทุกคราวไป ไม่โกรธนางนะ แต่แค้นนนน 5555+ พอส่งงานนางบ่อยๆ
แก้งานบ่อย ๆ ก็เริ่มจับสไตล์นางได้ คือนางละเอียดรอบคอบ เรียบร้อยทุกกระเบียดนิ้วจริง ๆ ความคิดเอาชนะก็เกิดขึ้นตลอดเวลา
ผมนี่คิดในใจเลย "เดี๋ยวก่อนน้องงงง สงครามยังไม่จบ เรายังต้องรบกันอีกหลายครั้ง รอพี่ก่อน พี่จะส่งงานจนน้องต้องชมว่าดีเยี่ยมเลย"
หลังจากนั้นก็ต้องพัฒนาทักษะการคิดของตัวเองอย่างต่อเนื่อง จนปีหลัง ๆ ก็ชนะนางได้บ่อยครั้งมากขึ้น แต่นางมีฟอร์ม
นางไม่เคยชมเลยพอส่งงานนางเสร็จถ้ารอบไหนชนะนาง นางก็พูดแค่ว่า " พี่ดูงานละ โอเค " จะชมกันสักหน่อยก็ไม่มี ชิชะ
พอด่านต่อมาเวลาตรวจสอบบัญชีเข้ามาตรวจสอบประจำปี ก็จะเจออภิมหาคำถามถามมา (เสมือนกรรมเก่าที่เคยไปทำไว้
ย้อนกลับมาตอบสนอง 555+) ด่านนี้ไม่ค่อยน่ากลัวเพราะด้วยความที่ว่าผมเองทำงานตรวจสอบบัญชีมาก่อน
รูปแบบการตรวจก็จะคุ้นเคยอยู่แล้ว หลักการตรวจเอย ก็จะเข้าใจอย่างละเอียดด่านนี้ผ่านใสๆ
"ผู้ตรวจสอบบัญชี ไม่ได้แอ้มพี่นะจ๊ะ นะจ๊ะ " ด่านต่อมาก็จะเป็นสรรพากร นี่จัดเป็นด่านมหาโหดที่สุด เพราะเวลาสรรพากร
สอบถามเนี่ย ต้องย้อนไปผ่านด่านหัวหน้าก่อนส่งให้สรรพากรอีก เสมือนเจอสองรอบตลอด
เวลาสรรพากรถามมาก็ต้องตอบให้เคลียร์ ชัดเจนมีหลักฐาน มีหลักการ ผมนี่กลายเป็นมีเหตุผล มีหลักการตลอดเวลากันเลยทีเดียว
แรก ๆ ก็จะเกรงกลัวกับสรรพากรนะ คุยกันเฉพาะงานหลัง ๆ นี่ตรวจกันทุกปี ซี้กันเลย ส่งงานกันชิว ๆ
เวลาสรรพากรจะเข้าตรวจผมก็ถามเลย "รอบนี้พี่จะตรวจอะไรบ้าง ส่งลิสต์มาเลย เดี๋ยวจัดเอกสารรอ สบายๆ"
คือกว่าจะเป็นอารมณ์นี้ได้นี่ ทำงานปีที่สามเลยทีเดียว สองปีแรกเหมือนกับการปรับตัวเอง พัฒนาตัวเอง
ปรับจังหวะให้เข้ากับหัวหน้า , ผู้ตรวจสอบบัญชี , สรรพากร ก็ที่เล่า ๆ มาแบบนี้ ความคิดผม คือแบบอยากเอาชนะ
เป็นความคิดแบบเด็ก ๆ แต่นำมาใช้กับชีวิตตอนโตอย่างสร้างสรรค์ ก็ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่สร้างสรรค์
สำหรับบทสรุปเรื่องราว คือ
1.เราสามารถเปลี่ยนสิ่งที่น่าเบื่อจำเจ โดยบิดความคิดนิดนึงให้เกิดมุมมองใหม่ ๆ ทำให้เราสนุกกับสิ่งที่น่าเบื่อได้
