ความยุติธรรม

ดิฉันมีลูก 2 คน คนโตพึ่งสอบเข้ามหาลัย คนเล็กเพิ่งขึ้น ม.1 เดิมดิฉันมีอาชีพขายน้ำหอมซีซีโดยเช่าบูธอยู่ในห้างโลตัส แต่ในขณะนั้นลูกคนเล็กดิฉันป่วยเป็นหอบบ่อยมาก เข้ารพ.แทบทุกอาทิตย์ รายได้จากการขายน้ำหอมก็ไม่พอที่จะรักษา จึงแยกกับสามีให้สามีไปขายตามตลาดนัดอีกแรงหนึ่ง โดยเข้าไปขายตามมหาลัยก็ไปสมัครได้ที่มหาลัยหนึ่งย่านบางเขน โดยมีคนนอกเข้ามาจัด ยอดขายก็ถือว่าใช้ได้เมื่อมารวมกัน 2 ที่ ต่อจากนั้นคนจัดคนนี้ก็โทรมาบอกให้ไปช่วยงานขายที่มหาลัยอื่นด้วยโดยคิดค่าเช่าวันละ 1,000 บาท ประจวบกับในขณะนั้นลูกดิฉันกำลังนอนรักษาตัวอยู่ที่รพ. วชิระ พอดีดิฉันต้องเฝ้าลูก ส่วนสามีก็ต้อง
เข้าไปขายแทนดิฉันที่ห้างเพราะกฎทางห้างคือปิดร้านไม่ได้ ดิฉันจึงบอกว่าถ้างั้นดิฉันช่วยค่าล็อค 1,000 แล้วกัน แต่ไปขายไม่ได้จริงๆทิ้งลูกไปไม่ได้ไม่มี
คนเฝ้าเขาก็ตอบกลับมาว่าถ้างั้นนัดที่เข้าอยู่ในย่านบางเขนที่เป็นที่ประจำก็ไม่ต้องมาขายด้วยเพราะล็อคที่ได้ใหม่มันยังไม่เต็มยังไงก็ต้องมาช่วย ดิฉันก็
ตอบว่าแล้วจะให้ดิฉันทำยังไงดิฉันก็ไม่ได้รู้ล่วงหน้ามาก่อนว่าคุณจะไปจัดงานที่ใหม่ แล้วลูกก็ป่วยและมันก็ไม่น่าจะเกี่ยวกับนัดย่านบางเขนทำไมเอามาปนกัน
เขาตอบว่าถ้าเป็นลูกทีมกู กูได้งานที่ไหนก็ต้องไป ดิฉันก็ตอบว่าค่ะเข้าใจแต่นี่เป็นเหตุสุดวิสัยจริงๆ เอาไว้วันหน้าถ้าไม่มีปัญหาอะไรดิฉันพร้อมไปด้วยทุกงาน
แต่อย่าตัดสิทธิ์ล็อคประจำดิฉันเลยเพราะดิฉันต้องใช้เงินรักษาลูกเค้าก็วางสายไป  จากนั้นลูกดิฉันออกจากรพ. สามีดิฉันก็ไปขายนัดในมหาลัยย่านบางเขน
ตามปกติปรากฎว่าที่ของดิฉันมีร้านไส้กรอกมาตั้งแล้ว สามีดิฉันก็เดินไปถามคนจัดว่าพี่ครับแล้วที่ผมหล่ะ เขาบอกว่าไม่มีแล้วหลุดไปแล้ว กลับไปเถอะไม่มี
ที่ให้แล้ว สามีดิฉันถามว่าเพราะปฎิเสธไม่ได้ไปช่วยงานใช่มั้ยเขาไม่ตอบแล้วเดินหนีไป จากนั้นดิฉันกับสามีก็คิดว่าทำไงดีลำพังรายได้จากการขายที่เดียวไม่พอใช้แน่เพราะในขณะนั้นลูกดิฉันต้องนอน รพ. แทบทุกอาทิตย์ เมื่อไหร่เป็นหวัดหรือแพ้อากาศคือหอบ เป็นตั้งแต่ 8 เดือนมาหายตอนประมาณ
เกือบ 6 ขวบ ย้ายจากวชิระมาใช้สิทธิ์ 30 บาทที่ รพ.ธรรมศาสตร์ รังสิต จากนั้นดิฉันก็ผันตัวเองเข้ามาเป็นผู้จัดโดยมาติดต่อที่มหาลัยย่านรัชดา เจ้าหน้าที่
