คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 5
พึ่งจะมีเวลาตอบ
ดูๆแล้ว หนูเขียน บทที่ 1 ก่อนที่ จะทำ บทที่ 2 ใช่หรือไม่ ถ้าใช่ ทำตามที่น้าบอกซะ
ไปทบทวนวรรณกรรมมาก่อน ความน่าตลกของการเรียนการสอนวิจัยในประเทศไทย คือ
สั่งให้ไปเขียนบทที่ 1 ก่อน ที่จะให้ไปเริ่มทบทวนวรรณกรรม เพื่อหาหัวข้อ หาปัญหาการวิจัย หาคำถามการวิจัย และแตกคำถามย่อยในการวิจัย
แล้วก็ให้เด็กไปเขียนมาแบบ ไม่มีอะไรในหัว ไม่รู้ว่าหัวข้อนี้ทำไปแล้วหรือยัง ทำยังไงให้ได้หัวข้อที่เป็นประโยชน์
ส่วนจะยังทำเบาหวานหรือไม่ อันนี้เป็นเรื่องที่ หนูจะต้องตัดสินใจเอง จากการทบทวนวรรณกรรม
ทั้งนี้ในก่อนที่จะเขียน จะต้องหาสิ่งเหล่านี้ให้เจอก่อน คือ ปัญหาการวิจัย 3 ลักษณะข้อ จะข้อเดียว หรือหลายข้อก็ได้
1. ต้องเป็นการต่อยอดองค์ความรู้ (ต้องหาเจอว่าองค์ความรู้สิ้นสุดที่ไหน)
2. ผลการวิจัยจะเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิต ทำให้ดีขึ้นของมนุษย์
3. เป็นการทำที่จะทำให้ได้ผลการศึกษาที่ดีกว่าในอดีต
ที่มา Leedy (1995) ; Leedy & Ormrod (2005)
ถ้ายังหา อันใดอันหนึ่งไม่ได้ ไม่ควรจะเขียน เพราะ ไม่รู้ว่าจะทำอะไร
ทีนี้หลักการเขียน มันมีโครงสร้างอยู่ แต่ไม่ใช่หลักการสามเหลี่ยมหัวกลับ ที่ใครๆ บอก
มันมีโครงสร้างของลักษณะข้อมูล งานวิจัย แนวคิดทฤษฎีที่อ้างอิง กันอยู่ ในการโครงสร้างในการเขียน
โครงสร้างในการเขียน บทนำ มันจะมีโครงสร้างประกอบ กัน 3 ส่วน ประกอบด้วย
1. ส่วนขององค์ความรู้ทั่วไป
2. ส่วนขององค์ความรู้ที่ยังไม่รู้
3. ส่วนของคำถามการวิจัย
ซึ่งผมจะอธิบายทีละส่วนให้เห็นภาพ
ส่วนองค์ความรู้ทั่วไป
เป็นส่วนที่ว่าด้วย เรื่องของ สภาพ เนื้อหา เรื่องราวของ สิ่งที่เราสนใจ โดยทั่วๆไป ว่าในปัจจุบันเรื่องราวของสิ่งเหล่านี้ เช่น โรคนี้ เป็นโรคที่ส่งผลต่อมนุษย์อย่างไร มีคนป่วยในประเทศไทย ประมาณกี่คน มีการรักษาให้หายขาดได้หรือไม่
ส่วนขององค์ความรู้ที่ยังไม่รู้
