ผมได้มีโอกาสอ่าน บทความมากมายผ่านทาง twitter จนไปสะดุดประโยคนึงก็คือ
"อย่ามัวแต่ตามหาความสุข จนลืมมี ความสุข"
(ต้องขออภัยผู้โพสด้วยนะครับ ผมจำชื่อไม่ได้จริงๆ")
พออ่านแล้วก็ทำให้ผมมานั่งคิดว่า ที่จริงแล้ว สิ่งที่คนส่วนใหญ่ต้องการคือ "ความสุข"
แต่เมื่อ ความสุข เป็นสิ่งที่มองไม่ให้ คนเราจึงนำคำว่า "ความสุข" มาผูกกับ "เงิน"
และก็แปลความหมายออกไปว่า จะมีความสุขต้องมีเงิน
นั่นเลยเป็นเหตุที่ว่า ในแต่ละวันเราจะเห็นผู้คนมากมายพูดเลยเรื่องการทำมาหากิน การหาเงินในรูปแบบต่างๆ ผ่านทางหน้า timeline เต็มไปหมด
แม้แต่ตัวผมเอง เมื่อลาออกจากการเป็นลูกจ้าง มาทำธุรกิจของตัวเอง แม้จะดูมีความสุขมากขึ้น แต่ก็ยังเป็นเหมือนคนส่วนใหญ่ที่พยายามวิ่งไล่ตามความสำเร็จอย่างไม่มีหยุดหย่อน บางครั้งก็มากกว่าตอนเป็นพนักงานกินเงินเดือนเสียด้วยซ้ำ ซึ่งผิดจุดประสงค์ที่ลาออก เพราะเพื่อต้องการอิสระอย่างแรง
วันนี้เป็นอีกวัน ที่ผมพอจะมีเวลาอยู่กับตัวเอง ได้มองชีวิตของตัวเองที่ผ่านมา จากวันที่เรียนจบมาถึงวันนี้ก็ 10 กว่าปี รู้สึกว่าเวลามันช่างผ่านไปรวดเร็วจริงๆ
แต่สิ่งนึงที่ยังเหมือนเดิมคือ ตัวเองก็ยังวิ่งตามหาความสำเร็จอยู่ จนบางครั้งลืมมองความสุขรอบๆ ตัวไป
1. ไม่มีใครได้ทุกอย่าง
หรือจะให้พูดง่ายๆ ก็คือ ไม่มีชีวิตใครที่ perfect หรอก ด้วยตัวผมเองอยู่ในสังคมนักลงทุน เห็นผู้ประสบความสำเร็จมาก็เยอะ บางครั้งก็พยายามเปรียบเทียบตัวเราเองกับคนที่ประสบความสำเร็จแล้วก็กดดันตัวเองจนไม่มีความสุข
แต่เชื่อมั้ยครับว่า หากมองชีวิตของคนที่เราอิจฉา แท้จริงแล้วพวกเขาก็อาจจะมีบางสิ่งที่ขาดหายก็ได้ เช่น บางคนมีเงินเป็นร้อยล้านพันล้าน แต่เค้าก็อาจจะอาภัพเรื่องครอบครัวหรือความรัก เรามองพวกเขาอย่างผิวเผินว่า พวกเค้าต้องมีความสุขอย่างมากแน่นอนเพราะมี "เงิน" เยอะซะขนาดนั้น แต่ก็เป็นการมองจากเพียงด้านเดียวเท่านั้น
2. ความสุขที่แท้จริงนั้นอยู่ใกล้ตัวอย่างไม่น่าเชื่อ
ถ้าคุณเป็นคนที่ยังมีครอบครัวและมีคนที่รักและห่วงใย ผมต้องขอแสดงความยินดีด้วยครับ เพราะเรื่องที่ว่ามาแม้จะดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะมี
ผมเห็น
คนรวยหลายคนพยายามแสดงออกทางด้านฐานะอย่างออกหน้าออกตา เพียงเพื่อกลบเกลื่อนสิ่งที่เค้าขาด ผมเชื่อว่าสุดท้ายแล้วแม้มีเงินทองมากมาย มากองอยู่ตรงหน้า มันคงเทียบไม่ได้กับความสุขที่เห็นรอยยิ้มของคนในครอบครัวหรอก