2.เราสามารถพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องในงานที่เราทำ โดยใช้ความคิดในการเอาชนะอย่างสร้างสรรค์ได้
3.ฝึกความคิดทัศนติเชิงบวกต่อสิ่งต่าง ๆ เสมอ อย่างมองปัญหาเป็นอุปสรรคของชีวิต แต่จงมองปัญหาเป็นบันได
สำหรับการพัฒนาชีวิตให้ดียิ่งขึ้น
ลองดูนะครับ ปรับมุมมอง เปลี่ยนความคิด แล้วก็พัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง ให้เป็นคนเก่ง ดี และมีความสุขครับ ^_^
# # # การเอาชนะอาจารย์ , เจ้านาย และคนอื่นๆ อย่างสร้างสรรค์ # # #
ซึ่งแนวคิดนี้ผมใช้มาเสมอตั้งแต่ตอนเรียนจนถึงปัจจุบัน ทำให้ตัวเองมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แล้วก็สนุก
และมีความสุขกับการพัฒนาตัวเองด้วยครับ อาจจะเป็นแนวคิดที่แปลก ๆ ก็ลองอ่านดูละกันครับ
แนวคิดของผมคือ การเอาชนะครับ ผมจะเล่าถึงมุมมองการเอาชนะ โดยตั้งแต่สมัยเรียนจนถึงปัจจุบัน
ว่าแนวคิดการเอาชนะเนี่ยสามารถทำให้เราพัฒนาตัวเองได้อย่างไร มาลองดูกันครับ
สมัยเรียน
ถ้ากล่าวถึงสมัยเรียน ผมจะเป็นพวกที่ชอบตอนสอบ ตอนที่มีการแข่งขันเป็นที่สุด ผมรู้สึกว่ามีความสนุก
มีความตื่นเต้น คงเพราะตัวเรามีสัญชาตญาณนักแข่งมั้งครับ 555+ ก็พอเวลามีการแข่งขันหรือสอบเนี่ย
จะทำให้ผมกระตือรือร้นมาก โดยช่วงที่ต้องสอบมิดเทอมหรือไฟนอลของแต่ละวิชานั้น ปกติแล้วอาจารย์
ก็จะบอกแนวข้อสอบว่าจะออกข้อสอบเรื่องอะไร ออกกี่ข้อ ออกแบบไหน ทีนี้ความคิดเรื่องเอาชนะก็มีตอนนี้
นั่นแหละครับ ผมจะชอบเก็งข้อสอบและสมมุติตัวเองเป็นอาจารย์ว่าถ้าออกข้อสอบเนี่ย จะออกแบบไหนที่
จะทำให้ครอบคลุมเนื้อหาที่สุด และยากที่สุดโดยที่ไม่เกินเนื้อหา แล้วทีนี้ตอนอ่านหนังสือเราก็ต้องอ่านให้หมด
แล้วมาเก็งข้อสอบแบบนี้แหละครับ รอบไหนเก็งถูกก็จะรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ชนะ รอบไหนเก็งผิดก็จะเซ็งๆสักหน่อย
นอกจากการเก็งข้อสอบแล้ว การนำเสนอรายงานก็เป็นอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ผมรู้สึกว่าเป็นอะไรที่น่าสนุกและมีเสน่ห์
เวลาทำรายงานก่อนที่นำไปเสนออาจารย์แต่ละวิชา ผมก็จะศึกษาข้อมูลให้มีรายละเอียดมากที่สุด แล้วพอทำเสร็จ