ก็บอกว่าให้ทำหนังสือเสนอแนวทางการจัดเข้ามาถึงท่านประธานร้านค้า จากนั้นก็ทำหนังสือเข้าไป ต่อมาก็มีเจ้าหน้าที่ติดต่อมาว่าท่านประธานอยากให้เข้า
พบและพูดคุยเกี่ยวกับรายละเอียด ดิฉันก็ได้เข้าไปพบ ก็มีการประชุมโดยมี ประธานร้านค้า รองประธาน และคณะกรรมการร้านค้าภายในมหาวิทยาลัย
สามีและดิฉัน โดยทางมหาลัยให้ทดลองขาย วันคริสต์มาสคือวันที่ 24 และ 25 ธันวาคม 2549 ปรากฎว่าผ่าน ทางมหาลัยจึงให้ดิฉันจัดตลาดได้ตามที่เคยทำหนังสือเสนอมาโดยมีเงื่อนไขดังนี้คือ
1.  ต้องเสียค่าใช้จ่าย นัดละ 10,000 บาท
2.  ให้จัดได้ทุกวันอังคาร
3.  ต้องดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อยในเรื่องของความสะอาดไม่ให้เป็นภาระของมหาลัย
4.  อาหารจะต้องสะอาดถูกหลักอนามัย
5.  สินค้าต้องไม่ซ้ำ หลากหลายตามที่ดิฉันเคยเสนอไป
6.  จะต้องเคลื่อนย้ายสิ่งของออกทุกครั้งเมื่อมีการขายเสร็จ
ดิฉันรับเงื่อนไขทุกข้อโดยปฎิบัติมาด้วยดีตลอด พอผ่านมาประะมาณปลายปี 2553 ก็มีรองประธานร้านค้าได้โทรมาหาดิฉันและสามีบอกว่าอยากให้เข้าไป
ช่วยงานในโรงอาหารแทนคนเก่า โดยจะให้เป็นผู้จัดการศูนย์อาหารและให้ขายน้ำให้เวลาเตรียมตัว 3 วัน สามีดิฉันถามกลับว่าต้องมีรายละเอียดอะไรบ้าง
อาจารย์ น. นามสกุล จ. ก็ตอบว่าไม่มีอะไรมาก เวลานี้ครูมีแม่บ้านให้เธอ 1 คน เธอต้องหาเพิ่ม 3 คน สามีดิฉันก็ตอบว่าผมจะไปหาได้ที่ไหนเวลาแค่ 3 วัน
แล้วอีกอย่างผมก็ไม่มีประสบการณ์เลย อาจารย์ท่านนั้นตอบว่าไม่เป็นไรเธอกับแฟนเธอก็ออกมาช่วยงานครัวก่อน ส่วนในร้านก็ยังไม่ต้องขายให้มันเยอะ
รอให้เข้าที่ก่อน แล้วส่วนค่าใช้จ่ายเธอก็เก็บจากร้านค้าเช่าเพื่อเอามาบริหารจัดการสิ้นเดือน ก็ทำค่าใช้จ่ายรายรับ-รายจ่ายให้ครูดู สามีดิฉันตอบว่ามันไม่ใช่
เรื่องง่ายเลยนะครับอาจารย์ แล้วถ้าผมปฎิเสธ อาจารย์ท่านนั้นก็ตอบว่าจริงๆ ครูจะติดต่อใครก็ได้มีแต่คนอยากขายน้ำทั้งนั้นแหละ แต่มันมีเงื่อนไขอยู่ว่า
เธอก็จะไม่ได้จัดตลาดนัดอีกด้วย ก็หมายความว่าดิฉันกับสามีไม่มีทางเลือกยังไงก็ต้องเข้าไปช่วยงานตามที่อาจารย์บอก ก็เริ่มต้นจากการติดสมัคร
รับแม่บ้านก่อน ผ่านไป 1 เดือนยังไม่มีใครมาสมัครดิฉันกับสามีต้องออกไปช่วยงาน คือ ดิฉันช่วยแม่บ้านที่มีอยู่ 1 คน ล้างจาน เช็ดโต๊ะ สามีเช็ดโต๊ะ
ล้างห้องน้ำ ถูพื้น งานในร้านของดิฉันก็ให้พี่ชายมาช่วยขายเป็นอะไรที่ลำบากมากยอดขายก็ไม่ได้ เพราะไม่มีเวลาต้มน้ำ ขายได้แต่น้ำเปล่ากับน้ำอัดลม