3. ลองดื่มด่ำกับความสำเร็จที่ผ่านมาบ้าง
อย่างที่ผมได้เล่าไปว่า การที่เรามองไปข้างหน้าอย่างเดียว วิ่งไล่ล่าความสำเร็จที่ยังมาไม่ถึง มันทำให้เราลืมมองความสำเร็จที่ผ่านมา และทิ้งโอกาสที่จะมีความสุขไปอย่างน่าเสียดาย เพราะเมื่อความสุขมันมาถึงเรา มันกลับแปลงกายเป็นอดีตไปซะแล้ว
เมื่อสิบปีก่อน ผมเป็นคนนึงที่มีความฝันและวาดเป้าหมายในอนาคตไว้ว่า ตัวเองต้องการอะไรถึงจะมีความสุข? แต่เชื่อมั้ยครับว่า สิ่งที่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบันมันได้เลยสิ่งที่ผมเคยวาดฝันไว้ว่าอยากจะเป็นหรืออยากจะมี ไปไกลมาก แต่ผมก็ยังมองหาความสำเร็จที่มันยังไกลตัวออกไปอยู่ดี
ถ้าเราได้ลองหยุดมองไปข้างหน้า แล้วพิจารณาถึงความสำเร็จที่ผ่านมา ถึงแม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่มันก็ทำให้ความสุขในวันนี้เพิ่มพูนขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ
4. ความทุกข์แท้จริงแล้วเกิดจากความคิดนั่นแหล่ะ
สิ่งที่เรามองไม่เห็น แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มี นั่นก็คือ "ความคิด"
หัวข้อนี้แม้จะออกแนวธรรมะไปบ้าง แต่ผมเห็นประโยชน์ของมันอย่างมหาศาล จึงอยากนำมาแชร์ให้ลองพิจารณากันดูครับ
ไม่ว่าวันนี้ชีวิตคุณจะเป็นแบบไหน อยู่ในสถานะอะไร ลองสังเกตดูครับว่า ในวันหนึ่งๆ เราใช้เวลา"คิด"เรื่องนั้นเรื่องนี้มากจนนับไม่ถ้วน แล้วเราก็ไปจมอยู่กับมันเป็นวันๆ สุดท้ายแล้ว เราก็มีความทุกข์เพราะมัวแต่คิดถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึงบ้าง ถึงสิ่งที่ผ่านมาแล้วบ้าง
"ความคิด" เป็นสิ่งที่มองไม่เห็น เราจึงไม่ค่อยให้ความสำคัญกับมันสักเท่าไหร่นัก แต่มันกลับเป็นตัวการหลัก ที่ขโมยความสุขของเราไป
หลายคนเมื่ออ่านถึงตรงนี้แล้ว อาจจะบอกว่า "งั้นก็หยุดคิดสิ แค่นั้นก็ไม่ทุกข์แล้ว" ในทางปฏิบัติมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นครับ เพราะความคิดเป็นสิ่งที่เราห้ามไม่ได้ แต่เราสามารถที่จะเลือกตอบสนองต่อมันได้ โดยเมื่อเรามีความคิด ก็อย่าไปจมอยู่กับมัน สิ่งที่จะช่วยให้เรารู้เท่าทันความคิดมากขึ้น นั่นก็คือ "การเจริญสติ"
(ส่วนเรื่องวิธีการเจริญสตินั้นมีอยู่หลายวิธี แต่ผมคงไม่ได้เอาเขียนในโพสนี้ครับ)
สุดท้ายแล้ว หวังว่าไอเดียเล็กๆ น้อยๆ ที่ผมได้แชร์คงจะมีประโยชน์บ้างนะครับ