ก่อนนำเสนอนั้นก็จะต้องตรวจสอบอีกทีว่า ถ้าเราเป็นอาจารย์เราจะถามอะไร มีข้อสงสัยประเด็นไหน และการนำเสนอของเรา
จะสามารถตอบโจทย์ทั้งหมดได้หรือเปล่า เวลาทำอย่างนี้จะทำให้เราสนุกกับการทำรายงานมาก ๆ ครับ มันเป็นเหมือน
การเตรียมรบหรืออะไรสักอย่าง พอนำเสนอเสร็จถ้ารายงานชิ้นไหนผ่านด้วยดีและไม่มีคำถามเพิ่มเติม ความรู้สึกก็จะฟิน
แบบว่า " เกมส์นี้พี่ชนะนะน้อง รายงานยากกินพี่ไม่ได้หรอก พี่เจ๋งพอนะจ๊ะ นะจ๊ะ " ก็ประมาณนี้น่ะครับ
สมัยทำงาน
พอเข้าสู่วัยทำงานทีนี้จะเป็นโหมดชีวิตจริงละ อย่างผมทำงานทั้งหมด 3 ตำแหน่งที่แตกต่างกัน ก็จะมีรูปแบบที่แตกต่างกัน
ผมก็เอาแนวคิดการเอาชนะมาใช้ต่อ ผมจะลองเล่านะครับ
งานตรวจสอบบัญชี
เป็นสมัยตอนจบใหม่ ๆ ทำงานตรวจสอบบัญชีเนี่ยแหละครับ ก็เป็นเด็กน้อยที่ต้องทำ Working Paper การตรวจสอบบริษัทส่ง
ให้กับซุป (Supervisor พี่ที่ออกจ๊อบด้วยเป็นคนตรวจงาน) เป็นลำดับแรก พอพี่เค้าตรวจงานเราก็จะมีคำถามตามมา สำหรับงานนี้
ต้องเอาชนะผ่านซุปให้ได้ก่อน ถ้าเอาชนะซุปได้ แปลว่า ทำงานได้ดีระดับนึง แต่ !!!! อย่าคิดว่าผ่านซุปแล้วจะรอด ยังมีเมเนเจอร์
เป็นขั้นต่อไป พอเราส่งงานแล้วซุปตรวจผ่าน ขั้นต่อไปจะเป็นเมเนเจอร์ตรวจสอบ เพื่อสรุปผลการตรวจสอบก่อนส่งให้ Partner ใช้
เป็นข้อมูลในการเซ็นรับรองงบบริษัท จังหวะที่เมเนเจอร์ตรวจสอบงานของเราเนี่ยแหละ อภิมหา Post it ++++ กับ Point คำถาม
จะถูกแปะแล้วตีกลับมา ตัวอย่างเช่น ถ้าเกิดเคสนี้จะต้องทำอย่างไรต่อ ลูกค้ามีวิธีการป้องกันอย่างไร , ตรวจสอบลายเซ็นผู้มีอำนาจ
ครบถ้วนหรือไม่ แล้วถ้าคนเซ็นไม่อยู่มีกระบวนการอย่างไร ก็ประมาณนี้ ความสนุกมันอยู่ที่ว่าครั้งแรก ๆ ของการทำงานจะเจอคำถาม
ของซุปกับเมเนเจอร์ตลอด จังหวะนี้ก็ต้องมาพัฒนาตัวเองให้รอบคอบมากยิ่งขึ้น ตรวจสอบให้ละเอียดพร้อมทั้งแสดงความสงสัยเยี่ยง
ซุปกับเมเนเจอร์ (นอกเหนือจากความสงสัยเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพ) ซึ่งพอเราพัฒนาตัวเองแล้วสามารถทำสถิติถูกถามได้น้อยลงเรื่อยๆ
ผมก็จะภูมิใจในตัวเอง (ภูมิใจกับสิ่งเล็กๆ 555+) บทจะมาเหมือนเดิมเลย พอส่งงานเสร็จแล้วไม่มีคำถามเนี่ย
เดินออกจากห้องเมเนเจอร์ปุ๊ปยิ้มกริ่มในใจ "เด็ก ๆ นะจ๊ะ พี่พัฒนาแล้ว เคี้ยวพี่ยากหน่อยนะน้อง 555+ "
