Something In My Mind.
กรุงมิวนิค ประเทศเยอรมนี
“ออกไปซ้อมได้แล้วไอพวกขี้เกียจทั้งหลาย” โค้ชจอมโหดอย่าง เป๊ป กวาดิโอล่าเดินเข้ามากระตุ้นนักเตะถึงในห้องล็อกเกอร์แทบจะทุกวัน และสิ่งที่เขาได้ยินทุกครั้งคือเสียงครางเอื่อยๆจากบรรดาขุนพลระดับยุโรปนับสิบ
“พวกแกช่วยทำตัวให้มันดูเป็นนักเตะมีระดับหน่อยได้มั้ย รู้มั้ยตอนนี้ลาห์มออกไปรอพวกแกนานแล้วนะ”
“ครับๆ เป๊ปปี้ ” โธมัส มุลเลอร์ ตัวโจ๊กประจำทีมซึ่งเป็นคนสำคัญของกองทัพอินทรีย์เหล็กพูดหยอก ซึ่งมันก็ตามมาด้วยเสียงหัวเราะทั่วห้อง
“................. ฉันบอกให้พวกแกออกไป.... ได้แล้ว!!!”
นักบอลคนอื่นต่างๆซ้อมในสิ่งที่โค้ชบอก ยกเว้นมุลเลอร์ที่โดนทำโทษวิ่งรอบสนาม 5 รอบก่อนถึงจะสามารถกลับมาซ้อมปกติได้
“นั่นโธมัสโดนทำโทษหรอ?” ฟิลิป ลาห์ม กัปตันทีมถามเพื่อนร่วมทีมหลังจากที่เหลือบไปเห็นพ่อคนทะเล้นวิ่งรอบสนามได้พักใหญ่ “มันไปเรียกเป๊ปว่า เป๊ปปี้ล่ะสิ ดูเหมือนวันนี้จะอารมณ์ไม่ดีด้วยเลยโดนทำโทษซะงั้น” บาสเตียน ชไวน์ชไตน์เกอร์ ตอบโดยยืนเอาแขนไปวางบนหัวกัปตันทีม ก่อนที่คำถามจะผุดเข้ามาในหัว
“ตอนเด็กๆแม่ไม่ให้กินนมรึไงฟิลิป ”
“................. ” เจอคำถามแสลงใจเข้าใจสีหน้าของกัปตันก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด บาสเตียนเลยตัดสินใจก้มหน้านิ่งแล้วเดินจากไปแบบช้าๆ
“โอยยยย เหนื่อยชะมัด!!!” โธมัส เดินกลับมาตรงจุดที่ฟิลิปยืนอยู่พร้อมกับเหงื่อที่ไหลท่วมตัวจนเสื้อชุ่ม “อะไรกัน.. นี่จะเปิดฤดูกาลแล้วหรอเนี่ย ยังทำใจไม่ได้เลย” ภาพที่เขาเห้นหลังจากที่นั่งลงบนหญ้าเทียมคือกลุ่มนักเตะกำลังฝึกซ้อมอย่างขะมักเขม้น โดยอยู่ภายใต้การควบคุมของโค้ชผู้ยิ่งใหญ่อย่าง เป๊ป กวาดิโอล่า บุรุษผู้ที่เคยคุมกองทัพขั้นพระกาฬอย่างบาร์เซโลน่ามาแล้ว
“จะมาอู้อยู่ทำไม ไปซ้อมสิ” ฟิลิปยืนเหลือบมองชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างๆเขา แต่เหมือนอีกฝ่ายจำเป็นไม่สนใจ “ฟิลิปหยิบน้ำให้หน่อยสิ”
“..............” เจ้าตัวยืนนิ่งอยู่สองวิก็ตัดสินใจเอื้อมมือลงไปหยิบน้ำจากกระติกที่ตั้งอยู่บนม้านั่งข้างหลังตน ก่อนที่โธมัสจะจัดการกลืนน้ำลงคอภายในชั่วพริบตา
“ว่าแต่คนอื่น ทีตัวเองทำไมไม่ไปซ้อมล่ะ” หยิบน้ำให้ทั้งทียังมีหน้ามายอกย้อน กัปตันตัวน้อยใช้ไม้ตายเดิมคือเหลือบจนโธมัสต้องรีบลุกไปซ้อมอย่างไว
วิธีได้ผลแฮะ คราวหลังก็ใช้วิธีนี้แหละดีแล้ว................