อย่ามัวแต่ตามหาความสุข จนลืมมี "ความสุข"
"อย่ามัวแต่ตามหาความสุข จนลืมมี ความสุข"
(ต้องขออภัยผู้โพสด้วยนะครับ ผมจำชื่อไม่ได้จริงๆ")
พออ่านแล้วก็ทำให้ผมมานั่งคิดว่า ที่จริงแล้ว สิ่งที่คนส่วนใหญ่ต้องการคือ "ความสุข"
แต่เมื่อ ความสุข เป็นสิ่งที่มองไม่ให้ คนเราจึงนำคำว่า "ความสุข" มาผูกกับ "เงิน"
และก็แปลความหมายออกไปว่า จะมีความสุขต้องมีเงิน
นั่นเลยเป็นเหตุที่ว่า ในแต่ละวันเราจะเห็นผู้คนมากมายพูดเลยเรื่องการทำมาหากิน การหาเงินในรูปแบบต่างๆ ผ่านทางหน้า timeline เต็มไปหมด
แม้แต่ตัวผมเอง เมื่อลาออกจากการเป็นลูกจ้าง มาทำธุรกิจของตัวเอง แม้จะดูมีความสุขมากขึ้น แต่ก็ยังเป็นเหมือนคนส่วนใหญ่ที่พยายามวิ่งไล่ตามความสำเร็จอย่างไม่มีหยุดหย่อน บางครั้งก็มากกว่าตอนเป็นพนักงานกินเงินเดือนเสียด้วยซ้ำ ซึ่งผิดจุดประสงค์ที่ลาออก เพราะเพื่อต้องการอิสระอย่างแรง
วันนี้เป็นอีกวัน ที่ผมพอจะมีเวลาอยู่กับตัวเอง ได้มองชีวิตของตัวเองที่ผ่านมา จากวันที่เรียนจบมาถึงวันนี้ก็ 10 กว่าปี รู้สึกว่าเวลามันช่างผ่านไปรวดเร็วจริงๆ
แต่สิ่งนึงที่ยังเหมือนเดิมคือ ตัวเองก็ยังวิ่งตามหาความสำเร็จอยู่ จนบางครั้งลืมมองความสุขรอบๆ ตัวไป
1. ไม่มีใครได้ทุกอย่าง
หรือจะให้พูดง่ายๆ ก็คือ ไม่มีชีวิตใครที่ perfect หรอก ด้วยตัวผมเองอยู่ในสังคมนักลงทุน เห็นผู้ประสบความสำเร็จมาก็เยอะ บางครั้งก็พยายามเปรียบเทียบตัวเราเองกับคนที่ประสบความสำเร็จแล้วก็กดดันตัวเองจนไม่มีความสุข
แต่เชื่อมั้ยครับว่า หากมองชีวิตของคนที่เราอิจฉา แท้จริงแล้วพวกเขาก็อาจจะมีบางสิ่งที่ขาดหายก็ได้ เช่น บางคนมีเงินเป็นร้อยล้านพันล้าน แต่เค้าก็อาจจะอาภัพเรื่องครอบครัวหรือความรัก เรามองพวกเขาอย่างผิวเผินว่า พวกเค้าต้องมีความสุขอย่างมากแน่นอนเพราะมี "เงิน" เยอะซะขนาดนั้น แต่ก็เป็นการมองจากเพียงด้านเดียวเท่านั้น
2. ความสุขที่แท้จริงนั้นอยู่ใกล้ตัวอย่างไม่น่าเชื่อ
ถ้าคุณเป็นคนที่ยังมีครอบครัวและมีคนที่รักและห่วงใย ผมต้องขอแสดงความยินดีด้วยครับ เพราะเรื่องที่ว่ามาแม้จะดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะมี
ผมเห็นคนรวยหลายคนพยายามแสดงออกทางด้านฐานะอย่างออกหน้าออกตา เพียงเพื่อกลบเกลื่อนสิ่งที่เค้าขาด ผมเชื่อว่าสุดท้ายแล้วแม้มีเงินทองมากมาย มากองอยู่ตรงหน้า มันคงเทียบไม่ได้กับความสุขที่เห็นรอยยิ้มของคนในครอบครัวหรอก
