ตั้งแต่เด็กเวลาเราทำผิดเมื่อถูกทำโทษบางครั้งเราจะรู้ว่าเราผิดจริงๆ แต่บางครั้งเราก็ไม่รู้ว่าเราผิดขนาดนั้นเลยหรอ?
แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ยังเด็กนัก ไม่สามารถคิดวิเคราะห์ได้ว่าเราผิด หรือ ไม่ผิด ทำได้เพียงยอมโดนตี โดนถูกด่าว่า
แต่สมองของเรา ภาพที่เห็น คำพูด เราจดจำมันไว้หมด มันทำให้เวลาผู้ใหญ่ขู่เราว่า “เดี๋ยวตีเลย” หรือมีสัญญาณที่บอกได้ว่าเราจะโดนทำแบบนั้นอีก ภาพทุกอย่างจะเข้ามาในสมองเฉียบพลัน และทำให้เรากลัว
แต่พอเราโตขึ้นสู่วับรุ่น ช่วงอายุ 16-24 เป็นช่วงรอยต่อระหว่าง เด็ก-ผู้ใหญ่ ทีนี้เรียก”วัยว้าวุ่น” แล้วกัน
เรากำลังอยู่ในช่วงที่พินิจความถูกผิดด้วยเหตุผลและประสบการณ์ ตามที่เราถูกสั่งสอนและตามความรู้ที่เรียนมา
สังเกตได้ว่าวัยนี้มักจะริเริ่มทำอะไรแปลกใหม่ ทำอะไรโดยไม่กลัว บางอย่างทำไปเรายังไม่รู้เลยว่าเราผิดหรือถูก แต่เราจะรู้ก็ต่อเมื่อเราทำเสร็จจนเห็นผลลัพธ์เท่านั้น ซึ่งบางทีมันออกมาเป็นผลลัพธ์ที่เลวร้ายกว่าที่เราคิดไว้มาก แต่เราย้อนเวลาไปแก้ไขอะไรไม่ได้ ทำได้เพียงเริ่มต้นใหม่ จำไว้เป็นบทเรียน ใช่แต่การจะเริ่มต้นใหม่เราจะต้องได้รับ “โอกาส” “ความรัก” เราต้องการมัน เราไม่เหมือนเด็กแล้วที่จะโดนตีด่าว่า แล้วก็ปล่อยมันไปเดี๋ยวก็ลืม ไม่ใช่เราไม่ลืมเราจำ

เราเป็นคนหนึ่งที่มีชีวิตวัยรุ่นไม่สวยหรูเหมือนคนอื่น (ซึ่งน่าจะมีหลายๆคนที่เป็นแบบเรา) สำหรับกรณีของเรา ปัญหาชีวิตของเราเกิดจากสถาบันครอบครัว ใช่ค่ะ คนที่สังคมมักจะบอกว่า “สถานที่สุดท้ายในโลกเมื่อเราไม่เหลือใครจะเหลือสถาบันครอบครัวเป็นที่พึ่งสุดท้าย” แต่สำหรับเรา มันไม่ใช่ค่ะ เวลาเราเหนื่อยท้อล้า เราไม่เคยเห็นพวกเขาเลย อยากรู้ไหมว่าทำไม?