แถวยังต้องเสียค่าเช่าอีกเดือนละ 16,000.- ยังไม่รวมค่าน้ำ ค่าไฟ พอถึงเดือนมีนาคม 2554 ก็เป็นช่วงปิดเทอม อาจารย์ น ก็โทรมาบอกว่าเอาบัญชี
รายรับ-รายจ่ายทั้งหมดมาให้ดู ดิฉันก็เอาไปให้ที่ตึกคหกรรม ยอดหักแล้วเหลืออยู่ประมาณ 6,000 กว่าบาท อาจารย์ท่านนั้นตอบว่าเอาไปมอบให้ท่านประธานที่ตึกอธิการบดี ดิฉันก็นำไปมอบให้ปรกฎว่าท่านประธานไม่รับบอกว่าเอาไปมอบให้รองประธาน ดิฉันก็ต้องกลับไปที่คหกรรมอีกครั้ง อาจารย์ น
ก็บอกว่างั้นเธอ 2 คน เก็บไว้ก่อนเมื่อไหร่ครูจำเป็นต้องใช้แล้วจะไปเอา  จากนั้นพอใกล้เปิดเทอมประมาณเดือนเมษายน 2554 อาจารย์ น. ก็โทรมาหาบอก
ว่าในขณะนี้มีการเปลี่ยนอธิการบดีคนใหม่และประธานก็เปลี่ยนด้วยแต่ครูยังเป็นรองประธานเหมือนเดิม ทีนี้มีการประชุมกันว่าคนที่จะมาเป็นผู้จัดการ
ศูนย์อาหารตึก 15 ชั้นจะต้องมาทำการ tor ใหม่แต่เธอไม่ต้องกลัวการประมูลครั้งนี้จะมีแค่ตุ๊กตามาเป็นคู่แข่งกับเธอยังไงเธอก็ยังได้เหมือนเดิมเพียงแต่มีการเปลี่ยนเงื่อนไขนิดหน่อย สามีดิฉันก็ถามว่ายังไงครับ อาจารย์ก็บอกว่าคือต่อไปนี้ร้านค้าจะไม่ชำระค่าเช่ากับเธอจะมาชำระที่การเงินเอง ส่วนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทุกวันเธอจะต้องสำรองให้กับมหาวิทยาลัย แล้วทุกวันที่ 5 ของเดือนทางมหาลัยจะจ่ายให้เธอรวมเป็นเงิน 35,000 ต่อเดือน สามีดิฉันถึงกับตกใจ
และบอกกับอาจารย์ว่า ผมเพิ่งเริ่มขายได้ 3 เดือน ผมจะเอาเงินที่ไหนไปหมุนให้แล้วช่วงนี้ก็ปิดเทอมผมไม่มีรายได้ ที่ร้านน้ำหอมก็รายได้ไม่แน่นอน
แล้วทุกวันนี้ผมก็แทบไม่มีเวลาเข้าไปดูแลเพราะมาช่วยงานมหาลัยตั้งแต่ 6 โมงเช้า ถึง 2 ทุ่ม อาจารย์ก็ตอบว่าแต่เธอต้องทำแม่งั้นเธอก็จะไม่ได้ขายน้ำ
และจัดตลาดนัด โอ้โหงานเข้าเต็มๆถูกหลอกใช้แน่ๆสามีดิฉันคิดในใจ แต่ทำไงได้ในเมื่อทุกอย่างลงทุนลงแรงไปหมดแล้ว ก็ตัดสินใจปิดร้านน้ำหอมที่
โลตัสเพราะไม่มีเวลาเข้าไปดูแล แล้วเริ่มงานในศูนย์อาหารตึก 15 ชั้น โดยระบบสำรองเงินให้มหาลัยก่อน ขั้นตอนการทำงานก็มีอยู่่ดังนี้คือ
1. เปลี่ยนผ้าปูโต๊ะให้โรงอาหารใหม่
2. เปลี่ยนป้ายให้ร้านค้าทุกร้าน
3. อะไรที่แตกหักชำรุดต้องจ่ายเองทั้งหมด
4.ทาสีให้โรงอาหารใหม่
5.สำรองเงินให้แม่บ้าน 4 คน คนละ 300 บาททุกวัน รวมเป็นเงินวันละ 1,200.-
