สวัสดีครับพันทิป

อาจจะไม่ใช่กระทู้คำถามซักเท่าไหร่ แต่ไม่ได้ยืนยันตัวตนเลยโพสท์ได้แต่แบบนี้
แถมยังเป็นกระทู้แรก ถ้าผิดพลาดก็ขออภัยด้วยครับผม
ผมเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนไปประเทศในอเมริกาใต้กับโครงการใหญ่โครงการหนึ่งมาเมื่อประมาณสองสามปีที่แล้วครับ
ผมว่าผมเองเป็นคนมองโลกในแง่ดีมาก ไม่ home sick ไม่งอแงเรื่องพูดไม่รู้เรื่อง ไม่ทะเลาะกับโฮสท์ ไม่ทะเลาะกับเพื่อน
ทั้งชีวิตไม่ค่อยได้ร้องไห้เพราะเสียใจ แต่ตอนที่ผมไปแลกเปลี่ยนก็มีเรื่องเศร้าที่ทำให้ร้องไห้ได้เหมือนกันครับ
วันนี้อยู่ดีๆก็นึกประสบการณ์เศร้าๆขึ้นมาได้เรื่องนึง อยากเอามาเล่าบ้าง แล้วก็อยากอ่านประสบการณ์ของคนอื่นบ้างครับ
ในชีวิตนักเรียนแลกเปลี่ยนของผม ถ้าไม่นับวันที่ต้องบอกลาโฮสต์กับเพื่อนๆ เรื่องที่ผมจะเล่าเป็นเรื่องที่เศร้าที่สุดในปีนั้น
(อาจจะเศร้าที่สุดในชีวิตของผมด้วยซ้ำ :S)
ประเทศที่ผมไปอยู่ในภาคพื้นทวีปใต้ จะไปช่วงเดือนกุมภาพันธ์ แล้วกลับช่วงเดือนมกราคมของอีกปีครับ
วันแรกที่ผมไปโรงเรียน ผมพูดภาษาสเปนได้แค่สวัสดี ขอบคุณ ลาก่อน แล้วก็ ฉันหิว (แต่ที่ไทยเค้าสอนมามากกว่านี้นะ 5555)
เพื่อนๆที่โรงเรียนผมนิสัยดีครับ อาจจะดูเป็นมิตรเกินไปสำหรับคนไทย แต่ผมอยู่ได้ซักพักก็ชิน ออกจะชอบนิสัยแบบนี้ด้วยซ้ำ
มีเพื่อนผู้หญิงคนนึงในห้อง เค้าเป็นคนตั้งใจเรียน เรียนเก่ง พอจะพูดอังกฤษได้บ้าง (แต่ไม่ค่อยกล้าพูดอังกฤษกับผมเท่าไหร่)
นอกห้องเรียนจะเป็นคนเฮฮา คบเพื่อนกลุ่มเล็กๆ เพื่อนที่สนิทจะรู้ว่าจริงๆเค้าเป็นคนตลกมากครับ
พอผมอยู่ไปได้ประมาณสามสี่เดือน (ช่วงที่เริ่มคุยรู้เรื่อง) เรียนไปด้วยกันซักพักเค้าก็ขอให้ผมช่วยติววิชาที่ผมถนัดให้ครับ
(ตอนเรียนที่นั่น ผมกลายเป็นเก่งคณิต ฟิสิกส์ เคมี กับภาษาอังกฤษไปเลยครับ อยู่ไทยนี่ถูไถไปเรื่อย)
แรกๆก็เริ่มจากสอนในห้องเรียน ซักพักเค้าก็ให้ไปช่วยสอนที่บ้านเค้า บางทีก็มาให้สอนที่บ้านผมครับ (มาขอกินข้าวฟรีด้วย)
ถือว่าเพื่อนคนนี้เป็นหนึ่งในคนที่สอนอะไรเกี่ยวกับประเทศนี้มากที่สุดเลยครับ เป็นเหมือนพี่สาวผมคนนึงเลย (เค้าแก่กว่านิดหน่อย)