ตั้งแต่เข้าสู่วัยรุ่น พ่อแม่เราเลิกกันเพราะพ่อเรามีเมียน้อย บ้านแตกเป็นเสี่ยง ปัญหาการทะเลาะไม่มีหยุด และสุดท้ายเมื่อเขาตัดสินกันไม่ได้ก็คือลูกที่ต้องแบกรับ โดยเขาไม่ได้คาดคิดถึงการกระทำพวกเขา ว่ามันกระทบความรู้สึก และเราจำฝังใจแค่ไหน เช่น ก็เอาลูกไปเลี้ยงสิ พวกเนี่ยน่าสมเพชเน๊าะไม่มีใครต้องการเลย ลูก ไล่พ่อออกไปจากบ้านสิ โดนครอบครัวของแต่ละฝ่ายด่าว่าว่าเข้าข้างพ่อ/แม่ เป็นต้น บางทีคนที่ไม่ได้มาได้ยิน มาอยู่ในสถานการณ์จริงอาจจะไม่เข้าใจเท่าไหร่ แต่ปัญหาพวกนี้เราสงสัยมากว่าทำไมเราต้องมาโดนผลกระทบ ทั้งๆที่เราไม่ได้สร้างปัญหาพวกนี้เลย ตอนคุณรักกันเราได้ไปรักกับคุณไหม ตอนคุณเลิกกันเราไปรับรู้กับคุณไหม ตอนคุณคิดจะมีเราขึ้นมาเราก็เกิดขึ้นมาตามความสมัครใจของคุณ แต่ตอนคุณไม่ต้องการเรา เราต้องทำไงอ่ะ?? เราจะเรียกร้องอะไรก็ไม่ได้ แสดงความคิดเห็นอะไรก็ไม่ได้ เพียงเพราะเราเป็นเด็กในสายตาพวกคุณ แค่เนี้ย? เราโตแล้ว เราคิดเองได้แล้ว เราไม่ใช่เด็กที่ต้องมีคุณคอยบอกให้ทำนั่น ทำนี่สิ เราโตพอที่เราจะเลือกสิ่งที่ถูกที่ผิดสำหรับเราได้แล้ว
การลงโทษของผู้ใหญ่
นิสัยโดยพื้นฐาน เราเป็นคนตรงๆเพราะไม่ชอบพูดประจบประแจงไม่ชอบพูดโกหกโดยไม่จำเป็น อะไรที่ถูกหลักตามเหตุผล จริยธรรมคุณธรรม เราจะไม่สนว่าอีกฝ่ายคือใคร เราจะพูดตามที่ถูก ถ้าอีกฝ่ายผิดเราจะบอกว่าเขาผิด และเราจะไม่ยอมรับว่าเราผิดเพียงเพราะเราคือเด็ก เพราะถ้าเรามั่นใจว่าสิ่งที่เราคิดเราทำมันถูกตามหลักที่คุณครูบาอาจารย์หนังสือตำราสั่งสอนให้เราเป็นคนดี แต่ความคิดพวกนี้หล่ะทำให้เราเป็นเหมือนเด็กก้าวร้าว และเด็กบางส่วนก็เป็นแบบนี้เหมือนเรา เพราะสังคมสมัยนี้สอนใหเรากล้าคิดกล้าแสดงออก
แต่เวลาเราพูดไป กลายเป็นว่า “กล้าเถียงกูหรอ!” “กล้ามาสั่งสอนกูหรอ!” แล้วก็ใช้คำว่า “เด็ก “ ทำให้ต่อให้เราถูกยังไงเราก็ผิด แล้วเมื่อโมโหเราจนถึงขีดสุดก็ไม่รู้อะไรเข้าสิง
คุณทำโทษพวกเรายังไง?
ตบ ตี กระทืบ จิกหัว หยิก ข่วน ต่อย คุณทำยังไง พวกคุณลองนึกที?

แล้วเราได้ตอบโต้คุณไหม ไม่เราไม่ได้ตอบโต้คุณนอกจากน้ำตาของเราที่ไหลออกมา พวกเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมน้ำตามันไหล แต่เราไม่ได้อยากให้มันไหล มันไหลออกมาเอง วินาทีนั้นเราสับสนไปหมดเราไม่รู้ว่า ทำไม? ทำแบบนี้ทำไม
คุณลองนึกภาพใหม่ … ถ้าคุณแก่ลง วันนึงที่เราทะเลาะกันอีก ถ้าเราเอาคืนบ้างหล่ะ? ถ้าเราตบคุณ กระทืบคุณ คุณจะทำอย่างไร? “ ออกมาร้องต่อสังคมว่าพวกเราเป็นลูกทรพีตบตีคนแก่ ลูกอกตัญญูไม่รู้สำนึกพระคุณ” หรอ?