เป็นส่วนที่ว่าด้วยของ ปัญหาการวิจัย ในส่วนนี้จะเป็นเรื่องของการว่าด้วย ว่า องค์ความรู้ในปัจจุบัน ติดขัดที่อะไร หรือ มีอะไรที่แสดงให้เห็นว่า มันยังตอบไม่ได้ หรือ มันมีอะไรที่มาบอกว่า อยู่นอกเหนือ ทฤษฎีของเรื่องที่คุณสนใจ สิ่งเหล่านี้ มักจะมาจาก ผลการวิจัยที่ผ่านมา ซึ่งจะหยิบส่วนไหนมาใช้ ก็มีหลากหลาย เช่น ผลการวิจัย งานใดงานหนึ่ง หรือ เอาผลงานวิจัยหลายๆงาน มารวมกัน แล้วมาพูดถึง Method ก็มี
ส่วนของคำถามการวิจัย
เป็นส่วนที่เราจะบอกว่า ฉันจำทำวิจัย เพราะฉันเจอปัญหาแบบนี้ ซึ่งถ้าหา ปัญหาการวิจัยเจอ มันจะเขียนได้เอง ว่าฉันจะทำ ไปทำไม
แต่ทั้งนี้ จะต้องมีการแตกเป็นปัญหาการวิจัยย่อย (sub-problem) ด้วย เพื่อให้สามารถศึกษาได้ง่ายขึ้น ตัวคำถามการวิจัยย่อย หลายๆตัว เมื่อเอามาปะติดปะต่อกันจะช่วย ให้ตอบคำถามการวิจัยหลักได้เอง
ตัวคำถามย่อยนี้ เปรียบเสมือนกับ เป็น การตอบคำถามเรื่องย่อยลงมาที่จะช่วย ตอบคำถามการวิจัยตัวใหญ่ได้
เช่น
ถ้าเราสงสัยว่าแฟนเราจะมีคนอื่น (ตรงนี้คือ คำถามการวิจัยหลัก) เราจะทำยังไงถึงจะรู้ได้เขามีจริงหรือไม่มีจริง
เราก็จะสืบหาว่า เขามีคนอื่นเพิ่มเติมหรือไม่ โดยการแตกคำถามย่อยเป็น
1.มีเบอร์ไหนที่เขาโทรไปหามากกว่าปกติที่เราไม่รู้จักไหม
2.เขาชอบเปิดสั่นแล้วไม่รับสายเวลาอยู่กับเราเปล่า แล้วเบอร์นี้ เป็นเบอร์ที่เขาโทรหาบ่อยไหม
3.เขาแอบ แชทกับใคร เป็นพิเศษ หรือไม่ ใน Chat Facebook
4.ลองโทรไปดูว่า คนในเบอร์ คนเดียวกับที่ คุยกันใน Chat Face ไหม
ถ้า ทั้งสี่เหตุการณ์นี้เป็นคนเดียวกันหมด เราก็เริ่มมองออกว่า มันมีคนอื่นเป็นแน่แท้ ส่วนจะจัดการยังไงก็เรื่องตามแต่บุคคล
โดยปกติ คำถามการวิจัยย่อย จะอยู่ในวัตถุประสงค์การวิจัย
ลองอ่านงานนี้ แล้วลองแยก 3 โครงสร้างที่บอกให้เจอ จะเห็นภาพในการเขียน
http://bsris.swu.ac.th/hitc_research.asp?id=63
ส่วนลักษณะ สามเหลี่ยมหัวกลับ เป็นลักษณะการเขียน ในแต่ละโครงสร้าง ครับ
เพิ่มเติม หนูสามารถ อธิบายเชื่อมโยงได้ว่า ปัญหาภาวะโภชนาการ ส่งผลให้เกิด โรคเบาหวาน ได้
ทั้งนี้ ชื่อเรื่อง จะต้อง เกี่ยวข้องกับคำถามการวิจัยที่จะทำ จะทำให้ อ. มองเห็นภาพได้ง่ายขึ้นว่า งานวิจัยนี้จะทำเกี่ยวกับอะไร
ดูๆแล้ว หนูเขียน บทที่ 1 ก่อนที่ จะทำ บทที่ 2 ใช่หรือไม่ ถ้าใช่ ทำตามที่น้าบอกซะ
ไปทบทวนวรรณกรรมมาก่อน ความน่าตลกของการเรียนการสอนวิจัยในประเทศไทย คือ