(ที่ประทับใจมากๆคือ ตอนที่ไปบ้านเค้าสนุกมาก
มีแมวน่ารัก ที่บ้านเค้าเรียกผมว่าเป็นลูกบุญธรรมด้วยครับ ซึ้งใจสุดๆ)
ในห้องเรียนจากที่ผมนั่งกับเพื่อนผู้ชาย(ที่ไม่ค่อยมาเรียน) ผมก็ไปนั่งกับเค้ามากขึ้นเวลาเรียนคณิต ฟิสิกส์ครับ
พอเริ่มช่วงปลายปี ผมมีโอกาสได้ไปเที่ยวกับเพื่อนๆในโครงการ เป็นทริปของนักเรียนแลกเปลี่ยน ยาวประมาณสัปดาห์นึงครับ
ช่วงที่ถึงเมืองที่พักวันแรก โรงแรมไม่มีไวไฟ ก็ขอแชร์จากสมาร์ทโฟนเพื่อนคนไทยครับ ใช้กันหลายคนเน็ตเลยช้านิดหน่อย
ผมเปิดเฟสบุ๊คมาก็ตกใจที่เห็นข้อความจากเพื่อนที่โรงเรียนหลายคนทักมา ทั้งที่บางคนก็ไม่ค่อยได้คุยกันเลยครับ
เพื่อนทุกคนส่งมาบอกข่าวว่า เพื่อนสนิทของผมประสบอุบัติเหตุในรถ ตอนนั้นเค้าอยู่ที่โรงพยาบาลครับ
ผมอึ้ง ทำอะไรไม่ถูก เป็นห่วงเพื่อนมากๆ จะกลับเมืองก็ไม่ได้เพราะตั๋วเครื่องบินก็จองไว้แล้ว แถมทริปนี้ก็จ่ายเงินไปแล้วด้วยครับ
ตอนนั้นจากคนบ้าๆบอๆ ยิ้มได้ตลอดเวลา ผมกลายเป็นคนซึมๆ ด้วยความที่เป็นห่วงเพื่อนสนิทคนนี้มากๆเลยครับ
วันถัดจากนั้นในเฟสบุ๊คก็เต็มไปด้วยโพสท์ให้กำลังใจเค้าจากทุกคนในโรงเรียน มีการ์ดแปะให้กำลังใจที่โรงเรียนเลยครับ
ตอนนั้นคืออยากกลับไปให้กำลังใจเพื่อนมาก อยากเจอเพื่อนมากครับ ที่ที่ผมไปเที่ยวสวยมากๆ แต่วันนั้นไม่มีความสุขเลย
จนวันนึงของทริปตอนกำลังจะขึ้นเรือ เพื่อนสนิทอีกคนส่งข้อความมาบอกว่า เพื่อนสนิทผมเสียชีวิตแล้วครับ
ตอนนั้นจากที่ซึมก็พูดไม่ออก ไม่กล้าบอกเพื่อนไทยที่เที่ยวด้วยกันเลยครับ ผมกลัวจะร้องไห้ต่อหน้าเพื่อนจากทั่วโลกมากๆ
คืนนั้นพอกลับมาถึงโรงแรม ก่อนนอนผมก็นั่งอ่านที่เพื่อนๆโพสท์ไว้อาลัย จะร้องไห้ก็กลัวเพื่อนที่นอนด้วยกันได้ยิน
เลยเก็บอาการไว้จนรู้สึกว่าเพื่อนหลับแล้ว ผมก็ร้องไห้เสียงเบาแต่หนักที่สุดในชีวิตเลยครับ
วันที่กลับมาถึงเมืองตัวเอง โฮสท์ผมน้ำตาคลอตอนขับรถ ผมก็พอจะดูออกว่าเป็นเรื่องอะไรครับ
เค้าถามผมว่ารู้ข่าวของเพื่อนแล้วยัง ถ้ามีโอกาสเราจะเอาดอกไม้ไปให้เค้ากันนะ (โฮสท์แม่ก็เคยเจอเพื่อนคนนี้ ตอนที่เค้ามาที่บ้านครับ)
ต่อหน้าโฮสท์ผมยิ่งไม่กล้าร้องไห้เข้าไปใหญ่ครับ ตอนนั้นอัดอั้นมากๆ อยากจะร้องไห้แต่ก็ร้องไม่ได้มาหลายวันมาก