ก็ทำให้สนุกกับการทำงานตรวจสอบบัญชีดีนะครับ
งานบัญชี
ต่อมาเป็นงานบัญชี งานบัญชีเนี่ยจะเป็นงานละเอียดกว่างานตรวจสอบบัญชีอีก เพราะงานตรวจสอบบัญชีจะมีระบบการสุ่ม
ในบางเรื่องไม่จำเป็นต้องตรวจสอบทั้งหมด ตรวจสอบพอให้เชื่อมั่นได้ว่าข้อมูลที่แสดงรายการออกมานั้นถูกต้อง
แต่พอเป็นผู้ทำบัญชีเนี่ย เฮ้ย ! มันต้องถูกต้องทั้งหมด ห้ามผิด เพราะถ้าผิดก็จะแสดงข้อมูลไม่ถูกต้อง จะโดนทั้งหัวหน้า ,
ผู้ตรวจสอบบัญชี, สรรพากร เล่นเอานะจ๊ะ พอผมมาทำงานบัญชีเนี่ย ได้ประสบการณ์อย่างมาก สกิลการเอาชนะพัฒนาไปอีกระดับ
เพราะมีคนที่เราต้องเอาชนะหลายแบบ ต้องใช้หลายกลยุทธ์ในการเอาชนะ ประหนึ่งว่าได้ประฝีมือกับจอมยุทธ์ 555+
ด่านแรกเลยเนี่ย คือ หัวหน้างานโดยตรง โดยตอนผมทำบัญชีเนี่ยเจอหัวหน้าที่เคี่ยวมากกกกกกกกก คือแบบเคาะ Spacebar
เบี้ยวไป 1 ครั้งก็ต้องเอามาส่งใหม่ ปรินท์มาส่งใหม่เลย (ตัวการทำโลกร้อนชัดๆ ) พอเจอหัวหน้าเคี่ยวเนี่ย ไม้เบื่อไม้เมากันมาก
คือไม่ได้โกรธไม่ได้เกลียดจากการทำงานนะ แต่เป็นอารมณ์อยากเอาชนะแบบสุด ๆ เลย ผมทำงานบัญชีประมาณ 5 ปี
ปีแรกเนี่ยเข้าไปส่งงานกับนาง (สรรพนามแทนหัวหน้า) แพ้นางตลอด คือนางเก่งจริง ตรรกะนางสุดยอด คิดกระทบยอดขึ้นลง
ซ้ายขวา คือต้องยอมจริง ๆ แล้วเข้าไปแล้วแพ้แบบไม่มีทางสู้ด้วยนะ คือเราไม่รอบคอบไม่สิ เรารอบคอบไม่พอ
พอเจอนางซักถามปุ๊ป ตายคาโต๊ะทำงานนางเลย ประหนึ่งเจอมีดปาดคอ แทงราวนมซ้ายขวา (คำพูดนางเชือดเฉือนบาดใจมาก )
ตัวอย่าง เวลาเข้าไปส่งงานแล้วแพ้นาง นางจะพูดมาเลย " พี่คิดว่าเราน่าจะทำงานได้ดีกว่านี้นะ , ถ้าทำมาแบบนี้พี่จะใช้เราทำไม,
นี่เราไม่เข้าใจคำสั่งพี่หรือพี่พูดไม่ละเอียดเอง " ปีแรกนี่ดับแดดิ้นทุกคราวไป ไม่โกรธนางนะ แต่แค้นนนน 5555+ พอส่งงานนางบ่อยๆ
แก้งานบ่อย ๆ ก็เริ่มจับสไตล์นางได้ คือนางละเอียดรอบคอบ เรียบร้อยทุกกระเบียดนิ้วจริง ๆ ความคิดเอาชนะก็เกิดขึ้นตลอดเวลา
ผมนี่คิดในใจเลย "เดี๋ยวก่อนน้องงงง สงครามยังไม่จบ เรายังต้องรบกันอีกหลายครั้ง รอพี่ก่อน พี่จะส่งงานจนน้องต้องชมว่าดีเยี่ยมเลย"
