หลากหลายความรู้สึกของนักตบสาวไทยที่ฟิลิปปินส์ /// แอคชั่นการกระตุ้นทีม

กระทู้สนทนา
จบสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับการแข่งขันวอลเลย์บอลยู 23 ซึ่งต้องบอกว่าผลงานได้เกินเป้าหมายที่ทุกคนวางเอาไว้ จากการพยายามครั้งนี้ทำให้ทีมได้โบนัสก้อนโตคือทะยานไปรับประสบการณ์ต่อในรายการชิงแชมป์โลกที่ตุรกี เดือนสิงหาคมนี้
          แต่...ก่อนที่จะไปไกลถึงตุรกี มันยังมีเรื่องราวมากมายอยู่ในฟิลิปปินส์ ที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นสิ่งสนใจของ"สังคมลูกยาง" หลังเกมที่ไทยเอาชนะ "ญี่ปุ่น" ได้ในรอบ 4 ทีมสุดท้าย ผมเดินออกจากสนามพร้อมกับ "น้องเพียว" อัจฉราพร คงยศ ดาวตบของทีม และ ได้มีโอกาสรับฟังความรู้สึกที่เขาระบายออกมาอย่างเต็มที่ ด้วยอารมณ์เหมือนอัดอั้นมานาน...ใช่ น้องอัดอั้นจริงๆ
          " พี่รู้ไหมว่าอะไรที่เราเคยทำได้ แต่อยู่ๆกลับทำไม่ได้มันรู้สึกยังไง " น้องถามผมเชิงเล่า
          " หนูรู้สึกกับตัวเองนะว่าเมื่อไรจะทำได้อีก (ฟอร์มแจ่มๆ) และ วันนี้มันกลับมาทำได้อีกแล้ว หนูดีใจมากๆ รู้เลยว่านี่คือตัวเราที่หายไป ตอนนี้มันกลับมาแล้ว ดีใจๆๆ " น้องเล่าไปเรื่อยๆ
          "พี่ อีกอย่างนะหนูไม่ได้มาคนเดียว พี่รู้ไหมว่า น้องบีมก็มา คือมาแบบเต็มๆเลยนะพี่ หนูรู้สึกเลยว่า นี่คือตัวจริงๆของน้อง คือฟอร์มที่เยี่ยมที่สุดเลย ตอนอยู่ในสนามมันรู้สึกได้จริงๆ "
          คือ...ประโยคความรู้สึกพวกนี้ ผมไม่รู้จะอธิบายออกมายังไงให้ได้อารมณ์ เพราะมันมีแววตา ท่าทาง อารมณ์ ที่ประกอบการณ์ในช่วงเวลานั้นๆ .... ผมบอกได้คำเดียวว่า ผมโคตรโชคดีที่ได้เห็นความรู้สึกนั้นของน้อง แน่นอน...ผมเอามาแบ่งให้ได้ซึมซับไปด้วยกัน แม้ว่ามันจะเป็นแค่ตัวหนังสือก็ตามเราเคย"ฝืน"ทำอะไบ้างไหม ทั้งๆที่ไม่ใช่แนวของตัวเอง ในสนามนอกจากที่นักกีฬาจะเต็มที่แล้ว ข้างสนามในเขตที่โค้ชสามารถยืนได้ เกมพบกับญี่ปุ่น โค้ชยะ ได้แสดงในสิ่งที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อนจากผู้ฝึกสอนรายนี้ นั้นก็คือ...แอคชั่นการกระตุ้นทีม
          ถ้ามองเผินๆอาจจะดูไม่เหมาะสม แต่นั้นมันทำให้นักกีฬาที่อยู่ในสนามหันมามองแล้วมีอารมณ์ร่วมไปด้วย เท่านั้นยังไม่พอการแสดงออกแบบนี้ส่งผลให้ตัวสำรองกล้าที่จะตะโกนกระตุ้นเพื่อนร่วมทีม และ มากกว่านั้นคือกองเชียร์ฟิลิปปินส์ในสนามชอบมาก ส่วนข้อเสียจากสิ่งที่โค้ชแสดงออกมา มันไม่ได้ตกอยู่ที่ฝั่งไทย แต่กลับเป็นคู่ต่อสู้ที่หัวหมุนไปกับแอคชั่น จนโค้ชญี่ปุ่นต้องเดินไปฟ้องผู้ตัดสิน แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้
          จากแอคชั่นดังกล่าว ผมถามกับโค้ชว่าไม่ฝืนเหรอครับ ?
         โค้ชบอก "ฝืนนะ แต่ถ้ามันทำให้เด็กเราสนุกกับการเล่น และ เป็นการกระตุ้นเขาได้ ผมก็จำเป็นต้องทำ
         "อีกเรื่องที่ผมมารู้ที่หลังคือ "น้ำตา" .... ถ้าพูดแบบนี้ไปหลายคนอาจจะคิดว่าเป็นน้ำตาเรื่อง "ลิฟท์" ที่บีมกับหวานติดอยู่ในนั้น 20 นาที แต่..ไม่ใช่ครับ ผมเพิ่งจะรู้ว่าสิ่งที่ผมเขียนไว้เรื่องหลังทีมไทยแพ้จีนรอบแบ่งกลุ่มแบบขาดลอย "เคยมีความรู้สึกไหมว่าตัวเองไม่มีน้ำใจนักกีฬา" ( ลิงค์ย้อนอ่าน  http://goo.gl/UtAMSh  ) เรื่องนี้ทำเอา น้องหวาน ตัวรับอิสระของทีมถึงกับมาบอกผมตอนนั่งรถออกจากโรงแรมเพื่อจะขึ้นเครื่องกลับไทยว่า " หนูกับบีมได้โอกาสอ่านเรื่องที่พี่เขียนไว้ พออ่านแล้วน้ำตามันไหลเองเลยพี่ " ผมไม่ถามอะไรต่อ เพียงแค่อยากรับฟังความรู้สึกของเขา ว่าจะเป็นอย่างไร ... น้องไม่พูดอะไรต่อ แล้วก็มองออกไปนอกหน้าต่าง ส่วนผมก็ไม่คาดคั้นที่จะเอาสาเหตุอะไร ปล่อยให้ความรู้สึกมันทำหน้าที่ของมันเอง เพราะ"บางอย่างไม่จำเป็นต้องมีคำตอบเสมอไป"
          การเดินทางครั้งนี้มันยังมีอะไรมากมายที่ถูกเก็บไว้ในกล่องความทรงจำ....มีโอกาส หรือ ถึงเวลา ผมจะเอามันออกมาให้ได้อ่านกันครับ

โดย....เอก ประวิตร
จาก.....https://www.facebook.com/eakprawit?fref=ts
จาก.....http://www.smmsport.com/reader.php?article=4873
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่