จากเหมยถึงกาสะลอง จากโกวเล้งถึงคุณยิ่งลักษณ์

ท่านที่เคารพรักครับ  หากพูดตามสำนวนนิยายกำลังภายในของท่านโกวเล้งที่ว่า

" ยศถาบรรดาศักดิ์ ไม่อาจมอมเมาจิตใจ
ยากไร้ต่ำต้อย ไม่อาจแปรเปลี่ยนปณิธาน
ใต้อิทธิพลอำนาจ  ไม่ยอมสยบ "

ทำให้เห็นถึงความหมาย " ลึกซึ้ง " ที่ซ่อนในคำพูดของปิยะณัฐอันลือลั่นในอดีตกับวลีที่ว่า

" ขอเก็บอุดมการณ์ในลิ้นชัก "

ซึ่งปิยะณัฐพูดก่อนที่จะเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลสุจินดา  ซึ่งเราๆอาจจะเคยแต่ได้ยินถ้อยคำที่ใกล้เคียงวลีนี้
เช่นใหม่ เจริญปุระ ร้องเพลงว่า " เก็บใจไว้ในลิ้นชัก คงไม่เจอแล้วรักแท้ "    แฝงความน้อยเนื้อต่ำใจ ประชดประเชียด เสียดสีวาสนา
   ส่วนปิยะณัฐนั้นคำว่า   เก็บอุดมการณ์ไว้ในลิ้นชัก  พูดเมื่อมีวาสนาที่ต้องทำงานกับรัฐบาลสุจินดาสมัยนั้น วลีนี้มีความหมายว่าอย่างไร

แฝงความหมายว่าอย่างไร ?

ปิยะณัฐอาจจะหมายถึงว่า  การเก็บอุดมการณ์ไว้ในลิ้นชัก ก่อนเข้าร่วมทำงาน  เพื่อที่จะได้ไม่เป็น " ปลาคนละน้ำ "  ก็เป็นได้

ย้อนกลับมาดูข่าวการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อดึงคนในบ้านเลขที่ 111 และ  109 เข้าทำงาน มีนัยยะแฝงหลายอย่าง แต่ที่แน่ๆ เป็นการขยับหมาก
  หากพูดถึงผลสะท้อนของการเดินหมาก ซึ่งเป็นธรรมดาของการเดินหมาก ที่ไม่มีใครวางหมากเพื่อให้ตนเองเข้าสู่จุดอับ

หมากตานี้มองจากภายนอกก็คือ

เพื่อให้มีคนมาให้ใช้งานมากขึ้น ไม่จำกัด จำเขี่ย แต่เฉพาะประดาเหล่าคนดีทั้งหลายแหล่  
หากเอ่ยอ้างไปไกลสุดกู่มากขึ้น ก็ต้องยกตัวอย่างวลีนี้ที่ว่า

      (ปู้ก่วนไป๋เมาเฮยเมา, ฮุ่ยจัวเหลาสู่จิ้วซื่อห่าวเมา)
“ ไม่ว่าแมวขาวหรือแมวดำ ขอเพียงจับหนูได้ก็คือแมวที่ดี ”  

คำพูดนี้ท่านผู้นำเติ้งได้เคยพูดเอาไว้ และอธิบายได้ว่า
" ควรยึดแนวทางการปฏิบัติตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่คิดหรือปฏิบัติกันอย่างสูตรตายตัว ”

สูตรตายตัวคืออะไรในเวลานี้ การที่หม่อมอุ๋ย เป็นรัฐมนตรีสมัยสุจินดา  และมาเป็นสมัยสุรยุทธ์ และเป็นรองนายกฯที่คุมด้านเศรษฐกิจของยุคนี้
ก็อาจจะเป็นสูตรตายตัวอย่างหนึ่ง ที่เวลาใครก่อการ  ก็ต้องเรียกใช้บริการ หม่อมอุ๋ย