พอกลับไปที่โรงเรียน เพื่อนๆคนอื่นที่รู้ว่าผมสนิทกับเค้าก็มาปลอบใจ ให้กำลังใจ ถือว่าผ่านช่วงนั้นมาได้เพราะเพื่อนๆเลยครับ
แต่ตอนนั้นทำให้ผมเข้าใจความรู้สึกของคนที่เสียคนใกล้ตัวที่รักมากๆไปเลยครับ
ห้องเรียนไม่มีเค้าแล้ว วันหยุด วันว่างก็จะไม่ได้เจอเค้าแล้ว ช่วงนั้นคิดในใจแบบนี้ก็อยากจะร้องไห้ออกมาทุกครั้ง
ช่วงก่อนไปเที่ยวทริปนั้นเป็นช่วงปลายปี อีกไม่กี่เดือนผมจะต้องกลับไทยแล้วครับ
เราสนิทกันมากจนเพื่อนคนนี้ชอบพูดว่า "ฉันคงร้องไห้แน่ๆตอนที่เธอไป"
แต่พอรู้ข่าวของเค้า กลายเป็นผมนี่แหละครับที่ร้องไห้เป็นเด็กๆเลย
ผมไม่ได้ไปเยี่ยมเค้าก่อนเค้าไป ไม่ได้ไปบอกลาเค้าในงานศพ เพราะช่วงนั้นผมอยู่ในทริป
เป็นเรื่องที่รู้สึกแย่ที่ไม่ได้ทำที่สุดในปีนั้นเลยครับ
เคยนึกภาพวันสุดท้ายในประเทศนี้ของผมไว้ว่า ต้องมีเค้ามาส่งแล้วยืนร้องไห้งอแงกันแน่ๆ
กลายเป็นผมนี่แหละครับที่ไปยืนร้องไห้ไม่ออกที่ป้ายหลุมศพเค้าก่อนกลับไทย
ได้แค่เอาดอกไม้ไปให้ บอกเค้าในใจว่าเค้าจะไปอยู่ในที่ที่ดี แล้วผมจะไม่มีวันลืมเค้าครับ
สำหรับคนที่ไม่เชื่อเรื่องผี ไม่ลบหลู่เรื่องผี แต่ชอบดูหนังผีอย่างผม คิดว่าผีก็คือ
"ความเสียใจเวลาที่นึกถึงคนที่เสียชีวิตไปแล้วที่เคยผูกพันกันมากๆ" ครับ
มันทำให้ผมนอนไม่หลับได้ตั้งหลายวัน แถมผมยังเห็น "ผี" ลักษณะนี้อยู่ได้สองสามปีมาแล้วครับ
ส่วนตัวผมคิดว่า เรื่องอุบัติเหตุเกิดได้ทุกประเทศ ทุกที่ ทุกเวลา และคนที่ผูกพันกับผู้ประสบอุบัติเหตุก็คงรู้สึกเหมือนกับผม
ทางที่ดีควรจะระมัดระวัง มีสติ ป้องกันอุบัติเหตุ เพื่อความปลอดภัยของตัวเองและคนอื่นด้วยครับ
ทีนี้ถึงคราวของเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ นักเรียนแลกเปลี่ยนคนอื่น แชร์เรื่องเศร้าในชีวิตนักเรียนแลกเปลี่ยนบ้างครับ
อย่างน้อยก็จะได้เป็นอุทธาหรณ์สอนใจรุ่นน้อง เผื่อน้องที่กำลังมีปัญหาคล้ายๆกันในปีนี้ได้เข้ามาอ่านจะได้มีแนวทางแก้ปัญหาครับ
แล้วก็ ได้นึกถึงเรื่องเศร้ากันบ้าง จะได้รู้ว่าตอนนี้มีความสุขมากขึ้นขนาดไหนนะครับ
ขอบคุณที่อ่านกระทู้จนจบครับผม
P.D. Que en paz descanse Javi. Te extraño muchisimo!