“แย่งบอลมาให้ได้!!! ชไวน์ชไตน์เกอร์ตั้งใจหน่อย!!!!” เสียงคำสั่งของบอสยังดังต่อเนื่องตรงสนามซ้อม ซึ่งทุกคนรู้ดีว่าเป็นเรื่องปกติที่เป๊ปจะจริงจังตลอดเวลาแม้กระทั่งเวลาฝึกซ้อมแบบเกมลิงชิงบอล
จะว่าไปเขาก็ตวาดทุกครั้งอยู่แล้ว
“นั่นยิงประตูหรือยิงนก น้ำหนักอะช่วยกะให้พอดีๆหน่อย! ให้ตายสิ!!”
“ถ้ารับลูกแค่นี้ไม่ได้ก็เลิกเป็นนายประตูไปซะ!!”
หรือแม้แต่
“ถ้าแกไม่ชอบวิธีของฉันก็ช่วยเดินเข้าไปในสำนักงานแล้วทำเรื่องขอย้ายทีมไปเลย!!!” แต่ทุกครั้งที่เขาพูด ลูกน้องของเขาไม่ได้แสดงอาการใดๆเลยนอกจากหัวเราะ เวลาซ้อมเดินไปอย่างรวดเร็ว เผลอแป๊ปเดียวก็สี่โมงเย็น นักเตะทั้งหมดเดินเข้าล็อกเกอร์เก็บของเตรียมตัวกลับบ้านสำหรับแฟมิลี่แมน หรือออกไปเฟี้ยวกับเพื่อนสไตล์คนโสด
“ฟิลิปเย็นนี้ไปกินที่ไหนดี?” ชไวนี่ถามหลังจากที่ตัวเองแพ็คกระเป่าเสร็จเรียบร้อยแล้ว “ฉันไม่ไปดีกว่า ไปกินกับพวกนายทีไรชอบพาฉันไปต่อที่ร้านเหล้าจนเมาเละกลับบ้านไม่ไหวทุกที” คนถามตบไหล่กัปตันเล็กน้อย “ฮ่าๆ โอเคงั้นไปแล้วนะ เจอกันพรุ่งนี้”
สิ่งที่ฟิลิปกำลังคิดอยู่ในหัวคือการกลับบ้านไปนั่งอ่านหนังสือเงียบๆคนเดียว แต่ความคิดนั้นก็พังลงเมื่อมีโธมัสมายืนข้างตัวเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
“นี่ฟิลิปสนใจไปดื่มกันหน่อยมั้ย?”
“ตั้งแต่สี่โมงเลยเนี่ยนะ”
“งั้นไปที่อื่นก่อนก็ได้........”บทสนทนาที่น่ากระอักกระอ่วนใจสำหรับกัปตันตัวน้อยของทีมเกิดขึ้นในห้องล็อกเกอร์ที่ตอนนี้มีแค่เขากับโธมัสแค่สองคน “ไปกับผมหน่อยสิกัปตัน”
“คิดว่ามุขนี้จะได้ผลหรอ?”
“โธ่ฟิลิป นี่ต้องซื้อดอกไม้ให้รึไงถึงจะยอมไป??” คำถามที่ออกมาจากปากโธมัสเล่นเอาฟิลิปถึงกับชะงักไปพักนึง แต่ก็เรียกสติกลับมาได้ดี “นายหมายความว่าไง”
“ฉันกำลังขอนายออกเดทไงเล่าโง่จริง” โธมัสตอบในสภาพที่หน้าแดงก่ำ เขาไม่เคยขอใครออกเดทเลยซักครั้ง แต่เพราะเขาชอบฟิลิปจริงๆนะ ชอบมากด้วย หลายคนถามเขาว่าทำไมถึงไม่ย้ายไปไหนเลย ประโยคที่เขาอยากตอบคือถ้าเขาย้ายไป เขาจะเจอฟิลิปเฉพาะตอนติดทีมชาติเท่านั้น ซึ่งเขาไม่อยากรอนานขนาดนั้น
“เฮ้ย...... นี่นายล้อฉันเล่นใช่มั้ย”
“พิสูจน์มั้ยล่ะจะได้รู้ว่าพูดจริงหรือเล่น” พอโธมัสเดินเข้ามาใกล้ฟิลิปก็แสดงปฏิกิริยาตอบโต้ใช้มือทั้งสองข้างดันคนตรงหน้าออกอย่างรวดเร็ว “ไม่ต้องๆ ”
“ตกลงจะไปกับฉันรึเปล่า ฟิลิป?? ”
“ในเมื่อนายขอซะขนาดนี้แล้ว ไปก็ได้วะ....”