3. ลองดื่มด่ำกับความสำเร็จที่ผ่านมาบ้าง
อย่างที่ผมได้เล่าไปว่า การที่เรามองไปข้างหน้าอย่างเดียว วิ่งไล่ล่าความสำเร็จที่ยังมาไม่ถึง มันทำให้เราลืมมองความสำเร็จที่ผ่านมา และทิ้งโอกาสที่จะมีความสุขไปอย่างน่าเสียดาย เพราะเมื่อความสุขมันมาถึงเรา มันกลับแปลงกายเป็นอดีตไปซะแล้ว
เมื่อสิบปีก่อน ผมเป็นคนนึงที่มีความฝันและวาดเป้าหมายในอนาคตไว้ว่า ตัวเองต้องการอะไรถึงจะมีความสุข? แต่เชื่อมั้ยครับว่า สิ่งที่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบันมันได้เลยสิ่งที่ผมเคยวาดฝันไว้ว่าอยากจะเป็นหรืออยากจะมี ไปไกลมาก แต่ผมก็ยังมองหาความสำเร็จที่มันยังไกลตัวออกไปอยู่ดี
ถ้าเราได้ลองหยุดมองไปข้างหน้า แล้วพิจารณาถึงความสำเร็จที่ผ่านมา ถึงแม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่มันก็ทำให้ความสุขในวันนี้เพิ่มพูนขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ
4. ความทุกข์แท้จริงแล้วเกิดจากความคิดนั่นแหล่ะ
สิ่งที่เรามองไม่เห็น แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มี นั่นก็คือ "ความคิด"
หัวข้อนี้แม้จะออกแนวธรรมะไปบ้าง แต่ผมเห็นประโยชน์ของมันอย่างมหาศาล จึงอยากนำมาแชร์ให้ลองพิจารณากันดูครับ
ไม่ว่าวันนี้ชีวิตคุณจะเป็นแบบไหน อยู่ในสถานะอะไร ลองสังเกตดูครับว่า ในวันหนึ่งๆ เราใช้เวลา"คิด"เรื่องนั้นเรื่องนี้มากจนนับไม่ถ้วน แล้วเราก็ไปจมอยู่กับมันเป็นวันๆ สุดท้ายแล้ว เราก็มีความทุกข์เพราะมัวแต่คิดถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึงบ้าง ถึงสิ่งที่ผ่านมาแล้วบ้าง
"ความคิด" เป็นสิ่งที่มองไม่เห็น เราจึงไม่ค่อยให้ความสำคัญกับมันสักเท่าไหร่นัก แต่มันกลับเป็นตัวการหลัก ที่ขโมยความสุขของเราไป
หลายคนเมื่ออ่านถึงตรงนี้แล้ว อาจจะบอกว่า "งั้นก็หยุดคิดสิ แค่นั้นก็ไม่ทุกข์แล้ว" ในทางปฏิบัติมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นครับ เพราะความคิดเป็นสิ่งที่เราห้ามไม่ได้ แต่เราสามารถที่จะเลือกตอบสนองต่อมันได้ โดยเมื่อเรามีความคิด ก็อย่าไปจมอยู่กับมัน สิ่งที่จะช่วยให้เรารู้เท่าทันความคิดมากขึ้น นั่นก็คือ "การเจริญสติ"
(ส่วนเรื่องวิธีการเจริญสตินั้นมีอยู่หลายวิธี แต่ผมคงไม่ได้เอาเขียนในโพสนี้ครับ)
สุดท้ายแล้ว หวังว่าไอเดียเล็กๆ น้อยๆ ที่ผมได้แชร์คงจะมีประโยชน์บ้างนะครับ