สั่งให้ไปเขียนบทที่ 1 ก่อน ที่จะให้ไปเริ่มทบทวนวรรณกรรม เพื่อหาหัวข้อ หาปัญหาการวิจัย หาคำถามการวิจัย และแตกคำถามย่อยในการวิจัย
แล้วก็ให้เด็กไปเขียนมาแบบ ไม่มีอะไรในหัว ไม่รู้ว่าหัวข้อนี้ทำไปแล้วหรือยัง ทำยังไงให้ได้หัวข้อที่เป็นประโยชน์
ส่วนจะยังทำเบาหวานหรือไม่ อันนี้เป็นเรื่องที่ หนูจะต้องตัดสินใจเอง จากการทบทวนวรรณกรรม
ทั้งนี้ในก่อนที่จะเขียน จะต้องหาสิ่งเหล่านี้ให้เจอก่อน คือ ปัญหาการวิจัย 3 ลักษณะข้อ จะข้อเดียว หรือหลายข้อก็ได้
1. ต้องเป็นการต่อยอดองค์ความรู้ (ต้องหาเจอว่าองค์ความรู้สิ้นสุดที่ไหน)
2. ผลการวิจัยจะเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิต ทำให้ดีขึ้นของมนุษย์
3. เป็นการทำที่จะทำให้ได้ผลการศึกษาที่ดีกว่าในอดีต
ที่มา Leedy (1995) ; Leedy & Ormrod (2005)
ถ้ายังหา อันใดอันหนึ่งไม่ได้ ไม่ควรจะเขียน เพราะ ไม่รู้ว่าจะทำอะไร
ทีนี้หลักการเขียน มันมีโครงสร้างอยู่ แต่ไม่ใช่หลักการสามเหลี่ยมหัวกลับ ที่ใครๆ บอก
มันมีโครงสร้างของลักษณะข้อมูล งานวิจัย แนวคิดทฤษฎีที่อ้างอิง กันอยู่ ในการโครงสร้างในการเขียน
โครงสร้างในการเขียน บทนำ มันจะมีโครงสร้างประกอบ กัน 3 ส่วน ประกอบด้วย
1. ส่วนขององค์ความรู้ทั่วไป
2. ส่วนขององค์ความรู้ที่ยังไม่รู้
3. ส่วนของคำถามการวิจัย
ซึ่งผมจะอธิบายทีละส่วนให้เห็นภาพ
ส่วนองค์ความรู้ทั่วไป
เป็นส่วนที่ว่าด้วย เรื่องของ สภาพ เนื้อหา เรื่องราวของ สิ่งที่เราสนใจ โดยทั่วๆไป ว่าในปัจจุบันเรื่องราวของสิ่งเหล่านี้ เช่น โรคนี้ เป็นโรคที่ส่งผลต่อมนุษย์อย่างไร มีคนป่วยในประเทศไทย ประมาณกี่คน มีการรักษาให้หายขาดได้หรือไม่
ส่วนขององค์ความรู้ที่ยังไม่รู้
เป็นส่วนที่ว่าด้วยของ ปัญหาการวิจัย ในส่วนนี้จะเป็นเรื่องของการว่าด้วย ว่า องค์ความรู้ในปัจจุบัน ติดขัดที่อะไร หรือ มีอะไรที่แสดงให้เห็นว่า มันยังตอบไม่ได้ หรือ มันมีอะไรที่มาบอกว่า อยู่นอกเหนือ ทฤษฎีของเรื่องที่คุณสนใจ สิ่งเหล่านี้ มักจะมาจาก ผลการวิจัยที่ผ่านมา ซึ่งจะหยิบส่วนไหนมาใช้ ก็มีหลากหลาย เช่น ผลการวิจัย งานใดงานหนึ่ง หรือ เอาผลงานวิจัยหลายๆงาน มารวมกัน แล้วมาพูดถึง Method ก็มี
ส่วนของคำถามการวิจัย