โธมัสพาฟิลิปไปที่สวนสาธารณะที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง วันนี้อากาศไม่ค่อยจะดีเลยไม่ค่อยมีคนซักเท่าไหร่ แต่มันก็ดีแล้ว “ตรงนั้นมีเคบับขาย กินมั้ย? ” หลังจากที่เดินเงียบมานับสิบนาที โธมัสตัดสินใจทำลายความเงียบโดยการชี้ไปที่รถขายเคบับ อาหารตุรกีที่นักเตะบาเยิร์น มิวนิกทุกคนชอบมาก
“ไม่ได้กินนานแล้ว แต่ฉันไม่ค่อยหิวเท่าไหร่”
“ก็กินด้วยกันไง ง่ายจะตายไป” ฟิลิปตัดสินใจเดินไปนั่งรอตรงม้านั่งริมแม่น้ำ บรรยากาศที่เงียบสงบทำให้เขานึกเสียดายที่ไม่ได้เอาหนังสือมาอ่าน นั่งคิดไม่ทันไรกลิ่นหอมของเคบับก็ลอยมาใกล้เขา “หอมจัง” ไม่แปลกใจว่าทำไมทุกคนถึงชอบ กลิ่นหอมที่น่าเย้ายวนบวกกับรสชาติที่อร่อยสมกับเป็นอาหารตุรกีทำให้เคบับกลายเป็นอาหารที่แทบจะอยู่ในเมนูของร้านอาหารทั่วเยอรมัน
“มันร้อนนะ” โธมัสพูดเตือน แต่คนข้างๆก็ไม่ฟังหยิบไปกัดคำใหญ่จนต้องคายออกมาเพราะมันร้อนจริงๆ “ร้อนชะมัด!”
“เตือนแล้วนะ ไม่ฟังเอง” เห็นคนที่นั่งข้างๆน้ำตาไหลเพราะความร้อนที่ยังอยู่ในปากก็เกิดความสงสารเป่าเคบับให้จนมันเริ่มเย็น ก่อนที่จะขยับตัวเข้าไปใกล้กว่าเดิม “ฉันเป่าให้แล้ว กินสิ” ฟิลิปยังคงกล้าๆกลัวๆเหมือนเด็กก่อนที่จะยอมอ้าปากกัดคำเล็กๆ “เย็นแล้วจริงด้วย”
“บอกแล้วไม่ยอมเชื่อ” โธมัสเขมือบเคบับไปครึ่งนึงภายในครั้งเดียว ก่อนที่จะป้อนฟิลิปน้อยต่อ ซึ่งเจ้าตัวก็ยอมให้ป้อนแต่โดยดี หารู้ไม่ว่านั่นทำให้โธมัสเผลอยิ้มออกมาเล็กน้อย
“ยิ้มอะไร?” คนตัวเล็กที่พึ่งเห็นรอยยิ้มถามขึ้น
“แค่มีความสุข ยิ้มไม่ได้หรอ?”