ในชีวิตนักเรียนแลกเปลี่ยน เจอเรื่องเศร้าแบบไหนกันมาบ้างครับ?
แถมยังเป็นกระทู้แรก ถ้าผิดพลาดก็ขออภัยด้วยครับผม
ผมเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนไปประเทศในอเมริกาใต้กับโครงการใหญ่โครงการหนึ่งมาเมื่อประมาณสองสามปีที่แล้วครับ
ผมว่าผมเองเป็นคนมองโลกในแง่ดีมาก ไม่ home sick ไม่งอแงเรื่องพูดไม่รู้เรื่อง ไม่ทะเลาะกับโฮสท์ ไม่ทะเลาะกับเพื่อน
ทั้งชีวิตไม่ค่อยได้ร้องไห้เพราะเสียใจ แต่ตอนที่ผมไปแลกเปลี่ยนก็มีเรื่องเศร้าที่ทำให้ร้องไห้ได้เหมือนกันครับ
วันนี้อยู่ดีๆก็นึกประสบการณ์เศร้าๆขึ้นมาได้เรื่องนึง อยากเอามาเล่าบ้าง แล้วก็อยากอ่านประสบการณ์ของคนอื่นบ้างครับ
ในชีวิตนักเรียนแลกเปลี่ยนของผม ถ้าไม่นับวันที่ต้องบอกลาโฮสต์กับเพื่อนๆ เรื่องที่ผมจะเล่าเป็นเรื่องที่เศร้าที่สุดในปีนั้น
(อาจจะเศร้าที่สุดในชีวิตของผมด้วยซ้ำ :S)
ประเทศที่ผมไปอยู่ในภาคพื้นทวีปใต้ จะไปช่วงเดือนกุมภาพันธ์ แล้วกลับช่วงเดือนมกราคมของอีกปีครับ
วันแรกที่ผมไปโรงเรียน ผมพูดภาษาสเปนได้แค่สวัสดี ขอบคุณ ลาก่อน แล้วก็ ฉันหิว (แต่ที่ไทยเค้าสอนมามากกว่านี้นะ 5555)
เพื่อนๆที่โรงเรียนผมนิสัยดีครับ อาจจะดูเป็นมิตรเกินไปสำหรับคนไทย แต่ผมอยู่ได้ซักพักก็ชิน ออกจะชอบนิสัยแบบนี้ด้วยซ้ำ
มีเพื่อนผู้หญิงคนนึงในห้อง เค้าเป็นคนตั้งใจเรียน เรียนเก่ง พอจะพูดอังกฤษได้บ้าง (แต่ไม่ค่อยกล้าพูดอังกฤษกับผมเท่าไหร่)
นอกห้องเรียนจะเป็นคนเฮฮา คบเพื่อนกลุ่มเล็กๆ เพื่อนที่สนิทจะรู้ว่าจริงๆเค้าเป็นคนตลกมากครับ
พอผมอยู่ไปได้ประมาณสามสี่เดือน (ช่วงที่เริ่มคุยรู้เรื่อง) เรียนไปด้วยกันซักพักเค้าก็ขอให้ผมช่วยติววิชาที่ผมถนัดให้ครับ
(ตอนเรียนที่นั่น ผมกลายเป็นเก่งคณิต ฟิสิกส์ เคมี กับภาษาอังกฤษไปเลยครับ อยู่ไทยนี่ถูไถไปเรื่อย)
แรกๆก็เริ่มจากสอนในห้องเรียน ซักพักเค้าก็ให้ไปช่วยสอนที่บ้านเค้า บางทีก็มาให้สอนที่บ้านผมครับ (มาขอกินข้าวฟรีด้วย)
ถือว่าเพื่อนคนนี้เป็นหนึ่งในคนที่สอนอะไรเกี่ยวกับประเทศนี้มากที่สุดเลยครับ เป็นเหมือนพี่สาวผมคนนึงเลย (เค้าแก่กว่านิดหน่อย)
(ที่ประทับใจมากๆคือ ตอนที่ไปบ้านเค้าสนุกมาก
