คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 8
ไซเหวินจีรักฝังใจจอมทรราชโจโฉ
โจโฉ คนที่ยอมทรยศคนทั้งโลกแต่ยอมให้ใครทรยศตนเอง
ก็มีด้านหวานของตนเหมือนกัน ว่ากันว่าสมัยที่โจโฉเป็นนายทหารบังคับกองร้อยก็ได้ไปพบหน้าลูกสาวของท่านซัวหยงขุนนางที่ปรึกษาของกษัตริย์ฮั่นเลนเต้ ลูกสาวท่านซัวหยงก็คือ ไซ่เหวินจี มีความสามารถรอบรู้ดนตรีและกาพย์โคลงกลอน โจโฉรักอย่างหมดหัวใจ. แต่ตำแหน่งนายทหารเล็กๆกับลูกสาวท่านที่ปรึกษาแตกต่างโดยสิ้นเชิง โจโฉจึงไม่สมมาดปารถนา. เหตุการผันผวนให้ลูกสาวขุนนางกลายไปเป็นนางทาสนอกกำแพงใหญ่ ส่วนนายทหารเล็กๆกลับกลายเป็นอัครมหาเสนาบดีที่เปี่ยมอำนาจและบารมี. พรหมลิขิตก็บันดาลให้ โจโฉหลังจากพ่ายศึกผาแดงก็ถอยทัพขึ้นเหนือ จึงได้ข่าว นางในดวงใจ ไปตกระกำลำบากกลายเป็นทาสในเผ่านอกกำแพงใหญ่. จึงทุ่มเงินทองนับพันชั่งเพื่อไถ่ตัว ไซ่เหวินจี ออกมา. แต่วันนี้ไม่เหมือนวันวาน. นางไซ่เหวินจีไม่ใช่ลูกสาวขุนนางใหญ่แล้ว หากแต่เป็นนางทาสบำเรอของหัวหน้าเผ่าที่มีลูกแล้ว2คน. เป็นดอกไม้ที่ไร้ค่าไม่คู่ควรกับท่านมหาเสนาบดีโจโฉ จึงไม่ยอมแต่งงานกับโจโฉ แต่เลือกไปแต่งงานกับนายทหารเล็กๆคนหนึ่งชื่อตังกี๋แทน.
ถือเป็นโศกนาฏกรรมความรักเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว
ว่ากันว่ามีนางเพียงคนเดียวที่ได้ไปกราบหลุมศพของโจโฉ(โจโฉทำหลุมศพไว้72หลุมลวงผู้คนไม่ให้รู้ว่าตนถูกฝังไว้ที่ไหนกลัวจะไปทำลายหลุมศพเพราะความเป็นทรราชของตน)
โจโฉผู้กุมโลกไว้ในมือกลับไม่สามารถกุมความรักเพียงหนึ่งเดียวไว้ได้
โจโฉ คนที่ยอมทรยศคนทั้งโลกแต่ยอมให้ใครทรยศตนเอง
ก็มีด้านหวานของตนเหมือนกัน ว่ากันว่าสมัยที่โจโฉเป็นนายทหารบังคับกองร้อยก็ได้ไปพบหน้าลูกสาวของท่านซัวหยงขุนนางที่ปรึกษาของกษัตริย์ฮั่นเลนเต้ ลูกสาวท่านซัวหยงก็คือ ไซ่เหวินจี มีความสามารถรอบรู้ดนตรีและกาพย์โคลงกลอน โจโฉรักอย่างหมดหัวใจ. แต่ตำแหน่งนายทหารเล็กๆกับลูกสาวท่านที่ปรึกษาแตกต่างโดยสิ้นเชิง โจโฉจึงไม่สมมาดปารถนา. เหตุการผันผวนให้ลูกสาวขุนนางกลายไปเป็นนางทาสนอกกำแพงใหญ่ ส่วนนายทหารเล็กๆกลับกลายเป็นอัครมหาเสนาบดีที่เปี่ยมอำนาจและบารมี. พรหมลิขิตก็บันดาลให้ โจโฉหลังจากพ่ายศึกผาแดงก็ถอยทัพขึ้นเหนือ จึงได้ข่าว นางในดวงใจ ไปตกระกำลำบากกลายเป็นทาสในเผ่านอกกำแพงใหญ่. จึงทุ่มเงินทองนับพันชั่งเพื่อไถ่ตัว ไซ่เหวินจี ออกมา. แต่วันนี้ไม่เหมือนวันวาน. นางไซ่เหวินจีไม่ใช่ลูกสาวขุนนางใหญ่แล้ว หากแต่เป็นนางทาสบำเรอของหัวหน้าเผ่าที่มีลูกแล้ว2คน. เป็นดอกไม้ที่ไร้ค่าไม่คู่ควรกับท่านมหาเสนาบดีโจโฉ จึงไม่ยอมแต่งงานกับโจโฉ แต่เลือกไปแต่งงานกับนายทหารเล็กๆคนหนึ่งชื่อตังกี๋แทน.