แล้วสังคมเคยสงสัยไหม ว่าทำไมเด็กพวกนั้นกล้าทำขนาดนี้ นั่นพ่อแม่นะ นั่นลุงปู่อานะ ทำได้ยังไงคนที่เลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก ใช่ไง! พวกเราจะไปทำได้ยังไงกับคนที่รักเราขนาดนั้น ก็ถ้ามันเป็นแบบนั้นอ่ะนะ
คำว่า “พ่อแม่ ครอบครัว” พวกเราถูกสอนให้เรียกตั้งแต่เด็ก โดยที่เราไม่รู้ความหมายของมันเลย แล้วโรงเรียนก็เป็นคนสอนความหมายของคำเหล่านี้ให้แก่เรา เรารู้ซึ้งในคำเหล่านี้มากขึ้น
แต่ คำเหล่านี้มันจะศักสิทธ์ได้ก็ต่อเมื่อ เรายอมรับมันด้วย “หัวใจ “ ของเราเอง ไม่ได้มาจากการสั่งสอนให้พูด และรู้ความหมายจากที่ใครเขาบอกกันมา
ดังนั้นทุกๆวันตั้งแต่เราเกิด เราจดจำได้ทุกอย่าง รอยยิ้ม ความรัก ความอบอุ่น ที่คุณให้เราตั้งแต่เด็ก มันคือพลังบวก
แต่ทุกๆครั้งที่คุณด่า ดูถูก เหยียดหยาม สมน้ำหน้า ตบตีกระทืบ มันคือพลังลบ และเมื่อถึงวันที่ลบมันมากกว่าบวกเมื่อไหร่ คุณจะให้เรารักคุณยังไง?
เราสงสัยในสายตาสังคมเหลือเกิน การที่พ่อแม่ ครอบครัว ดูด่าว่า ตบตีลูกหลานบางทีอย่างเกินเหตุ มันคือการกระทำที่ถูกหรอ?
แล้วที่เห็นพ่อแม่สมัยนี้ ใช้คำพูดที่รุนแรง การลงโทษที่โหดร้ายกับลูกหลาน คุณคิดว่าพวกเขาเคยจำมาจากใครละ?
แล้วถ้าภายภาคหน้า การตบตีพ่อแม่ยามแก่เฒ่า ทอดทิ้งพวกท่านให้เดียวดาย เป็นเรื่องปกติของสังคมบ้างละ บางทีมันไม่ต้องภายภาคหน้าหรอก สมัยนี้ก็มีให้เห็นเยอะแยะมากมายแล้วด้วยซ้ำ
แต่บางทีคนก็สงสัย “อ่าว แต่ส่วนมากที่เห็น ผู้เฒ่าผู้แก่ที่ถูกทำร้าย ทอดทิ้ง ช่างน่าสงสารจะตาย “ ก็ใช่นะสิ เพราะพอวันที่เขาเจออย่างวันที่เขาเคยทำกับลูกหลานบ้าง ใครบ้างหล่ะจะไม่สำนึกอ่ะ แล้วถึงเขาสำนึกเขาจะกล้าพูดออกมาให้สังคมรับรู้ไหมละ สังคมรับรู้ก็สมน้ำหน้า ตอกย้ำเขาเข้าไปใหญ่
เพิ่มเติม
เราสงสัยอีกอย่าง แล้วทำไมการใช้ความรุนแรงในสังคมจะต้องเป็น เด็ก และ สตรี ที่ต้องเจอ?