6.ค่าเช่าเครื่องล้างจานต้องจ่ายเอง
7.ถุงขยะหรืออะไรก็แล้วแต่ที่เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในศูนย์อาหารทั้งหมดต้องจ่ายเอง
สรุปทุกเดือนจะเกินเดือนละ 35,000 ดิฉันและสามีต้องแบกรับภาระมาตลอด ก็เริ่มขาดสภาพคล่อง แล้วไม่ใช่แค่นั้นพอถึงวันที่ 5 ของเดือนเงินก็ไม่ออกให้
ตามที่สัญญาระบุ กว่าจะออกให้ปาเข้าเดือนที่ 3 ดองเช็คไว้ทั้งหมด 3 ฉบับ แต่ออกให้ดิฉันทีละ 1 ฉบับ ดิฉันและสามีก็ปรึกษาเลขาคือนาย ส มาตลอด
ว่าจะทำไงดีหล่ะเงินที่ขายของได้แต่ละวันนอกจากไม่มีนำกลับไปเลี้ยงครอบครัวแล้วยังต้องหามาสำรองให้มหาลัยทุกวัน ยังไงก็ช่วยยื่นเอกสารในการเบิกจ่ายให้ไวหน่อยนะแล้วพี่จะตามงานเองเพราะถ้าเป็นแบบนี้พี่ไม่ไหวแน่ เลขานาย ส ก็ตอบว่าผมก็ยื่นให้ไวนะแต่ผมก็ไม่รู้ทำไมเช็คออกช้า  จากนั้นมาดิฉันบอกกับสามีว่าถ้าหมุนไม่ทันอีกเราคงต้องเอาเงินที่เก็บได้จากตลาดนัดมาหมุนช่วย และค่าเช่าร้านดิฉันก็ต้องติดไปก่อน เพื่อเอาเงินมาหมุนให้รอดไปวันๆ
สุดท้ายก็ต้องเปิดใจคุยกับ อ.น. อีกครั้งว่า ในขณะนี้ที่ร้านดิฉันมีปัญหามากทั้งติดค้างค่าเช่าร้าน ติดค้างค่าตลาดนัด เพราะมหาลัยไม่มีวินัยในการจ่ายเช็ค
ติด 3 ใบ จ่าย 1 ใบเงินแค่นี้จะเอามาหมุนอะไรได้ไหนจะต้องหมุนเวียนสินค้าที่ร้านอีกวันละเป็นหมื่น อาจารย์ น. ทำท่าตกใจมากว่าเป็นแบบนี้ได้ยังไง
ถึงมหาลัยจ่ายให้เธอล่าช้าแต่ก็จ่าย แล้วทำไมเวลาเช็คออกเธอไม่เอาไปชำระค่าเช่าร้าน ค่าตลาดนัดให้หมด ดิฉันก็ตอบว่าคือแบ่งจ่ายไปบ้างแล้วแต่ก็ไม่พอ เพราะมหาลัยไม่ได้จ่ายคืนให้ทีเดียว ทางอาจารย์ น. ทำเป็นไม่เข้าใจ งง โมโหดิฉันกับสามีเป็นฟืนเป็นไฟ ทั้งๆที่รู้มาตลอดว่าตัวเองดันให้เข้ามา แล้วปัญหามันต้องเกิดแน่ แต่เพื่อหน้าที่อจารย์คหกรรมและตำแหน่งรองประธานร้านค้าต้องรับผิดชอบงานในศูนย์อาหารด้วย จึงดันดิฉันและสามีให้เข้ามาเจอกับปัญหาแต่ตัวเองรอด
ทีแรกดิฉันกับสามีคิดว่า ถ้าปรึกษาน่าจะมีทางออกในเรื่องของหนี้ค้างและให้โอกาสดิฉัน โดย
1. ทางมหาลัยต้องมีวินัยในการจ่ายเช็ค
2.ทางมหาลัยต้องหาบริษัทมาประมูลในเรื่องการบริหารจัดการศูนย์อาหารโดยมีผลตอบแทนให้
3.ให้โอกาสดิฉันได้ขายน้ำและจัดตลาดนัดต่อเพื่อจะได้มีเงินนำไปใช้หนี้กับทางมหาลัย
4.ไม่ควรเก็บค่าเช่าในช่วงปิดเทอมเพราะไม่ได้มีการขายแต่ที่ผ่านมาเก็บมาตลอด