มีแมวน่ารักที่บ้านเค้าเรียกผมว่าเป็นลูกบุญธรรมด้วยครับ ซึ้งใจสุดๆ)ในห้องเรียนจากที่ผมนั่งกับเพื่อนผู้ชาย(ที่ไม่ค่อยมาเรียน) ผมก็ไปนั่งกับเค้ามากขึ้นเวลาเรียนคณิต ฟิสิกส์ครับ
พอเริ่มช่วงปลายปี ผมมีโอกาสได้ไปเที่ยวกับเพื่อนๆในโครงการ เป็นทริปของนักเรียนแลกเปลี่ยน ยาวประมาณสัปดาห์นึงครับ
ช่วงที่ถึงเมืองที่พักวันแรก โรงแรมไม่มีไวไฟ ก็ขอแชร์จากสมาร์ทโฟนเพื่อนคนไทยครับ ใช้กันหลายคนเน็ตเลยช้านิดหน่อย
ผมเปิดเฟสบุ๊คมาก็ตกใจที่เห็นข้อความจากเพื่อนที่โรงเรียนหลายคนทักมา ทั้งที่บางคนก็ไม่ค่อยได้คุยกันเลยครับ
เพื่อนทุกคนส่งมาบอกข่าวว่า เพื่อนสนิทของผมประสบอุบัติเหตุในรถ ตอนนั้นเค้าอยู่ที่โรงพยาบาลครับ
ผมอึ้ง ทำอะไรไม่ถูก เป็นห่วงเพื่อนมากๆ จะกลับเมืองก็ไม่ได้เพราะตั๋วเครื่องบินก็จองไว้แล้ว แถมทริปนี้ก็จ่ายเงินไปแล้วด้วยครับ
ตอนนั้นจากคนบ้าๆบอๆ ยิ้มได้ตลอดเวลา ผมกลายเป็นคนซึมๆ ด้วยความที่เป็นห่วงเพื่อนสนิทคนนี้มากๆเลยครับ
วันถัดจากนั้นในเฟสบุ๊คก็เต็มไปด้วยโพสท์ให้กำลังใจเค้าจากทุกคนในโรงเรียน มีการ์ดแปะให้กำลังใจที่โรงเรียนเลยครับ
ตอนนั้นคืออยากกลับไปให้กำลังใจเพื่อนมาก อยากเจอเพื่อนมากครับ ที่ที่ผมไปเที่ยวสวยมากๆ แต่วันนั้นไม่มีความสุขเลย
จนวันนึงของทริปตอนกำลังจะขึ้นเรือ เพื่อนสนิทอีกคนส่งข้อความมาบอกว่า เพื่อนสนิทผมเสียชีวิตแล้วครับ
ตอนนั้นจากที่ซึมก็พูดไม่ออก ไม่กล้าบอกเพื่อนไทยที่เที่ยวด้วยกันเลยครับ ผมกลัวจะร้องไห้ต่อหน้าเพื่อนจากทั่วโลกมากๆ
คืนนั้นพอกลับมาถึงโรงแรม ก่อนนอนผมก็นั่งอ่านที่เพื่อนๆโพสท์ไว้อาลัย จะร้องไห้ก็กลัวเพื่อนที่นอนด้วยกันได้ยิน
เลยเก็บอาการไว้จนรู้สึกว่าเพื่อนหลับแล้ว ผมก็ร้องไห้เสียงเบาแต่หนักที่สุดในชีวิตเลยครับ
วันที่กลับมาถึงเมืองตัวเอง โฮสท์ผมน้ำตาคลอตอนขับรถ ผมก็พอจะดูออกว่าเป็นเรื่องอะไรครับ
เค้าถามผมว่ารู้ข่าวของเพื่อนแล้วยัง ถ้ามีโอกาสเราจะเอาดอกไม้ไปให้เค้ากันนะ (โฮสท์แม่ก็เคยเจอเพื่อนคนนี้ ตอนที่เค้ามาที่บ้านครับ)
ต่อหน้าโฮสท์ผมยิ่งไม่กล้าร้องไห้เข้าไปใหญ่ครับ ตอนนั้นอัดอั้นมากๆ อยากจะร้องไห้แต่ก็ร้องไม่ได้มาหลายวันมาก