ถือเป็นโศกนาฏกรรมความรักเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว
ว่ากันว่ามีนางเพียงคนเดียวที่ได้ไปกราบหลุมศพของโจโฉ(โจโฉทำหลุมศพไว้72หลุมลวงผู้คนไม่ให้รู้ว่าตนถูกฝังไว้ที่ไหนกลัวจะไปทำลายหลุมศพเพราะความเป็นทรราชของตน)
โจโฉผู้กุมโลกไว้ในมือกลับไม่สามารถกุมความรักเพียงหนึ่งเดียวไว้ได้
แสดงความคิดเห็น
สาวงาม ทองพันชั่ง
ไซ่เหวินจี่อยู่ที่เมืองไคฟง มณฑลเหอหนาน ตรงใจกลางของแผ่นดินจีนเหนือแม่น้ำ ฮวงโห โดยบิดาของเธอคือ ซัวหยง
ซึ่งรับราชการดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาราชการแผ่นดินของราชวงศ์ฮั่นต่อมาในรัชสมัยของพระเจ้าเลนเต้ เหล่าขันทีมีอำนาจ
ในการบริหารราชการแผ่นดินและต่างพากันโกงกินสร้างความเดือดร้อนและความวุ่นวายไปทั่วทั้งแผ่นดิน ซัวหยงได้เล็งเห็น
ถึงต้นตอของความสับสนวุ่นวายนี้ว่ามาจากเหล่าขันที จึงพยายามจะกราบทูลให้พระเจ้าเลนเต้จัดการกับเหล่าขันทีเสีย แต่
ทว่าซัวหยง กลับถูกเหล่าขันทีใส่ร้ายจนถูกเนรเทศไปยังชายแดนทางเหนือซึ่งปัจจุบันคือดินแดนอินเนอร์มองโกเลีย โดยมี
ไซ่เหวินจีที่อายุเพียง 2 ปีติดตามไปด้วย
ด้วยความที่บิดาของเธอเป็นผู้มีสติปัญญาและความสามารถทางด้านวรรณกรรมสูงส่งทำให้ลูกสาวอย่างไซ่เหวินจี
พลอยมีความสนใจในด้านการศึกษาและศิลปะไปด้วยเรื่องราวที่แสดงถึงพรสวรรค์และความสามารถของไซ่เหวินจีที่นั้นกล่าว
กันว่า มีอยู่ครั้งหนึ่งขณะที่ซัวหยงกำลังบรรเลงขิมซึ่งมีสายทั้งหมด 7 เส้นอยู่ สายขิมเส้นหนึ่งก็เกิดขาดขึ้น ไซ่เหวินจีที่อยู่ใน
บริเวณนั้นสามารถระบุได้ถูกต้องว่าสายขิมที่ขาดออกไปนั้นคือสายเส้นที่ 2 โดยมิได้หันมามองเลยแม้แต่น้อย ซัวหยงรู้สึกประ
หลาดใจกับความสามารถของลูกสาวของตน จึงคิดจะลองทดสอบดูอีกครั้งให้แน่ใจโดยจงใจทำให้สายขิมขาดอีก 1 เส้น แต่
ไซ่เหวินจีก็ยังคงระบุได้อย่างถูกต้องว่าสายขิมที่ขาดไปในคราวนี้คือเส้นที่ 4
ต่อมาในรัชสมัยของพระเจ้าเหียนเต้ ตั๊งโต๊ะได้ขึ้นเป็นใหญ่กุมอำนาจในเกือบทั้งหมดในแผ่นดินจีน ตั๊งโต๊ะได้เรียกให้ซัวหลง