แล้วส่วนใหญ่ก็จะเป็นคำนี้ด้วย "เด็กผู้หญิง" ทำไมจะต้องเป็นเด็กผู้หญิงที่ถูกตบ ตี ด่าว่า ดูถูก อย่างรุนแรงด้วย ทำไมหรอ? เพราะเราไม่มีทางสู้หรอ
บทความครั้งนี้เป็นพวกความคิดการถ่ายทอดเรื่องราวของเด็กวัยรุ่น 18 คนหนึ่ง อาจจะไม่ใช่ทั้งหมดของสังคม ทุกที่มีดีมีเลว แล้วแต่เวลาทีพวกเขาจะเลือกดี เลือกเลวกับใคร ขอให้บทความนี้เป็นประโยชน์กับคนในสังคม ถ้าบทความนี้ทำให้เสื่อมเสีย จะลบทันที ขอบคุณ
ความในใจของวัยรุ่น ต่อสังคมและสถาบันครอบครัว
แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ยังเด็กนัก ไม่สามารถคิดวิเคราะห์ได้ว่าเราผิด หรือ ไม่ผิด ทำได้เพียงยอมโดนตี โดนถูกด่าว่า
แต่สมองของเรา ภาพที่เห็น คำพูด เราจดจำมันไว้หมด มันทำให้เวลาผู้ใหญ่ขู่เราว่า “เดี๋ยวตีเลย” หรือมีสัญญาณที่บอกได้ว่าเราจะโดนทำแบบนั้นอีก ภาพทุกอย่างจะเข้ามาในสมองเฉียบพลัน และทำให้เรากลัว
แต่พอเราโตขึ้นสู่วับรุ่น ช่วงอายุ 16-24 เป็นช่วงรอยต่อระหว่าง เด็ก-ผู้ใหญ่ ทีนี้เรียก”วัยว้าวุ่น” แล้วกัน
เรากำลังอยู่ในช่วงที่พินิจความถูกผิดด้วยเหตุผลและประสบการณ์ ตามที่เราถูกสั่งสอนและตามความรู้ที่เรียนมา
สังเกตได้ว่าวัยนี้มักจะริเริ่มทำอะไรแปลกใหม่ ทำอะไรโดยไม่กลัว บางอย่างทำไปเรายังไม่รู้เลยว่าเราผิดหรือถูก แต่เราจะรู้ก็ต่อเมื่อเราทำเสร็จจนเห็นผลลัพธ์เท่านั้น ซึ่งบางทีมันออกมาเป็นผลลัพธ์ที่เลวร้ายกว่าที่เราคิดไว้มาก แต่เราย้อนเวลาไปแก้ไขอะไรไม่ได้ ทำได้เพียงเริ่มต้นใหม่ จำไว้เป็นบทเรียน ใช่แต่การจะเริ่มต้นใหม่เราจะต้องได้รับ “โอกาส” “ความรัก” เราต้องการมัน เราไม่เหมือนเด็กแล้วที่จะโดนตีด่าว่า แล้วก็ปล่อยมันไปเดี๋ยวก็ลืม ไม่ใช่เราไม่ลืมเราจำ
เราเป็นคนหนึ่งที่มีชีวิตวัยรุ่นไม่สวยหรูเหมือนคนอื่น (ซึ่งน่าจะมีหลายๆคนที่เป็นแบบเรา) สำหรับกรณีของเรา ปัญหาชีวิตของเราเกิดจากสถาบันครอบครัว ใช่ค่ะ คนที่สังคมมักจะบอกว่า “สถานที่สุดท้ายในโลกเมื่อเราไม่เหลือใครจะเหลือสถาบันครอบครัวเป็นที่พึ่งสุดท้าย” แต่สำหรับเรา มันไม่ใช่ค่ะ เวลาเราเหนื่อยท้อล้า เราไม่เคยเห็นพวกเขาเลย อยากรู้ไหมว่าทำไม?
