http://pantip.com/topic/33453497/comment28
ข้อสังเกตุ จากเนื้อความพระไตรปิฏก นี้
เหตุไฉน จึงมีการจัดเสนาสนะแยก สำหรับภิกษุที่เล่าเรียนอภิธรรม ออกมาจาก ภิกษุที่เรียนพระสูตร
ที่ถาม เช่นนี้ เพราะ มักมีผู้ตีความ(เช่น นักบวชคึกฤทธิ์ วัดนาป่าพง)
ว่า อภิธรรม คือ โพธิปักขิยธรรม 37 เท่านั้น
ซึ่ง โพธิปักขิยธรรมนั้นอยู่ในพระสูตร
แต่ ในการจัดเสนาสนะเพื่อเรียนฯนี้ พระพุทธองค์ ทรงอนุญาตให้พระทัพพมัลลบุตร จัดเสนาสนะแยกออกมาต่างหาก ฯ
ขออนุญาตตั้งข้อสังเกต ข้อสงสัย และสอบถามเพิ่มเติม นะครับท่าน
คือผมอ้างอิงข้อความของท่านยามประจำวัน ซึ่งท่านพยายามจะบอกว่า อภิธรรม หมายถึง อภิธรรมปิฎก และเป็นพระพุทธดำรัส
โดยหลักฐานที่ท่านยกมาอ้างก็คือ พระวินัยปิฎก โดยท่านตั้งข้อสังเกตว่า ถ้า อภิธรรม หมายถึง โพธิปักขิยธรรมจากพระสูตรจริง
จะต้องมึการจัดเสนาสนะแยกต่างหากจากกลุ่มภิกษุที่เล่าเรียนพระสูตรทำไม ?
เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมขออนุญาตตั้งข้อสังเกตว่า ที่จริงท่านพระทัพพมัลลบุตร แยกเสนาสนะ ออกเป็นพวกๆ ดังนี้
1 ภิกษุเหล่าใดเป็นผู้ทรงพระสูตร ท่านก็แต่งตั้ง เสนาสนะรวมภิกษุเหล่านั้นไว้แห่งหนึ่ง ด้วยประสงค์ว่าพวกเธอจักซักซ้อมพระสูตรกัน
2 ภิกษุเหล่าใดเป็นผู้ทรงวินัย ท่านก็แต่งตั้งเสนาสนะรวมภิกษุเหล่านั้นไว้แห่งหนึ่ง ด้วยประสงค์ว่าพวกเธอจักวินิจฉัยพระวินัยกัน
3 ภิกษุเหล่าใดเป็นผู้ทรงพระอภิธรรม ท่านก็แต่งตั้งเสนาสนะรวมภิกษุเหล่านั้นไว้แห่งหนึ่ง ด้วยประสงค์ว่า พวกเธอจักสนทนาพระอภิธรรมกัน
4 ภิกษุเหล่าใดเป็นผู้ได้ฌาน ท่านก็แต่งตั้งเสนาสนะรวมภิกษุเหล่านั้นไว้แห่งหนึ่ง ด้วยประสงค์ว่า พวกเธอจักไม่รบกวนกัน
5 ภิกษุเหล่าใดชอบกล่าวดิรัจฉานกถา ยังมีการบำรุงร่างกายอยู่มาก ท่านก็แต่งตั้งเสนาสนะรวมภิกษุเหล่านั้นไว้แห่งหนึ่งด้วย
ผมเข้าใจอย่างนี้ว่า
1 หมายถึง ภิกษุผู้เป็นพระธรรมกถึก ผู้ทรงจำพระสูตร
2 หมายถึง ภิกษุผู้เป็นพระวินัยธร ผู้ทรงจำพระวินัย
3 หมายถึง ภิกษุผู้ทรงวิปัสสนา คือปฏิบัติวิปัสสนา ตามโพธิปักขิยธรรม
4 หมายถึง ภิกษุผู้ทรงฌานอภิญญาต่างๆ
5 หมายถึง ภิกษุทั่วไป
คือผมเห็นว่า ถ้าแปลความหมายอย่างที่ท่านยามฯ บอกมา พระภิกษุในพระพุทธศาสนา จะมีแต่ผู้ปฏิบัติสมถะ ไม่มีนักวิปัสสนาเลย อันนี้ผมว่าแปลก
เพราะในอันที่จริง นักวิปัสสนา น่าจะมีมากกว่า นักสมถะผู้ทรงฌานนะครับท่าน ดังนั้น การที่ท่านแปล อภิธรรม ว่าหมายถึง อภิธรรมปิฎก
จึงน่าจะเป็นความเข้าใจที่ผิดเพี้ยนไปจากข้อเท็จจริงอย่างที่ควรจะเป็นในพระพุทธศาสนา นะครับท่าน
ข้อสังเกตของผมนี้ ตั้งอยู่บนพื้นฐาน คือความเข้าใจที่ว่า โพธิปักขิยธรรม หมายถึงหลักปฏิบัติในฝ่ายวิปัสสนา ในพระพุทธศาสนาน่ะครับท่าน
แต่ทั้งหมดนี้ ก็เป็นเพียงแค่ความคิดเห็นส่วนตัวนะครับ จึงขออนุญาตสอบถามท่านผู้รู้ทั้งหลายด้วยว่า ข้อเท็จจริง จริงๆ มันเป็นอย่างไรกันแน่ครับท่าน ?