กลับเข้ามาทำงานในราชสำนักอีกครั้งซึ่งการกระทำในครั้งนี้ทำให้ซัวหยงซาบซึ้งในบุญคุณของตั๊งโต๊ะเป็นอย่างมากแต่ความยิ่ง
ใหญ่ในยุคสมัยนั้นล้วนไม่จีรัง ตั๊งโต๊ะถูกกองกำลังที่นำโดยอ้วนเสี้ยวปราบปรามจนสุดท้ายก็เสียชีวิต ด้วยความสำนึกในบุญคุณ
ของตั๊งโต๊ะที่เคยมีให้แก่ตนเอง ซัวหยงจึงเต็มใจมองข้ามเรื่องเลวร้ายทั้งหมดที่ตั๊งโต๊ะก่อขึ้นและหลั่งน้ำตาออกมาให้แก่ศพของ
บุคคลที่คนทั้งแผ่นดินมองว่าเป็นทรราชและพากันสาปส่ง
การกระทำของซัวหยงนั้นทำให้อ้องอุ้นซึ่งเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่และเป็นบุคคคลที่เกลียดตั๊งโต๊ะเป็นที่สุดโกรธเป็นอย่างมาก
และสั่งให้ทำการจับกุมซัวหยงในทันที สุดท้ายแล้วซัวหยงก็จบชีวิตลงในคุกในเวลาไล่ๆกันนั่นเองสามีของไซ่เหวินจีก็ได้เสียชีวิต
ลงเช่นเดียวกัน เธอจึงตัดสินใจย้ายกลับไปอาศัยอยู่ที่ชายแดนทางเหนือที่เคยอาศัยอยู่ตอนที่ถูกเนรเทศหลังจากมาอาศัยอยู่ที่เขต
ชายแดนได้ไม่นานหนึ่งในมรสุมชีวิตที่ยิ่งใหญ่ของเธอก็เริ่มเปิดฉากขึ้น เมื่อชนเผ่าซงหนูที่อาศัยอยู่ในบริเวณชายแดนได้เข้ามารุก
รานบริเวณที่เธออาศัยอยู่และได้กวาดต้อนหญิงสาวกลับไปดินแดนของตนเป็นจำนวนซึ่งตัวไซ่เหวินจีเองก็เป็นหนึ่งในหญิงสาวที่
ถูกกวาดต้อนไปเช่นกัน
เมื่อมาอาศัยอยู่ที่ดินแดนของเผ่าซงหนูไซ่เหวินจีก็ได้แต่งงานอีกครั้งกับหัวหน้าของเผ่าและให้กำเนิดบุตรชายสองคน ตลอด
ระยะเวลาที่อาศัยอยู่ ณ ดินแดนแห่งนี้ไซ่เหวินจีต้องพบแต่ความยากลำบากเนื่องจากความแตกต่างทั้งทางด้าน ภาษา วัฒนธรรม
สภาพแวดล้อม ซึ่งเป็นสิ่งที่หญิงสาวที่มาจากชนชั้นสูงอย่างเธอไม่เคยประสบมาก่อน ความปรารถนาเพียงอย่างเดียวของเธอใน
ขณะนั้นคือการที่จะได้หวนคืนสู่แผ่นดินจีนอันเป็นบ้านเกิดของเธอนั่นเอง
12 ปีผ่านไปนับจากวันที่ไซ่เหวินจีจากแผ่นดินจีนสิ่งที่เธอเฝ้าปรารถนามาตลอดก็เป็นจริง เมื่อโจโฉซึ่งเป็นคนรู้จักเก่าแก่ของ
ซัวหยงได้บังเกิดความสงสารในตัวเธอจึงได้ทำการส่งทองคำพันชั่งและของมีค่าสำหรับไถ่ตัวเพื่อพาเธอกลับไปยังบ้านเกิด สร้าง
ความปิติอย่างที่สุดแก่ไซ่เหวินจีแต่ทว่าในขณะเดียวกันก็สร้างความทุกข์เป็นอย่างมากแก่เธอเช่นกัน เนื่องจากบุตรชายทั้งสองคน
