45วัน 3ประเทศ จากไอซ์แลนด์สู่ไบคาล ไปตามฝันหรือเติมฝัน(ตอน1)

สวัสดีเพื่อนๆชาวพันทิปและเพื่อนๆที่รักการเดินทาง เป็นสมาชิกมาหลายปีเวลาจะออกทริปก็เข้ามาหาข้อมูลในนี้ทุกครั้ง อย่างทริปนี้ก็เช่นกันหาข้อมูลจากในนี้เยอะมากๆ จึงคิดว่าควรจะมาแชร์ประสบการณ์ของตัวเองให้เพื่อนๆบ้าง แต่ออกตัวก่อนว่าไม่ใช่รีวิวเพราะฉะนั้นจะไม่ลงลึกรายละเอียดเรื่องค่าใช้จ่ายหรือการเดินทาง แต่เป็นการมาเล่าสู่กันฟังมากกว่า เป็นคนที่พูดเล่าเรื่องไม่เก่ง ถ้าผิดพลาดประการใดขออภัย ณ ที่นี้ด้วยนะคะ

          เนื่องจากเป็นแฟนคลับของน้องมิ้นท์(I rome alone) จึงมีความคิดที่อยากจะแบ็คแพ็คเที่ยวเองคนเดียวดูบ้างสักครั้งในชีวิต เป้าหมายก็คือประเทศตุรกีและรัสเซีย เพราะคนไทยเข้าได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า และสองประเทศนี้เดินทางถึงกันได้ง่ายมากมีเที่ยวบินหลายเที่ยวต่อวัน แพลนไว้ว่าอีกสักปีสองปีจะออกจากงานเพื่อไปทำให้เป็นจริง ไม่คิดว่าจะได้ทำปีนี้ ระหว่างที่เตรียมการเดินทางและหาข้อมูลต่างๆ เพื่อนที่อยู่ไอซ์แลนด์ชวนให้ไปเที่ยวเพราะช่วงนี้เป็นช่วงที่เกิดปรากฎการณ์ออโรร่า ไหนๆก็จะเที่ยวแล้วจัดรวบเป็นทริปเดียวเลยจะได้ประหยัดค่าตั๋วเครื่องบิน ทริปนี้จึงเกิดขึ้น 45วัน 3ประเทศ ไอซ์แลนด์ ตุรกี รัสเซีย จะเจออะไรบ้าง  ขอแยกออกเป็น3กระทู้ตามประเทศที่ไปนะคะ

ขอเปิดด้วยภาพนี้ เป้าหมายของการไปไอซ์แลนด์


          12/03/58  วันแรกของการเดินทางก็ออกอาการป้ำๆเป๋อๆ  เครื่องออก15.25น. แต่จำว่า13.25น. ทำเอาเดือดร้อนกันทั้งบ้านเพราะตื่นเช้าเพื่อมาสนามบินตังแต่สิบโมง เป็นครั้งแรกที่ครอบครัวมาส่งที่สนามบิน คงเพราะครั้งนี้เป็นการเดินทางระยะยาวและไปเพียงคนเดียว เราเลือกเดินทางไปไอซ์แลนด์แบบสี่ต่อคือ BKK-HK-HEL-KEF เพราะดูช่วงเวลาของการทรานซิสในแต่ละที่ ที่ไม่เร็วและช้าเกินไป  ( ไฟล์อื่นที่เป็นสามต่อส่วนมากแวะทรานซิสนานเป็นวัน เราไม่อยากอยู่ในสนามบินนานจึงเลือกไฟลท์สี่ต่อแทน) หลังจากล่ำลาครอบครัวเป็นที่เรียบร้อย พร้อมออกเดินทางด้วยใจที่เต็มเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นแต่แอบมีหวั่นๆเล็กน้อยว่าจะเจอกับอะไรบ้าง
          เวลา19.00น. เครื่องลงจอดที่Terminal1 ของสนามบินฮ่องกง และเที่ยวบินที่จะไปHelsinki ก็ต้องขึ้นที่Terminal1 แต่เคาน์เตอร์ที่ออกตั๋วกลับอยู่Terminal2 เราต้องนั่งรถไฟไปออกตั๋วแล้วย้อนกลับมาอีก ไปออกตั๋วก็มีเหตุการณ์ให้หวั่นใจซะแล้ว การเดินทางคนเดียวไม่ใช่เรื่องง่ายกับการCheck-inเพื่อออกตั๋วเครื่องบินในแต่ละประเทศ  จนท.จะสอบถามและขอดูเอกสารเกี่ยวกับการเดินทางทุกอย่าง เช่น รายละเอียดการจองตั๋วเครื่องบินทุกไฟลท์จนถึงไฟลท์กลับ  การจองที่พักในแต่ละประเทศ เงินที่พกติดตัว บัตรเครดิตที่ใช้จองตั๋ว หน้าที่การงาน จุดมุ่งหมายในการเดินทาง รูทนี้โดนที่ไทยและฮ่องกง แต่ฮ่องกงนี่ตรวจสอบละเอียดยิบ กว่าจนท.จะออกตั๋วให้ ซักไซ้ไล่เรียงเกือบชั่วโมง (จากตุรกีเข้ารัสเซียก็โดนนะ แล้วจะเล่าอีกที)อยากรู้จังว่าคนที่แบ็คแพ็คเที่ยวคนเดียวแบบไม่ได้จองทุกอย่างไว้ล่วงหน้า จะเจอแบบเดียวกันหรือไม่ แล้วเขาแก้ไขสถานการณ์อย่างไร

