ถึงคุณแม่ที่มีลูกน้อย และมีปัญหาในการบังคับเด็กให้เรียนอนุบาล ( 3-5 ขวบ) จากประสบการณ์ตรงค่ะ

เข้าเรื่องเลยละกัน ซัก 20 กว่าปีก่อน

ตอนเด็กๆ เราเรียนอนุบาลตั้งแต่ 3-5 ขวบ เพราะพ่อแม่สมัยนั้น ซึ่งก็ไม่ต่างสมัยนี้เท่าไหร่ ฮิตให้ลูกรีบเรียนหนังสือแบบเข้มข้น

เราถูกส่งไปเรียน โรงเรียนแห่งหนึ่ง เป็นโรงเรียนอนุบาลที่สอนเด็ก เขียน -  อ่าน โดยเฉพาะ

โรงเรียนนี้ มีครูชื่อว่า ครูนิจ (นามสมมติ)  เป็นเจ้าของ

ครู คนนี้ ขนาดพ่อแม่ ยังคิดว่าเฮี๊ยบเลย  เพราะแม่บอก  เราเขียนหนังสือได้เร็วมาก คือ เขียน 1-100 เขียน ก- ฮ ได้แล้ว

ในขณะที่ก่อนหน้านี้ ไปเรียนที่อื่น เขียนไม่ได้ซักตัว ท่องไม่ได้ซักคำ

ที่สำคัญ ถ้าเราขาดเรียน พ่อแม่จะโดนดุไปด้วย หาว่าไม่ใส่ใจการเรียนลูก

พอมาที่นี่ทุกอย่างเหมือนจะดีใช่มั้ย

แต่รู้มั้ย มันแลกกับอะไรมา...


ทุกๆวัน เมื่อเรียน คุณครูจะดุให้เขียนหนังสือ  เขียนมันตลอดทั้งวัน พักแค่กินข้าว อย่าหวังได้วิ่งเล่น กินเสร็จก็รีบมาเรียนๆๆ

เมื่อเราไม่เขียนหรือเขียนไม่ได้ จะถูกครูนิจทำโทษด้วยการ "หยิก"  แต่ครูฉลาด  ครูหยิกในร่มผ้าที่ๆมองผ่านๆจะไม่เห็น

แม่บอก ที่ๆเห็นแล้วสะเทือนใจที่สุดคือ  ตรงจักแร้  เพราะ หยิกตรงมุมอับ ผิวตรงนี้เจ็บยิ่งกว่าตรงไหนเพราะมันอ่อน ยิ่งเป็นเด็กด้วยแล้ว

และกว่าพ่อแม่จะรู้ เราก็ช้ำไปทั้งตัว  เมื่อเราออกมาแล้วถึงรู้ว่า ไม่ใช่แค่เราที่โดน เด็กเกือบทุกคนก็โดนทั้งนั้น


วันดีคืนดี  ถ้าคนไหนจำที่ครูสอนไม่ได้ จะถูกหาว่าโง่ และจะถูกขังในห้องมืด  (มันมืดและร้อนมาก เรากลัวจนร้องไห้)

เราจำความรู้สึกได้ ที่มีเพื่อนๆตัวน้อย ร้องไห้กันระงมในห้องมืด จากนั้นถึงจะเรียนหนังสือ เพราะครูอยากให้ทุกคนไม่ดื้อและกลัวครู

เราถูกบังคับให้เขียนขวา  ทั้งๆที่เราถนัดซ้าย  (เราถูกตีบ่อยเพราะเรื่องนี้ เพราะเราเขียนหนังสือกลับด้าน)

แม่บอกเราร้องไห้ทุกวัน  แต่ที่ยังส่งไปเรียนเพราะ อ่านออกเขียนได้ ไม่อายใคร  


กว่าแม่จะยอมย้าย  คือตอนที่เราไม่ยอมไปโรงเรียนอีก เพราะเราบอกแม่ว่า ไม่อยากถูกขังในคุก  