เป็นส่วนที่เราจะบอกว่า ฉันจำทำวิจัย เพราะฉันเจอปัญหาแบบนี้ ซึ่งถ้าหา ปัญหาการวิจัยเจอ มันจะเขียนได้เอง ว่าฉันจะทำ ไปทำไม
แต่ทั้งนี้ จะต้องมีการแตกเป็นปัญหาการวิจัยย่อย (sub-problem) ด้วย เพื่อให้สามารถศึกษาได้ง่ายขึ้น ตัวคำถามการวิจัยย่อย หลายๆตัว เมื่อเอามาปะติดปะต่อกันจะช่วย ให้ตอบคำถามการวิจัยหลักได้เอง
ตัวคำถามย่อยนี้ เปรียบเสมือนกับ เป็น การตอบคำถามเรื่องย่อยลงมาที่จะช่วย ตอบคำถามการวิจัยตัวใหญ่ได้
เช่น
ถ้าเราสงสัยว่าแฟนเราจะมีคนอื่น (ตรงนี้คือ คำถามการวิจัยหลัก) เราจะทำยังไงถึงจะรู้ได้เขามีจริงหรือไม่มีจริง
เราก็จะสืบหาว่า เขามีคนอื่นเพิ่มเติมหรือไม่ โดยการแตกคำถามย่อยเป็น
1.มีเบอร์ไหนที่เขาโทรไปหามากกว่าปกติที่เราไม่รู้จักไหม
2.เขาชอบเปิดสั่นแล้วไม่รับสายเวลาอยู่กับเราเปล่า แล้วเบอร์นี้ เป็นเบอร์ที่เขาโทรหาบ่อยไหม
3.เขาแอบ แชทกับใคร เป็นพิเศษ หรือไม่ ใน Chat Facebook
4.ลองโทรไปดูว่า คนในเบอร์ คนเดียวกับที่ คุยกันใน Chat Face ไหม
ถ้า ทั้งสี่เหตุการณ์นี้เป็นคนเดียวกันหมด เราก็เริ่มมองออกว่า มันมีคนอื่นเป็นแน่แท้ ส่วนจะจัดการยังไงก็เรื่องตามแต่บุคคล
โดยปกติ คำถามการวิจัยย่อย จะอยู่ในวัตถุประสงค์การวิจัย
ลองอ่านงานนี้ แล้วลองแยก 3 โครงสร้างที่บอกให้เจอ จะเห็นภาพในการเขียน
http://bsris.swu.ac.th/hitc_research.asp?id=63
ส่วนลักษณะ สามเหลี่ยมหัวกลับ เป็นลักษณะการเขียน ในแต่ละโครงสร้าง ครับ
เพิ่มเติม หนูสามารถ อธิบายเชื่อมโยงได้ว่า ปัญหาภาวะโภชนาการ ส่งผลให้เกิด โรคเบาหวาน ได้
ทั้งนี้ ชื่อเรื่อง จะต้อง เกี่ยวข้องกับคำถามการวิจัยที่จะทำ จะทำให้ อ. มองเห็นภาพได้ง่ายขึ้นว่า งานวิจัยนี้จะทำเกี่ยวกับอะไร
แสดงความคิดเห็น
ทำวิจัยเกี่ยวกับเบาหวาน ของ นศ.ปี 4
เราเลยเขียนบทนำไปส่งแกว่าเบาหวานมีอันตรายอย่างไร ก่อผลเสียต่างๆ แนวโน้มโรคเบาหวานในปัจจุบันที่เกิดกับเด็กมาขึ้น เนื่องจากภาวะโภชนาการเกินโรคอ้วนในเด็ก อ้วนอย่างไรปัจจุบันมีคนอ้วนเพิ่มขึ้นบลาๆ ในทำนองนี้ แล้วแกถามว่าตกลงจะทำโรคเบาหวานหรือภาวะโภชนาการเกิน =_="
เราเลยไม่รู้จะเขียนอย่างไรจึงอยากมาขอคำแนะนำจากผู้เขียนทำวิจัยหรือผู้มีประสบการณ์ ช่วยเหลือ นศ.ตาดำๆด้วยเถอะค่ะ T/\T