พอกลับไปที่โรงเรียน เพื่อนๆคนอื่นที่รู้ว่าผมสนิทกับเค้าก็มาปลอบใจ ให้กำลังใจ ถือว่าผ่านช่วงนั้นมาได้เพราะเพื่อนๆเลยครับ
แต่ตอนนั้นทำให้ผมเข้าใจความรู้สึกของคนที่เสียคนใกล้ตัวที่รักมากๆไปเลยครับ
ห้องเรียนไม่มีเค้าแล้ว วันหยุด วันว่างก็จะไม่ได้เจอเค้าแล้ว ช่วงนั้นคิดในใจแบบนี้ก็อยากจะร้องไห้ออกมาทุกครั้ง
ช่วงก่อนไปเที่ยวทริปนั้นเป็นช่วงปลายปี อีกไม่กี่เดือนผมจะต้องกลับไทยแล้วครับ
เราสนิทกันมากจนเพื่อนคนนี้ชอบพูดว่า "ฉันคงร้องไห้แน่ๆตอนที่เธอไป"
แต่พอรู้ข่าวของเค้า กลายเป็นผมนี่แหละครับที่ร้องไห้เป็นเด็กๆเลย
ผมไม่ได้ไปเยี่ยมเค้าก่อนเค้าไป ไม่ได้ไปบอกลาเค้าในงานศพ เพราะช่วงนั้นผมอยู่ในทริป
เป็นเรื่องที่รู้สึกแย่ที่ไม่ได้ทำที่สุดในปีนั้นเลยครับ
เคยนึกภาพวันสุดท้ายในประเทศนี้ของผมไว้ว่า ต้องมีเค้ามาส่งแล้วยืนร้องไห้งอแงกันแน่ๆ
กลายเป็นผมนี่แหละครับที่ไปยืนร้องไห้ไม่ออกที่ป้ายหลุมศพเค้าก่อนกลับไทย
ได้แค่เอาดอกไม้ไปให้ บอกเค้าในใจว่าเค้าจะไปอยู่ในที่ที่ดี แล้วผมจะไม่มีวันลืมเค้าครับ
สำหรับคนที่ไม่เชื่อเรื่องผี ไม่ลบหลู่เรื่องผี แต่ชอบดูหนังผีอย่างผม คิดว่าผีก็คือ
"ความเสียใจเวลาที่นึกถึงคนที่เสียชีวิตไปแล้วที่เคยผูกพันกันมากๆ" ครับ
มันทำให้ผมนอนไม่หลับได้ตั้งหลายวัน แถมผมยังเห็น "ผี" ลักษณะนี้อยู่ได้สองสามปีมาแล้วครับ
ส่วนตัวผมคิดว่า เรื่องอุบัติเหตุเกิดได้ทุกประเทศ ทุกที่ ทุกเวลา และคนที่ผูกพันกับผู้ประสบอุบัติเหตุก็คงรู้สึกเหมือนกับผม
ทางที่ดีควรจะระมัดระวัง มีสติ ป้องกันอุบัติเหตุ เพื่อความปลอดภัยของตัวเองและคนอื่นด้วยครับ
ทีนี้ถึงคราวของเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ นักเรียนแลกเปลี่ยนคนอื่น แชร์เรื่องเศร้าในชีวิตนักเรียนแลกเปลี่ยนบ้างครับ
อย่างน้อยก็จะได้เป็นอุทธาหรณ์สอนใจรุ่นน้อง เผื่อน้องที่กำลังมีปัญหาคล้ายๆกันในปีนี้ได้เข้ามาอ่านจะได้มีแนวทางแก้ปัญหาครับ
แล้วก็ ได้นึกถึงเรื่องเศร้ากันบ้าง จะได้รู้ว่าตอนนี้มีความสุขมากขึ้นขนาดไหนนะครับ
ขอบคุณที่อ่านกระทู้จนจบครับผม
P.D. Que en paz descanse Javi. Te extraño muchisimo!