หลังจากนั้นก็ต้องพัฒนาทักษะการคิดของตัวเองอย่างต่อเนื่อง จนปีหลัง ๆ ก็ชนะนางได้บ่อยครั้งมากขึ้น แต่นางมีฟอร์ม
นางไม่เคยชมเลยพอส่งงานนางเสร็จถ้ารอบไหนชนะนาง นางก็พูดแค่ว่า " พี่ดูงานละ โอเค " จะชมกันสักหน่อยก็ไม่มี ชิชะ
พอด่านต่อมาเวลาตรวจสอบบัญชีเข้ามาตรวจสอบประจำปี ก็จะเจออภิมหาคำถามถามมา (เสมือนกรรมเก่าที่เคยไปทำไว้
ย้อนกลับมาตอบสนอง 555+) ด่านนี้ไม่ค่อยน่ากลัวเพราะด้วยความที่ว่าผมเองทำงานตรวจสอบบัญชีมาก่อน
รูปแบบการตรวจก็จะคุ้นเคยอยู่แล้ว หลักการตรวจเอย ก็จะเข้าใจอย่างละเอียดด่านนี้ผ่านใสๆ
"ผู้ตรวจสอบบัญชี ไม่ได้แอ้มพี่นะจ๊ะ นะจ๊ะ " ด่านต่อมาก็จะเป็นสรรพากร นี่จัดเป็นด่านมหาโหดที่สุด เพราะเวลาสรรพากร
สอบถามเนี่ย ต้องย้อนไปผ่านด่านหัวหน้าก่อนส่งให้สรรพากรอีก เสมือนเจอสองรอบตลอด
เวลาสรรพากรถามมาก็ต้องตอบให้เคลียร์ ชัดเจนมีหลักฐาน มีหลักการ ผมนี่กลายเป็นมีเหตุผล มีหลักการตลอดเวลากันเลยทีเดียว
แรก ๆ ก็จะเกรงกลัวกับสรรพากรนะ คุยกันเฉพาะงานหลัง ๆ นี่ตรวจกันทุกปี ซี้กันเลย ส่งงานกันชิว ๆ
เวลาสรรพากรจะเข้าตรวจผมก็ถามเลย "รอบนี้พี่จะตรวจอะไรบ้าง ส่งลิสต์มาเลย เดี๋ยวจัดเอกสารรอ สบายๆ"
คือกว่าจะเป็นอารมณ์นี้ได้นี่ ทำงานปีที่สามเลยทีเดียว สองปีแรกเหมือนกับการปรับตัวเอง พัฒนาตัวเอง
ปรับจังหวะให้เข้ากับหัวหน้า , ผู้ตรวจสอบบัญชี , สรรพากร ก็ที่เล่า ๆ มาแบบนี้ ความคิดผม คือแบบอยากเอาชนะ
เป็นความคิดแบบเด็ก ๆ แต่นำมาใช้กับชีวิตตอนโตอย่างสร้างสรรค์ ก็ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่สร้างสรรค์
สำหรับบทสรุปเรื่องราว คือ
1.เราสามารถเปลี่ยนสิ่งที่น่าเบื่อจำเจ โดยบิดความคิดนิดนึงให้เกิดมุมมองใหม่ ๆ ทำให้เราสนุกกับสิ่งที่น่าเบื่อได้
2.เราสามารถพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องในงานที่เราทำ โดยใช้ความคิดในการเอาชนะอย่างสร้างสรรค์ได้
3.ฝึกความคิดทัศนติเชิงบวกต่อสิ่งต่าง ๆ เสมอ อย่างมองปัญหาเป็นอุปสรรคของชีวิต แต่จงมองปัญหาเป็นบันได
สำหรับการพัฒนาชีวิตให้ดียิ่งขึ้น
ลองดูนะครับ ปรับมุมมอง เปลี่ยนความคิด แล้วก็พัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง ให้เป็นคนเก่ง ดี และมีความสุขครับ ^_^