นอนรอต่อเครื่องที่ฮ่องกง


         (Day2) เวลา00.45น. ได้เวลาเดินทางสู่ประเทศฟินแลนด์ ดีที่เป็นไฟลท์กลางคืนและนอนหลับจึงทำให้เวลา11ชม. ไม่ยาวนานและน่าเบื่อจนเกินไป  เวลา05.45 ถึงสนามบินHelsinki  การผ่านตม.ที่นี่ถือว่าเป็นด่านหน้าของประเทศไอซ์แลนด์ เพราะเมื่อไปถึงไอซ์แลนด์ไม่ต้องผ่านด่านตม.แล้ว แต่เนื่องจากเราไม่รู้จึงไม่กล้าออกไป (ตอนยื่นขอวีซ่าไม่ได้ระบุว่าจะแวะประเทศนี้และวีซ่าที่ได้เป็นแบบเข้า-ออกได้ครั้งเดียว)รอจนรู้ว่าเช็คอินเคาน์เตอร์ไหน ซึ่งต้องไปเช็คอินอีกตึกโดยต้องผ่านด่านตม.ออกไป  นั่นหมายความว่าเราสามารถเข้าไปเที่ยวภายในประเทศนี้ได้ มีโอกาสแบบนี้ไม่รอช้ายังมีเวลาอีก3ชม.เข้าเมืองไปเดินเล่นหน่อยก็ยังดี ค้นหาสถานที่ท่องเที่ยวในกูเกิ้ลสรุปไป Senate Square คือสถานที่ท่องเที่ยวที่นิยมของเมืองเฮลซิงกิ เดินทางด้วยรถบัสสาย615 จากหน้าสนามบินไปได้ ใช้เวลาประมาณ45นาที ลงที่สถานีสุดท้ายและขากลับมาขึ้นที่เดิม


            บอกเลยว่ารู้สึกตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า ตึกสูงใหญ่สไตล์ยุโรปเรียงราย รถรางวิ่งควักไขว่บนถนน  ผู้คนตัวสูงนัยน์ตาสีฟ้าผมสีทองบ้างน้ำตาลบ้าง คนจูงสุนัขตัวโตๆมาเดินเล่น ตำรวจขี่ม้าตรวจตราความเรียบร้อย การได้เดินชมเมืองด้วยอุณหภูมิขณะนั้นอยู่ที่ 5องศา พูดได้คำเดียวว่า”ฟิน”(เพราะนี่เป็นครั้งแรกและเป็นความใฝ่ฝันที่ได้มาประเทศแถบยุโรป ) หลังจากเดินเล่นได้สักพักได้เวลากลับสนามบินเพื่อขึ้นเครื่องไปไอซ์แลนด์ แต่ไฟลท์ดีเลย์2ชม. เสียดายจังถ้ารู้ก่อนคงได้ชิมอาหารกลางวันในเมืองสักมื้อ
            เวลา 18.15น. ถึงสนามบินKEF ประเทศไอซ์แลนด์แล้ว การเข้าเมืองเรคยาวิกถ้าไม่เช่ารถขับก็มีบริการรถบัสของบริษัท Fly bus สามารถจองผ่านเวบไซต์ https://www.re.is/flybus/ หรือซื้อที่บูทหน้าสนามบินก็ได้ ออกมาด้านนอกเพื่อขึ้นรถเจอลมและหิมะรอต้อนรับแบบเต็มๆ หนาวจนตัวสั่นมือชา ยื่นใบจองให้พนง.แล้วรีบขึ้นรถหลบหนาว ใช้เวลาเดินทางประมาณหนึ่งชม.ก็ถึงตัวเมือง รถบัสจะมาจอดที่ท่ารถ แล้วให้ผู้โดยสารลงต่อรถแวนเพื่อไปส่งในแต่ละเส้นทางที่ต่างกัน  โชคดีที่บ้านเพื่อนอยู่ใกล้กับLuna hotel จึงสะดวกต่อการลงจุดรับ-ส่งของรถบัส  ไม่ต้องเดินฝ่าลมหนาวไปไกล
เก็บของเรียบร้อย ทานมื้อเย็นที่เพื่อนเตรียมไว้ให้(ดีใจได้กินข้าวเพราะกินขนมปังและอาหารเลี่ยนๆมาหลายมื้อ) อิ่มแล้วออกไปเดินเล่นนิดหน่อย ใจจริงอยากพักผ่อนแต่เพื่อนหวังดีพาเดินให้รู้ทางเลยไม่อยากขัดใจ เดินสักพักฝนตกได้กลับเข้าบ้านมาพักผ่อนเสียที เหนื่อยและเพลียมากๆ คืนนี้คงหลับสบาย