ยิ่งย้อนกลับไปดู " อดีต " ของหม่อมอุ๋ย ที่รับตำแหน่งรองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในรัฐบาลสุรยุทธ์  
ต่อมาได้ยื่นใบลาออกเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 โดยการลาออกมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2550
โดยเหตุผลหลักตามที่ หม่อมอุ๋ยได้แถลงในการลาออกนั้นคือ

ความไม่พอใจในการนำคนจากรัฐบาลที่แล้ว (สมคิด จาตุศรีพิทักษ์) มาทำงาน
และปัจจุบันนี้เหตุการณ์ก็เริ่มใกล้เคียงสูตรตายตัวในอดีต

ซึ่งหากเดินหมากออกไปอย่างนี้  จำกัดความการแก้ไขรัฐฯ  ด้วยคำพูดของท่านผู้นำเติ้งนี้อีกก็ได้ว่า

"  (เจี่ยฟ่างซือเสี่ยง, สือซื่อฉิวซื่อ) "  
“ ปลดปล่อยความคิด ยึดติดความจริง ”

การตื่นจากความฝันมาพบเจอความจริงร่วมกับประชาชนคือ คนบ้านเลขที่ 111   109 มีความสามารถ
จนต้องมีการ " ปลดล็อค " ขนาดต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เข้ามาทำงานได้ เป็นรัฐมนตรีได้  เป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปได้

และคนบ้านเลขที่เหล่านี้ มีที่มาอย่างไร ประชาชนก็รับรู้  การมาของคนบ้านเลขที่เหล่านี้ ที่จะเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ที่อาจจะไม่ใช่สมคิด
เพราะสถานะการณ์เวลานี้ ที่เสียงพูดกันว่า ร้อยอุ๋ยก็เอาไม่อยู่นั้น  ใครในบ้านเลขที่ 111 109 แต่มาในยามที่กระแสเศรษฐกิจตกต่ำอย่างนี้
หากเมื่อมีการปรับครม.  แล้วดึงคนเหล่านี้เข้าทำงาน  

เมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น ก็จะเห็นภาพชัดเจนถึงอานุภาพความสามารถของ " นักการเมือง "
อันจะสะท้อนยอกย้อนกับคำก็ด่านักการเมือง สองคำก็โจมตีนักการเมือง  แต่สุดท้าย ก็ต้องให้นักการเมือง มาทำงานการเมือง



  
ท่านที่เคารพรักครับ โศกนาฏกรรมอย่างหนึ่งของมนุษย์คือ  นอกจากจะมี " รัก "  แล้ว
นอกจากจะมี " ร้าง " แล้ว

ยังมี " รอ "

การทรมานคือการรอคอย  พี่เป้าสายัณต์เคยร้องเพลงนี้เอาไว้  บ่งบอกความหมายชัดเจนไปในตัว  ไม่ว่าจะเป็นการนับวันเวลารอคอย
เพื่อที่จะได้พบกับคนที่เรารัก

หรือไม่ว่าจะเป็นการนับวันเวลาถอยหลัง เพื่อที่จะให้คนที่เราชังได้จากไปเสียที

โศกนาฏกรรมอย่างที่สองของมนุษย์คือ นอกจากมนุษย์จะมีความน่ากลัวคือ โดน " ผีหลอก " แล้ว  
มนุษย์ยังมีความน่ากลัว ที่สาหัส สากรรจ์ยิ่งกว่าการโดนผีหลอก

นั่นคือ การโดน " คนหลอก "                 คน " หลอก " คน

แต่โศกนาฏกรรมที่สาม ที่หนักยิ่งกว่าของมนุษย์คือ  การโดน " คนหลอก "   ว่าให้ " รอ "
และเป็นการรอแบบ ไม่มีจุดหมาย ไม่มีความชัดเจน  

บางทีก็บอกว่า ต้นปี  ต่อมาก็บอกว่า ปลายปี   ( ไม่ฮา )

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่