แม่ก็หัวเราะขำๆที่เด็กตัวแค่นี้พูดอะไรเกินเหตุ   แต่เริ่มขำไม่ออกเมื่อเห็นรอยช้ำตามตัวพร้อมความหวาดกลัวที่จะไปเรียน  

ปกติเราเป็นเด็กเงียบๆ ไม่ค่อยดื้อ แต่ครั้งนี้คงถึงที่สุดจนปล่อยโฮออกมา  แม่เลยยอมเปลี่ยนโรงเรียนไปที่ใหม่


จากนั้นเราไปเรียนอีกโรงเรียนนึง ชื่อโรงเรียนคริส (นามสมมติ)  ซึ่งต่างกันราวกับฟ้ากับเหว

วันๆ ร้องเพลง ไม่ทำอะไร  เล่นอย่างเดียว  มันมีความสุขที่สุดแล้วสำหรับเด็กไม่ถึง 5 ขวบ จำได้ได้เลี้ยงเต่า เลี้ยงปลา สนุกมากๆ

จับของขวัญ เล่นกับเพื่อนๆ มีรูปถ่ายที่โรงเรียนเก่าไม่เคยมี สุขภาพจิตก็ดีขึ้น  อยู่โรงเรียนนี้เด็กๆเกือบทุกคน ท่องภาษาอังกฤษเป็นเพลงได้

แม้จะเขียนไม่เป็น แต่เด็กโรงเรียนนี้ สามารถเข้าประถมได้ก่อนเกณฑ์เกือบทุกคน  

การเรียนที่เริ่มจาก  ฟัง    -  พูด  -  อ่าน   - เขียน    ถึงจะมีประสิทธิผลที่สุด ซึ่งโรงเรียนคริส ได้แสดงให้เห็นแล้ว

แม้ในปัจจุบันเราจะเรียนกลับด้านกันก็ตาม


เราเข้าประถมศึกษา ตอน 4 ขวบครึ่ง ตอนแรก ยังเข้าไม่ได้เพราะไม่ถึงเกณฑ์ แต่เพราะสอบสัมภาษณ์ (ปากเปล่า) ผ่าน
เลยได้เรียนปรับชั้นและเข้าเรียนได้เลย ครูคนใหม่บอกว่า เด็กจากรร.คริสนี่ส่วนใหญ่จะกล้าแสดงออกและดูฉลาดกว่า รร.อื่น
เราเข้าเรียนปกติ และไม่เป็นโรคปฏิเสธโรงเรียนอีกเลยจนจบมหาลัย


----------

ชีวิตน้อง

น้องชายอ่อนกว่าเรา 5 ปี ตอนน้องเริ่มเข้าเรียนโรงเรียนอนุบาล 3 ขวบ เราก็ 8 ขวบ

แม่ส่งน้องไปเรียนที่ใหม่ ชื่อ รร.ครูอิม (นามสมมติ)  ที่นี่ก็ดัง มีเด็กจำนวนมาก ราคาไม่แพง สอนหนังสือพอใช้ได้ รับเลี้ยงทุกวันถึงอาทิตย์

น้องไปเรียน แม่ให้เงินไปนิดหน่อย พอซื้อขนมทุกวัน  แรกๆ ก็ดี  หลังๆ เริ่มมีปัญหา

น้องเราเป็นคนเงียบๆอยู่แล้ว  ยิ่งดูซึมเศร้าเข้าไปใหญ่  ถามไรก็ไม่ตอบ   ดูกลัวๆไม่ร่าเริง และไม่ชอบไปโรงเรียน แต่ไม่โวยวายอะไร ยอมไปทุกครั้ง


แม่กังวลกลัวน้องชายจะประวัติศาสตร์ซ้ำรอยกับเรา

แม่ส่งเราไปเป็นสปายโรงเรียนนั้น   บอกโรงเรียนว่า  เสาร์-อาทิตย์ ให้พี่สาวไปอยู่เป็นเพื่อน เพราะแม่ไม่มีใครช่วยเลี้ยง