ขออนุโมทนาสาธุครับท่าน
[๕๔๑] ก็แล ท่านพระทัพพมัลลบุตร อันสงฆ์สมมติแล้วย่อมแต่งตั้งเสนาสนะรวมไว้
เป็นพวกๆ สำหรับหมู่ภิกษุผู้สม่ำเสมอกัน คือ ภิกษุเหล่าใดเป็นผู้ทรงพระสูตร ท่านก็แต่งตั้ง
เสนาสนะรวมภิกษุเหล่านั้นไว้แห่งหนึ่ง ด้วยประสงค์ว่าพวกเธอจักซักซ้อมพระสูตรกัน ภิกษุ
เหล่าใดเป็นผู้ทรงวินัย ท่านก็แต่งตั้งเสนาสนะรวมภิกษุเหล่านั้นไว้แห่งหนึ่ง ด้วยประสงค์ว่า
พวกเธอจักวินิจฉัยพระวินัยกัน ภิกษุเหล่าใดเป็นผู้ทรงพระอภิธรรม ท่านก็แต่งตั้งเสนาสนะ
รวมภิกษุเหล่านั้นไว้แห่งหนึ่ง ด้วยประสงค์ว่า พวกเธอจักสนทนาพระอภิธรรมกัน ภิกษุเหล่าใด
เป็นผู้ได้ฌาน ท่านก็แต่งตั้งเสนาสนะรวมภิกษุเหล่านั้นไว้แห่งหนึ่ง ด้วยประสงค์ว่า พวกเธอจัก
ไม่รบกวนกัน ภิกษุเหล่าใดชอบกล่าวดิรัจฉานกถา ยังมีการบำรุงร่างกายอยู่มาก ท่านก็แต่งตั้งเสนา-
*สนะรวมภิกษุเหล่านั้นไว้แห่งหนึ่งด้วย ประสงค์ว่า ท่านเหล่านี้จักอยู่ด้วยความยินดีแม้นี้
เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑ บรรทัดที่ ๑๗๓๑๐ - ๑๗๘๔๐. หน้าที่ ๖๖๖ - ๖๘๖.
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=1&A=17310&Z=17840&pagebreak=0
ศึกษาอรรถกถานี้ ได้ที่ :-
http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=1&i=538
ผมสงสัยครับ ว่าทำไม อภิธรรม จะต้อง ปิฎก ด้วยหละครับ ?
ข้อสังเกตุ จากเนื้อความพระไตรปิฏก นี้
เหตุไฉน จึงมีการจัดเสนาสนะแยก สำหรับภิกษุที่เล่าเรียนอภิธรรม ออกมาจาก ภิกษุที่เรียนพระสูตร
ที่ถาม เช่นนี้ เพราะ มักมีผู้ตีความ(เช่น นักบวชคึกฤทธิ์ วัดนาป่าพง)
ว่า อภิธรรม คือ โพธิปักขิยธรรม 37 เท่านั้น
ซึ่ง โพธิปักขิยธรรมนั้นอยู่ในพระสูตร
แต่ ในการจัดเสนาสนะเพื่อเรียนฯนี้ พระพุทธองค์ ทรงอนุญาตให้พระทัพพมัลลบุตร จัดเสนาสนะแยกออกมาต่างหาก ฯ
ขออนุญาตตั้งข้อสังเกต ข้อสงสัย และสอบถามเพิ่มเติม นะครับท่าน
คือผมอ้างอิงข้อความของท่านยามประจำวัน ซึ่งท่านพยายามจะบอกว่า อภิธรรม หมายถึง อภิธรรมปิฎก และเป็นพระพุทธดำรัส
โดยหลักฐานที่ท่านยกมาอ้างก็คือ พระวินัยปิฎก โดยท่านตั้งข้อสังเกตว่า ถ้า อภิธรรม หมายถึง โพธิปักขิยธรรมจากพระสูตรจริง
จะต้องมึการจัดเสนาสนะแยกต่างหากจากกลุ่มภิกษุที่เล่าเรียนพระสูตรทำไม ?
เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมขออนุญาตตั้งข้อสังเกตว่า ที่จริงท่านพระทัพพมัลลบุตร แยกเสนาสนะ ออกเป็นพวกๆ ดังนี้
1 ภิกษุเหล่าใดเป็นผู้ทรงพระสูตร ท่านก็แต่งตั้ง เสนาสนะรวมภิกษุเหล่านั้นไว้แห่งหนึ่ง ด้วยประสงค์ว่าพวกเธอจักซักซ้อมพระสูตรกัน
2 ภิกษุเหล่าใดเป็นผู้ทรงวินัย ท่านก็แต่งตั้งเสนาสนะรวมภิกษุเหล่านั้นไว้แห่งหนึ่ง ด้วยประสงค์ว่าพวกเธอจักวินิจฉัยพระวินัยกัน
3 ภิกษุเหล่าใดเป็นผู้ทรงพระอภิธรรม ท่านก็แต่งตั้งเสนาสนะรวมภิกษุเหล่านั้นไว้แห่งหนึ่ง ด้วยประสงค์ว่า พวกเธอจักสนทนาพระอภิธรรมกัน
4 ภิกษุเหล่าใดเป็นผู้ได้ฌาน ท่านก็แต่งตั้งเสนาสนะรวมภิกษุเหล่านั้นไว้แห่งหนึ่ง ด้วยประสงค์ว่า พวกเธอจักไม่รบกวนกัน
5 ภิกษุเหล่าใดชอบกล่าวดิรัจฉานกถา ยังมีการบำรุงร่างกายอยู่มาก ท่านก็แต่งตั้งเสนาสนะรวมภิกษุเหล่านั้นไว้แห่งหนึ่งด้วย
ผมเข้าใจอย่างนี้ว่า
1 หมายถึง ภิกษุผู้เป็นพระธรรมกถึก ผู้ทรงจำพระสูตร
2 หมายถึง ภิกษุผู้เป็นพระวินัยธร ผู้ทรงจำพระวินัย
3 หมายถึง ภิกษุผู้ทรงวิปัสสนา คือปฏิบัติวิปัสสนา ตามโพธิปักขิยธรรม
4 หมายถึง ภิกษุผู้ทรงฌานอภิญญาต่างๆ
5 หมายถึง ภิกษุทั่วไป
คือผมเห็นว่า ถ้าแปลความหมายอย่างที่ท่านยามฯ บอกมา พระภิกษุในพระพุทธศาสนา จะมีแต่ผู้ปฏิบัติสมถะ ไม่มีนักวิปัสสนาเลย อันนี้ผมว่าแปลก
เพราะในอันที่จริง นักวิปัสสนา น่าจะมีมากกว่า นักสมถะผู้ทรงฌานนะครับท่าน ดังนั้น การที่ท่านแปล อภิธรรม ว่าหมายถึง อภิธรรมปิฎก
จึงน่าจะเป็นความเข้าใจที่ผิดเพี้ยนไปจากข้อเท็จจริงอย่างที่ควรจะเป็นในพระพุทธศาสนา นะครับท่าน
ข้อสังเกตของผมนี้ ตั้งอยู่บนพื้นฐาน คือความเข้าใจที่ว่า โพธิปักขิยธรรม หมายถึงหลักปฏิบัติในฝ่ายวิปัสสนา ในพระพุทธศาสนาน่ะครับท่าน
แต่ทั้งหมดนี้ ก็เป็นเพียงแค่ความคิดเห็นส่วนตัวนะครับ จึงขออนุญาตสอบถามท่านผู้รู้ทั้งหลายด้วยว่า ข้อเท็จจริง จริงๆ มันเป็นอย่างไรกันแน่ครับท่าน ?
ขออนุโมทนาสาธุครับท่าน
[๕๔๑] ก็แล ท่านพระทัพพมัลลบุตร อันสงฆ์สมมติแล้วย่อมแต่งตั้งเสนาสนะรวมไว้
เป็นพวกๆ สำหรับหมู่ภิกษุผู้สม่ำเสมอกัน คือ ภิกษุเหล่าใดเป็นผู้ทรงพระสูตร ท่านก็แต่งตั้ง
เสนาสนะรวมภิกษุเหล่านั้นไว้แห่งหนึ่ง ด้วยประสงค์ว่าพวกเธอจักซักซ้อมพระสูตรกัน ภิกษุ
เหล่าใดเป็นผู้ทรงวินัย ท่านก็แต่งตั้งเสนาสนะรวมภิกษุเหล่านั้นไว้แห่งหนึ่ง ด้วยประสงค์ว่า
พวกเธอจักวินิจฉัยพระวินัยกัน ภิกษุเหล่าใดเป็นผู้ทรงพระอภิธรรม ท่านก็แต่งตั้งเสนาสนะ
รวมภิกษุเหล่านั้นไว้แห่งหนึ่ง ด้วยประสงค์ว่า พวกเธอจักสนทนาพระอภิธรรมกัน ภิกษุเหล่าใด
เป็นผู้ได้ฌาน ท่านก็แต่งตั้งเสนาสนะรวมภิกษุเหล่านั้นไว้แห่งหนึ่ง ด้วยประสงค์ว่า พวกเธอจัก
ไม่รบกวนกัน ภิกษุเหล่าใดชอบกล่าวดิรัจฉานกถา ยังมีการบำรุงร่างกายอยู่มาก ท่านก็แต่งตั้งเสนา-
*สนะรวมภิกษุเหล่านั้นไว้แห่งหนึ่งด้วย ประสงค์ว่า ท่านเหล่านี้จักอยู่ด้วยความยินดีแม้นี้
เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑ บรรทัดที่ ๑๗๓๑๐ - ๑๗๘๔๐. หน้าที่ ๖๖๖ - ๖๘๖.
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=1&A=17310&Z=17840&pagebreak=0
ศึกษาอรรถกถานี้ ได้ที่ :-
http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=1&i=538