สุดท้ายทั้งหมดทั้งมวลที่ขอไปกับมีดังนี้คือ
1.ไม่ให้จัดตลาดนัดถูกตัดสิทธืตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ประมาณ 2556
2.ไม่ให้ต่อสัญญาในการขายน้ำ โดยนำคนอื่นเข้ามาขายแทน
3.ดิฉันและสามีถูกมหาลัยฟ้องร้องหนี้สินที่เกิดขึ้นทั้งหมด
  ดิฉันและสามีถูกออกมาจากมหาลัยตั้งแต่ปี 2556 ดิฉันจึงเข้าไปปรึกษาขอความเป็นธรรมกับ คสช ที่ราบ11 โดยนำหลักฐานรูปถ่ายการทำงาน
ตั้งแต่ปี 2553 ถึงปี 2556 เป็นเวลาประมาณ 3 ปี เพื่อเรียกร้องขอความเป็นธรรม ทาง คสช ก็ตกลงโทรนัดประธาน รองประธาน คณะกรรมการให้มีการ
เจรจาไกล่เกลี่ย แต่ทางอ. น เลี่ยงไม่ได้มาประชุมเพราะกลัวสิ่งที่ดิฉันจะพูดทั้งหมด ผลสรุปคือยังไง คสช ก็ช่วยอะไรไม่ได้เพราะทางมหาลัยบอกว่า
เป็นเรื่องของมหาลัยเพราะเป็นนิติ แล้วสัญญาที่ร้านก็หมดแล้ว แถมยังติดค้างค่าเช่าร้านและค่าเช่าตลาดนัดถือว่าผิดกฎคุณจะมาอ้างว่าทำงานให้มหาลัยไม่ได้เพราะมหาลัยก็จ่ายเช็คให้คุณเรื่องล่าช้าอะไรอันนี้เป็นเรื่องธรรมดาเพราะไม่ได้จ่ายเช็คให้คุณคนเดียว
คุณจัดระบบการเงินของคุณไม่ดีเอง ถ้าคุณไม่ชำระหนี้มหาลัยก็ต้องฟ้องร้องคุณไปตามกฎ สุดท้ายสิ่งที่ดิฉันและสามีได้รับคือถูกออกจากมหาลัย แล้ววันนี้ที่มาโพจระบายความในใจคือดิฉันอยากจะสู้เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมในเรื่องของธรรมาภิบาลเพราะตั้งแต่ดิฉันออกมาจากมหาลัยก็มาเปิดร้านกาแฟเล็กๆ
รายได้ก็ไม่พอกับรายจ่ายขายของได้วันละไม่ถึง 1,000 บาท ค่าเทอมก็ต้องไปกู้เงินนอกระบบร้อยละ 20 มาหมุนเวียนใช้ จนปัจจุบันนี้เป็นหนี้รายวัน ส่งวันละ 1,900 บาท เป็นหนี้ธนาคารออมสินอีก 150,000 บาท ชีวิตลำบากมาก แล้วในช่วงที่ดิฉันมีการติดค้างค่าเช่าก็มีร้านค้าร่วมติดด้วย คือ
1. ร้านอิสลาม
2. ร้านก๋วยเตี๋ยวพรชัย
3.ร้านผลไม้
แต่ณ. ปัจจบันนี้ร้านค้าพวกนี้ยังได้โอกาสในการขายอยู่ ดิฉันไม่เข้าทำไมมหาลัยถึงเลือกปฎิบัติขนาดนี้ทั้งที่ร้านค้าเหล่านี้ไม่ได้ทำประโยชน์อะไรให้เลยมีหน้าที่ขายอย่างเดียว
สุดท้ายดิฉันอยากจะถามผู้รู้ในปัญหาของดิฉัน และเป็นประสบชีวิตให้ใครอีกหลายคนได้อ่าน ว่าขนาดคนที่ดิฉันเชื่อถือเป็นครูบาจารย์ยังหลอกดิฉันและสามีให้ชีวิตล้มเหลวได้ขนาดนี้
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่