โรงเรียนรับปากเป็นอย่างดี เราจึงไปกินนอนกับน้องที่โรงเรียน (ไปเช้าเย็นกลับและจ่ายค่าเรียนส่วนของเราเพิ่มด้วย)

พอเราไปอยู่ เราก็รู้ปัญหาน้องทันที

1. มีเด็กผู้หญิงแก่กว่าน้อง 2 ปี (อายุประมาณ 5 ขวบ) ชอบมาไถเอาเงินน้องไป และเอาไปทุกวัน ครูก็รู้นะ มาบอกทีหลังแต่ไม่เคยห้ามเด็กคนนั้น

2. ครูที่โรงเรียนนี้ดุมาก  เวลาตอนบ่าย ใครไม่นอน จะโดนตีด้วยหมอนข้างแรงๆ  สำหรับเด็กมันก็เจ็บนะ เด็กๆกลัวและรีบนอน

3. เวลาจับอาบน้ำ จะเหวี่ยงแรงมาก  คือเราไม่อาบ แต่น้องถูกบังคับให้อาบ น้องจะถูกดึงไปดึงมา จนล้ม จนยืนอยู่ตลอด เราทำได้แต่ดู
  เพราะกลัวครู

4. เวลาสอนหนังสือ ก็ดุตลอด และใช้ไม้บันทัดตี ถึงจะก็เบากว่าครูนิจ แต่ก็ไร้ศิลปะในการสอน ตวาดโวยวายตลอดเวลา
   มันดูน่ากลัวสำหรับเด็ก แต่น่ารำคาญสำหรับเราที่โตแล้ว

5. ครูดูจะเกลียดเรามาก  หาว่าเราเป็นสปายให้พ่อแม่ (ซึ่งก็จริง)  มาจับผิดล่ะซิ ไม่พอใจก็เอาออกไป
อย่างงั้นอย่างงี้ เราโดนประชดทุกวัน แต่ต่อหน้าแม่เรา ทำเป็นใจดี เรียกเราอย่างกับลูกรัก ชอบโอ๋เราต่อหน้าแม่
จนเราทนไม่ไหว บอกแม่ขอกลับล่ะ ไม่อยากอยู่  (ตอนนั้นไม่ได้ห่วงน้องเท่าไหร่ เรายังเด็ก รักแต่ตัวเอง)
เล่าให้แม่ฟัง ไม่ถึงอาทิตย์แม่ก็เอาน้องออกอยู่ดี



กว่าจะพ้นจะนรกที่ผู้ใหญ่คิดว่าสวรรค์นั้น ก็นานจนเด็กอย่างเรา จดจำในความทรมานซ้ำซากนั้นได้เป็นอย่างดี แถมที่แย่กว่าคือ
มันมีผลให้เรากับน้อง เข้าสังคมได้ไม่ดีเท่าไหร่นัก (สังเกตุเด็กรุ่นใหม่จะเป็นกัน)   ดีว่า เรายังมีป้าที่น่ารัก ป้าเราเป็นคนใจดีและรักเราให้กำลังใจเราเสมอ
เราไม่เคยปรึกษาอะไรกับพ่อแม่เลย   แม้แต่เรื่องส่วนตัว เพราะเอะอะ ก็บอกให้สนใจแต่เรียนๆๆๆ  สนใจแต่หนังสือๆๆ  ห้ามดูการ์ตูน
แต่ป้ากลับรับฟังพวกเราทุกอย่าง  ปรึกษาได้ทุกเรื่อง  บอกให้เรา ตั้งใจเรียนเท่าที่เราไหว นี่แหละ ผู้ใหญ่ที่เด็กทุกคนโหยหา

  **  เชื่อไหม เราตั้งใจเรียนมาตลอดชีวิตได้เพราะป้าเรา  เพราะป้ามีลูกที่เรียนไม่เก่ง เราจึงอยากทดแทนเค้า ***

เราสองพี่น้องตอนเด็กๆ รักป้ามาก และเริ่มกลับไปชอบโรงเรียนอีกครั้งตอนประถม จนจบมหาลัย  