ของเธอนั้นไม่สามารถที่จะติดตามเธอกลับไปยังแผ่นดินจีนได้และหากเธอเดินทางกลับไปยังแผ่นดินจีนแล้วเธอคงไม่มีวันได้พบเจอ
ทั้งสองอีกตราบชั่วชีวิต
สุดท้ายแล้วไซ่เหวินจีก็กัดฟันกลั้นความเจ็บปวดของตนจำใจอำลาลูกของเธอ แล้วออกเดินทางกลับสู่แผ่นดินเกิดของเธออีกครั้ง
เวลาที่ล่วงเลยมากว่า 12 ต่อมาไซ่เหวินจีก็ได้แต่งงานเป็นครั้งที่ 3 กับนายทหารคนหนึ่งชื่อว่า ตังกี๋ ชีวิตคู่ของทั้งสองดำเนินไปได้อย่าง
ราบรื่น จนกระทั่งวันหนึ่งตังกี๋ได้พลาดพลั้งทำผิดกฎหมายจนต้องโทษประหารชีวิต เมื่อเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงเช่นนี้ขึ้นคนแรกที่ไซ่เหวินจี
นึกถึงก็คือโจโฉ เธอจึงไม่รอช้ารีบเดินทางไปขอความช่วยเหลือในทันที
ไซ่เหวินจีเดินทางมาพบโจโฉในขณะที่เขากำลังอยู่ระหว่างงานเลี้ยงรับรองเหล่าอาคันตุกะอยู่ ถึงแม้เธอจะดูเหมือนชนชั้นต่ำแต่งตัว
ด้วยเสื้อผ้าเก่าและสกปรกแต่คำพูดที่เธอพูดออกมาเพื่อแก้ต่างสามีของเธอให้โจโฉฟังได้แสดงถึงสติปัญญาอันล้ำเลิศสร้างความประทับ
ใจให้แก่ผู้คนในงานเลี้ยงเป็นอย่างมาก จนสุดท้ายโจโฉสั่งอภัยโทษให้แก่สามีของเธอและมอบเสื้อผ้าชุดใหม่รวมถึงรองเท้าให้เป็นรางวัลอีกด้วย
นอกจากความสามารถด้านดนตรีและบทกวีแล้วไซ่เหวินจียังเป็นผู้มีความจำเป็นเลิศและใฝ่เรียนรู้อีกด้วย ครั้งหนึ่งโจโฉซึ่งเป็นผู้ชอบ
ศึกษาค้นคว้าคิดอยากจะศึกษาเหล่าตำราที่ซัวหยงเป็นผู้เขียนจึงมาถามหาที่อยู่ของตำรากับเธอ คำตอบที่ได้รับกลับมาก็คือตำราเหล่านั้น
แทบทั้งหมดถูกเผาทำลายเสียหายไปในช่วงสงครามเสียแล้ว แต่ไซ่เหวินจีบอกว่าตัวเธอนั้นจดจำถ้อยคำในตำราเหล่านั้นที่มีอยู่ทั้งหมด
ประมาณ 4000 กว่าหัวข้อได้เป็นบางส่วนและอาสาเขียนตำราเหล่านั้นแก่โจโฉด้วยตัวเธอเอง ดังนั้นจึงมีผลงานของซัวหยงที่เหลือรอดมา
ได้ประมาณ 400 หัวข้อ
ความโศกเศร้าที่ต้องจากลาบุตรชายทั้งสองกลับมา เธอจึงตัดสินใจแต่งบทกลอนขึ้นมาหนึ่งบทนั่นก็คือบทกลอนที่ชาวไทยเรียกกันว่า
รำพันแค้นพิลาป ซึ่งเป็นผลงานชิ้นเอกที่ทำให้เธอได้รับการยกย่องให้เป็นกวีเอกแห่งยุค