ตั้งแต่เข้าสู่วัยรุ่น พ่อแม่เราเลิกกันเพราะพ่อเรามีเมียน้อย บ้านแตกเป็นเสี่ยง ปัญหาการทะเลาะไม่มีหยุด และสุดท้ายเมื่อเขาตัดสินกันไม่ได้ก็คือลูกที่ต้องแบกรับ โดยเขาไม่ได้คาดคิดถึงการกระทำพวกเขา ว่ามันกระทบความรู้สึก และเราจำฝังใจแค่ไหน เช่น ก็เอาลูกไปเลี้ยงสิ พวกเนี่ยน่าสมเพชเน๊าะไม่มีใครต้องการเลย ลูก ไล่พ่อออกไปจากบ้านสิ โดนครอบครัวของแต่ละฝ่ายด่าว่าว่าเข้าข้างพ่อ/แม่ เป็นต้น บางทีคนที่ไม่ได้มาได้ยิน มาอยู่ในสถานการณ์จริงอาจจะไม่เข้าใจเท่าไหร่ แต่ปัญหาพวกนี้เราสงสัยมากว่าทำไมเราต้องมาโดนผลกระทบ ทั้งๆที่เราไม่ได้สร้างปัญหาพวกนี้เลย ตอนคุณรักกันเราได้ไปรักกับคุณไหม ตอนคุณเลิกกันเราไปรับรู้กับคุณไหม ตอนคุณคิดจะมีเราขึ้นมาเราก็เกิดขึ้นมาตามความสมัครใจของคุณ แต่ตอนคุณไม่ต้องการเรา เราต้องทำไงอ่ะ?? เราจะเรียกร้องอะไรก็ไม่ได้ แสดงความคิดเห็นอะไรก็ไม่ได้ เพียงเพราะเราเป็นเด็กในสายตาพวกคุณ แค่เนี้ย? เราโตแล้ว เราคิดเองได้แล้ว เราไม่ใช่เด็กที่ต้องมีคุณคอยบอกให้ทำนั่น ทำนี่สิ เราโตพอที่เราจะเลือกสิ่งที่ถูกที่ผิดสำหรับเราได้แล้ว
การลงโทษของผู้ใหญ่
นิสัยโดยพื้นฐาน เราเป็นคนตรงๆเพราะไม่ชอบพูดประจบประแจงไม่ชอบพูดโกหกโดยไม่จำเป็น อะไรที่ถูกหลักตามเหตุผล จริยธรรมคุณธรรม เราจะไม่สนว่าอีกฝ่ายคือใคร เราจะพูดตามที่ถูก ถ้าอีกฝ่ายผิดเราจะบอกว่าเขาผิด และเราจะไม่ยอมรับว่าเราผิดเพียงเพราะเราคือเด็ก เพราะถ้าเรามั่นใจว่าสิ่งที่เราคิดเราทำมันถูกตามหลักที่คุณครูบาอาจารย์หนังสือตำราสั่งสอนให้เราเป็นคนดี แต่ความคิดพวกนี้หล่ะทำให้เราเป็นเหมือนเด็กก้าวร้าว และเด็กบางส่วนก็เป็นแบบนี้เหมือนเรา เพราะสังคมสมัยนี้สอนใหเรากล้าคิดกล้าแสดงออก
แต่เวลาเราพูดไป กลายเป็นว่า “กล้าเถียงกูหรอ!” “กล้ามาสั่งสอนกูหรอ!” แล้วก็ใช้คำว่า “เด็ก “ ทำให้ต่อให้เราถูกยังไงเราก็ผิด แล้วเมื่อโมโหเราจนถึงขีดสุดก็ไม่รู้อะไรเข้าสิง
คุณทำโทษพวกเรายังไง?
ตบ ตี กระทืบ จิกหัว หยิก ข่วน ต่อย คุณทำยังไง พวกคุณลองนึกที?
แล้วเราได้ตอบโต้คุณไหม ไม่เราไม่ได้ตอบโต้คุณนอกจากน้ำตาของเราที่ไหลออกมา พวกเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมน้ำตามันไหล แต่เราไม่ได้อยากให้มันไหล มันไหลออกมาเอง วินาทีนั้นเราสับสนไปหมดเราไม่รู้ว่า ทำไม? ทำแบบนี้ทำไม
คุณลองนึกภาพใหม่ … ถ้าคุณแก่ลง วันนึงที่เราทะเลาะกันอีก ถ้าเราเอาคืนบ้างหล่ะ? ถ้าเราตบคุณ กระทืบคุณ คุณจะทำอย่างไร? “ ออกมาร้องต่อสังคมว่าพวกเราเป็นลูกทรพีตบตีคนแก่ ลูกอกตัญญูไม่รู้สำนึกพระคุณ” หรอ?