รถแวนที่นั่งจากท่ารถ (ภาพนี้ถ่ายวันกลับ)


         (Day3) ตื่นเช้ามาพบกับความผิดหวังเล็กน้อยเมื่อรู้ว่าอากาศข้างนอกลมแรงมากอย่างกับพายุ แต่ก็อยากออกไปเดินสำรวจบ้านเมือง จึงลุยเดี่ยวเดินต้านลมไปถึงหน้าโบสถ์ ลมพัดจนเท้าแทบไม่ติดพื้น เจอนักท่องเที่ยวสาวชาวจีนมาเที่ยวคนเดียวเช่นกันวานถ่ายรูปให้ ผลัดกันถ่ายได้2-3รูปก่อนแยกย้าย เดินถ่ายรูปเล่นสักพักลมไม่มีทีท่าจะเบาลง ยืนต้านลมนานๆไม่ดีแน่ถอดใจเดินกลับที่พักดีกว่า ช่วงสายๆอากาศดีขึ้นหน่อยเพื่อนพาไปซื้อซิมการ์ดที่ห้าง แม้ที่พักอยู่ในพื้นที่ชุมชนแต่กลับไม่มีร้านขายอุปกรณ์สื่อสาร ต้องมาซื้อกันที่ห้าง ห้างที่นี่เปิดบริการถึงเย็นเท่านั้นไม่ดึกเหมือนบ้านเรา  และวันเสาร์-อาทิตย์ ปิดเร็วกว่าวันธรรมดาด้วย เสร็จธุระเพื่อนพานั่งรถเมล์เที่ยว เราแวะถ่ายรูปกันที่บ่อเป็ด เจอสภาพอากาศที่แปรปรวน ฝนตก หิมะตก แดดออก ลมแรง  ไม่รู้จะไปหลบที่ไหน เลยต้องยืนท้าอากาศกันไป แต่นั่นไม่ทำให้เราเร่งรีบที่จะกลับบ้าน เราอยู่ที่นั่นเกือบ4 ชม.เกือบเย็นแล้วค่อยกลับบ้าน เพื่อไปทำมื้อเย็นทาน แค่วันแรกของทริปก็เจอครบเลย
ปล.ค่ารถเมล์ที่ไอซ์แลนด์ 4kron/เที่ยวตลอดสาย ถ้านั่งหลายสายในหนึ่งวันแนะนำให้ซื้อ 1 day pass ราคา 10 kron นั่งได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง



          (Day4) เมื่อคืนเช็คเวบพยากรณ์อากาศว่าวันนี้อากาสแจ่มใส เลยแพลนกับเพื่อนว่าจะเช่ารถขับออกนอกเมืองเพื่อไปน้ำตกSelfoss  แต่หาเช่ารถเล็กไม่ได้ เราไปกันแค่สองคนเท่านั้นจะเช่ารถใหญ่ก็เปลืองค่าใช้จ่ายเกินไป จึงตัดสินใจนั่งรถบัสออกนอกเมืองแทน วิวตลอดสองข้างทางที่ไปเมืองSelfoss คือภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลน ได้เห็นหิมะจริงๆแล้วอยากลงไปเล่นจัง รถบัสมาจอดที่สถานีSelfoss ซึ่งห่างจากน้ำตกที่เราจะไปกันพอสมควร หารถต่อไปอีกไม่ได้เนื่องจากวันอาทิตย์รถโดยสารจะมีบริการเพียงบางสายเท่านั้น สรุปรอรถบัสรอบต่อไปเพื่อนั่งกลับเข้าเมือง ระหว่างรอรถแวะทานKFC  คนที่นี่นิยมทานเค็ม ไก่ทอดเค็มกว่าของไทยมากแล้วแต่ยังมีเกลือไว้ให้เติมเพิ่มอีก เดินเล่นอยู่แถวนั้นรอเวลารถมา นั่งรถกลับเข้าเมืองผ่านคอกม้าเห็นคนขี่ม้ากัน4-5คน เพื่อนชวนลงถ่ายรูปเพราะไม่มีเป้าหมายที่ไหนแล้ว  แวะได้ไม่นาน ทั้งฝน หิมะ ลม  มาหากันอีก หลบฝนจนถึงเย็นจึงกลับ แวะถ่ายรูปSolfa Sun Voyager แลนด์มาร์คอีกจุดของเมืองเรคยาวิก มื้อเย็นวันนี้มาทานก๋วยเตี๋ยวไก่ที่ร้านNoodle เจ้าของเป็นคนไทย แต่คนปรุงไม่น่าใช่คนไทย รสชาติออกหวานนำ หวานจากน้ำตาลไม่ใช่น้ำซุปต้มกระดูก เส้นมีแบบเดียวคือเส้นเล็กแบบเส้นจันทน์ที่ใช้ทำผัดไท พ่อครัวจะใส่ถั่วบด พริกตำและกระเทียมเจียวแบบจัดเต็มมาให้เลย แต่ที่โต๊ะมีเครื่องปรุงให้ปรุงเพิ่มได้ ทั้งพริก ถั่วบด น้ำปลา พริกน้ำส้มบด มีลูกค้ามาอุดหนุนเรื่อยๆ อาจเพราะอากาศเย็นต้องการทานซุปร้อนๆ ทานเสร็จกลับเข้าที่พักเพราะฝนตก



          (Day5) วันนี้ต้องเที่ยวเองคนเดียวเพราะเพื่อนทำงาน  ซื้อ1 day tour เพื่อไปThe golden circle (ที่นี่มีบริษัททัวร์หลักๆคือ Flybus  ร้านเล็กๆที่ขายทัวร์เป็นเพียงดีลเลอร์เท่านั้น เขาจะส่งต่อให้บ.flybus อีกที) เมื่อถึงเวลาจะมีรถแวนมารับเราบริเวณหน้าที่พักแล้วไปส่งเราที่ท่ารถเพื่อต่อรถบัส ระหว่างนั่งรถบัสแดดออก หลงดีใจว่าวันนี้อากาศดีคงได้ถ่ายรูปสวยๆ แต่เมื่อถึงที่หมายแรก บ่อน้ำพุร้อนGeysir ลมแรงอย่างกับพายุพร้อมด้วยหิมะตก แต่เสียเงินมาแล้วก็ต้องลุยกันไป จุดเด่นของที่นี่คือจะมีบ่อน้ำพุร้อนบ่อใหญ่ซึ่งน้ำพุจะพุ่งขึ้นสูงทุกๆ15นาทีโดยประมาณ แต่ลมแรงเลยถ่ายน้ำพุพุ่งสูงๆไม่ได้สักที  จุดที่น่าสนใจมีเพียงบ่อเดียวแต่ไกด์ให้เวลา1ชม.เพราะที่นี่มีร้านอาหารและร้านค้าจำหน่ายเสื้อผ้าและของที่ระลึก


ไปต่อกันที่น้ำตก Gullfoss เป็นน้ำตกที่อลังการสุดๆของทริปนี้เลย  แม้จะต้องเดินลุยฝ่าพายุหิมะเข้ามาก็คุ้มค่ามากๆที่ได้มาสัมผัสความงามอันยิ่งใหญ่อลังการของน้ำตกแห่งนี้ อยากจะตะโกนดังๆด้วยความดีใจแต่เกรงใจคนที่อยู่แถวนั้นจะคิดว่าเราบ้า ยืนตากฝนและพายุถ่ายรูปกันไปจนหนำใจ แล้วจึงกลับไปที่รถเพื่อไปยังจุดหมายต่อไป

ที่สุดท้ายคือ Thing Vellir  อุทยานแห่งชาติ เป็นจุดเชื่อมระหว่างทวีปอเมริกาและยุโรป ไกด์ให้เวลาที่นี่แค่15นาที เพราะเย็นมากแล้วกว่าจะกลับเข้าเมืองจะค่ำเกินไป จบทริปกลับเข้าเมืองประมาณหนึ่งทุ่มพร้อมด้วยอาการไข้ขึ้น ก็โดนมาซะขนาดนั้นเตรียมใจป่วยไว้เลย
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่