มานึกอีกที  เด็กสมัยนี้ยิ่งเจอหนักกว่าอีก พ่อแม่เดี๋ยวนี้เข้มงวดให้ลูกเรียนกว่าเมื่อก่อนมากขึ้น ที่น่าทึ่งคือ

     **พ่อแม่ จับลูกเข้าสอบอนุบาล  (สอบเพื่อ?  แค่อนุบาลเนี่ยนะ)  

    ** ลืมการสอนเพื่อความเข้าใจ  เพื่อยกระดับจิตใจ เพื่อการพัฒนาความคิดรอบด้าน

  ไปเน้น วิชาการ  อ่านเขียน ท่องเป็นนกแก้ว นกขุนทอง  อดหลับอดนอนท่องหนังสือตั้งแต่อนุบาล

    **พูดคุยกับลูกน้อยลง  ให้ลูกเล่นแต่แท็บเล็ต โทรศัพท์ และเชื่อฟังแต่ครู ส่วนพ่อแม่อ้างเรื่องงานตลอด ไม่ว่างสอนลูกทั้งๆที่เป็นหน้าที่
    ทั้งๆที่พ่อแม่สมัยก่อน ทำงานหนักกว่าสมัยนี้มาก    แล้วลูกมีปัญหา  "โทษครู"
  
**  ชอบคิดว่า ลูกได้เรียนมาก จะฉลาดมาก ซึ่งไม่จริงเลย (ฉลาดแค่ไหนแค่นั้น ตามมันสมองของพ่อแม่)  การกดดันในสิ่งที่ไม่ชอบ ใจไม่รัก  มันก็เหมือนกินอาหารที่ไม่ชอบทาน

ยิ่งนับวันก็ยิ่งเกลียดมัน  หรือชาชินไปกับมัน  มันไม่มีวันเป็นรสหอมหวานเหมือนสิ่งที่เราชอบไปได้หรอก  จะเรียนควรได้เลือกในสิ่งที่อยากเรียน

ไม่ใช่หรือ  แล้วอย่างงี้ จะพัฒนาศักยภาพของตนเองไปได้อย่างไรกัน ในเมื่อแค่ความคิดริเริ่ม ยังไม่เคยมี
  

ตัวเด็กเอง...

        โตขึ้นมา จะเข้าสังคมยังไงในเมื่อจำได้แต่ตำรา  ที่โตมาก็เรียนซ้ำแล้วซ้ำอีก  ซ้ำมันอยู่ที่เก่า  แต่ก็แปลกที่สอบทีไรก็อ่านกันใหม่ทุกที

        นั่งกังวลแต่กับเกรด  ลืมนึกถึงความสัมพันธ์กับเพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง  ลืมนึกถึงสิ่งที่ชื่นชอบ  สิ่งที่อยากทำ  พรสวรรค์ในตัวตน

        ทีการ์ตูนยังจำขึ้นใจได้ ไม่ต้องอ่านซ้ำ  ไม่ลองคิดหน่อยหรือว่าทำไม?

        ไม่เคยต้องแก้ปัญหาเอง  ผู้ใหญ่แก้ให้หมด
  
        ได้แต่ทำตัวเป็นเครื่องรับข้อมูล  โดยให้ผู้ใหญ่เลือกและป้อนให้ รับเป็นอยู่อย่างเดียว



บางทีผู้ใหญ่อาจลืมไป ว่าเด็ก  3-7 ขวบ เป็นวัยที่สำคัญมากในการเรียนรู้แวดล้อมและพัฒนานิสัย อารมณ์  ไม่ใช่พัฒนาการท่องจำนั่งสอบ

เราก็ได้แค่แชร์ประสบการณ์แค่นี้ เผื่อใครจะพอนึกตอนเด็กๆออกกัน แล้วนึกถึงใจลูกบ้าง


ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคุณพ่อคุณแม่ล่ะนะ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่