แล้วสังคมเคยสงสัยไหม ว่าทำไมเด็กพวกนั้นกล้าทำขนาดนี้ นั่นพ่อแม่นะ นั่นลุงปู่อานะ ทำได้ยังไงคนที่เลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก ใช่ไง! พวกเราจะไปทำได้ยังไงกับคนที่รักเราขนาดนั้น ก็ถ้ามันเป็นแบบนั้นอ่ะนะ
คำว่า “พ่อแม่ ครอบครัว” พวกเราถูกสอนให้เรียกตั้งแต่เด็ก โดยที่เราไม่รู้ความหมายของมันเลย แล้วโรงเรียนก็เป็นคนสอนความหมายของคำเหล่านี้ให้แก่เรา เรารู้ซึ้งในคำเหล่านี้มากขึ้น
แต่ คำเหล่านี้มันจะศักสิทธ์ได้ก็ต่อเมื่อ เรายอมรับมันด้วย “หัวใจ “ ของเราเอง ไม่ได้มาจากการสั่งสอนให้พูด และรู้ความหมายจากที่ใครเขาบอกกันมา
ดังนั้นทุกๆวันตั้งแต่เราเกิด เราจดจำได้ทุกอย่าง รอยยิ้ม ความรัก ความอบอุ่น ที่คุณให้เราตั้งแต่เด็ก มันคือพลังบวก
แต่ทุกๆครั้งที่คุณด่า ดูถูก เหยียดหยาม สมน้ำหน้า ตบตีกระทืบ มันคือพลังลบ และเมื่อถึงวันที่ลบมันมากกว่าบวกเมื่อไหร่ คุณจะให้เรารักคุณยังไง?
เราสงสัยในสายตาสังคมเหลือเกิน การที่พ่อแม่ ครอบครัว ดูด่าว่า ตบตีลูกหลานบางทีอย่างเกินเหตุ มันคือการกระทำที่ถูกหรอ?
แล้วที่เห็นพ่อแม่สมัยนี้ ใช้คำพูดที่รุนแรง การลงโทษที่โหดร้ายกับลูกหลาน คุณคิดว่าพวกเขาเคยจำมาจากใครละ?
แล้วถ้าภายภาคหน้า การตบตีพ่อแม่ยามแก่เฒ่า ทอดทิ้งพวกท่านให้เดียวดาย เป็นเรื่องปกติของสังคมบ้างละ บางทีมันไม่ต้องภายภาคหน้าหรอก สมัยนี้ก็มีให้เห็นเยอะแยะมากมายแล้วด้วยซ้ำ
แต่บางทีคนก็สงสัย “อ่าว แต่ส่วนมากที่เห็น ผู้เฒ่าผู้แก่ที่ถูกทำร้าย ทอดทิ้ง ช่างน่าสงสารจะตาย “ ก็ใช่นะสิ เพราะพอวันที่เขาเจออย่างวันที่เขาเคยทำกับลูกหลานบ้าง ใครบ้างหล่ะจะไม่สำนึกอ่ะ แล้วถึงเขาสำนึกเขาจะกล้าพูดออกมาให้สังคมรับรู้ไหมละ สังคมรับรู้ก็สมน้ำหน้า ตอกย้ำเขาเข้าไปใหญ่
เพิ่มเติม
เราสงสัยอีกอย่าง แล้วทำไมการใช้ความรุนแรงในสังคมจะต้องเป็น เด็ก และ สตรี ที่ต้องเจอ?
แล้วส่วนใหญ่ก็จะเป็นคำนี้ด้วย "เด็กผู้หญิง" ทำไมจะต้องเป็นเด็กผู้หญิงที่ถูกตบ ตี ด่าว่า ดูถูก อย่างรุนแรงด้วย ทำไมหรอ? เพราะเราไม่มีทางสู้หรอ
บทความครั้งนี้เป็นพวกความคิดการถ่ายทอดเรื่องราวของเด็กวัยรุ่น 18 คนหนึ่ง อาจจะไม่ใช่ทั้งหมดของสังคม ทุกที่มีดีมีเลว แล้วแต่เวลาทีพวกเขาจะเลือกดี เลือกเลวกับใคร ขอให้บทความนี้เป็นประโยชน์กับคนในสังคม ถ้าบทความนี้ทำให้เสื่อมเสีย จะลบทันที ขอบคุณ