“นี่นายชอบฉันจริงๆใช่มั้ย??” จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดเย็นนี้ ทำให้ฟิลิปอดที่จะถามไม่ได้ สีหน้าทะเล้นของโธมัสตอนนี้กลับเปลี่ยนเป็นสีหน้าที่คร่งเครียดพร้อมพยักหน้าแทนคำพูด “มันตั้งแต่ที่ฉันได้เป็นนักเตะบาเยิร์น มิวนิคเลยแหละ”
“ฉันนึกว่านายชอบโอซิลซะอีก”
“แค่สนิทกันเฉยๆ แต่ถ้าจะชอบก็ชอบนายนี่แหละฟิลิป” โธมัสเริ่มเอนตัวเข้าใกล้ฟิลิปเรื่อยๆ จนทั้งคู่รู้สึกถึงลมหายใจของกันและกัน คนตัวเล็กตัดสินใจอยู่นานก่อนที่จะหลับตาลงเหมือนส่งสัญญาณให้อีกคน โธมัสไม่พูดอะไรนอกจากยิ้ม กดริมฝีปากให้ไปประกบกับของอีกคน ก่อนที่จะสอดลิ้นเข้าไปในปากของฟิลิปที่ไม่ได้ขัดขืนซ้ำยังใช้มือประคองหน้าของโธมัสเอาไว้
“ว้าว........... ” โธมัสอุทานเบาๆ เขาไม่คิดว่าวันนี้จะมีจริง วันที่เขาได้สารภาพสิ่งที่อยู่ในใจไป
“................... ฉันว่าฉันกลับบ้านดีกว่า” กัปตันฟิลิปหน้าแดงก่ำด้วยความอาย รีบคว้ากระเป๋าซ้อมลุกออกจากม้านั่งทันที
“เดี๋ยวฉันเดินไปส่งเอง” อีกใจอยากจะให้อยู่ต่อ แต่อีกใจก็ไม่อยากรั้งไว้กลัวเขารำคาญ เอาวะ! เดินไปส่งบ้านก็ได้
ทั้งคู่เดินพูดคุยกันเรื่อยเปื่อย มีการหยอกล้อกันบ้างนิดหน่อยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปก็คือ ฟิลิปเริ่มยิ้มบ่อยขึ้น ต้องขอบคุณโธมัส มุลเลอร์ที่เปลี่ยนลุคกัปตันผู้เคร่งขรึมเป็นเด็กตัวน้อยน่าแกล้งคนนึง “ฉันอยากจะบอกว่าฉันเองก็ชอบนายเหมือนกัน แต่ด้วยความคิดที่ว่านายชอบโอซิลมันทำให้ฉันเลิกที่จะสนใจนาย” ฟิลิปเผยความในใจตอนที่ทั้งคู่ยืนอยู่ตรงหน้าประตูบ้านของเขา
“ถึงว่าล่ะตอนค่ายทีมชาตินายชอบทำตัวเป็นตาแก่บึ้งตึง เพราะนายเห็นฉันชอบอยู่กับโอซิลใช่มั้ยล่ะ” ฟิลิปยิ้มก่อนที่จะพยักหน้าด้วยความเขินอาย การยอมรับความจริงนี่มันก็ไม่ง่ายเหมือนกันนะ
“ขอบใจมากนะที่เดินมาส่ง ขอบใจสำหรับวันนี้มาก..........” กะจะพูดต่อแต่กลับโดนพ่อหนุ่มมุลเลอร์จูบดักไว้ก่อน คราวนี้ฟิลิปยืนแข็งทื่อด้วยความช็อก “เจอกันพรุ่งนี้นะ” โธมัสพูดทิ้งท้ายไว้ในขณะที่หน้าของฟิลิปเริ่มแดงก่ำอีกครั้งนึง เขาตัดสินใจรีบบอกลาก่อนที่จะเดินเช้าบ้าน
ในขณะที่ชายหนุ่มกำลังเดินอยู่ตรงฟุตบาท เขาก็นึกขึ้นได้ “ไม่ไปดื่มซักหน่อยหรอ?? ฉันจะได้มอมนายให้เมาแล้วพากลับไปนอนกอดที่บ้าน”
“ฉันกลัวว่ามันจะมากกว่ากอดล่ะสิ แต่ก็ไว้โอกาสหน้าละกัน” ฟิลิปส่งยิ้มให้ก่อนที่จะปิดประตู
มีคนถามว่าเขาจะอยู่บาเยิร์น มิวนิคนานแค่ไหน สิ่งที่เขาตอบคือตลอดจนกว่าจะแขวนสตั๊ด แต่หารู้ไม่ในใจนั้นเขาคิดเพียงว่าจะอยู่จนกว่าฟิลิปจะไม่อยู่ วันนี้แม้มันจะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่มันกลับเป็นช่วงเวลาที่ต่อให้นึกถึงกี่ครั้งก็ทำให้เขายิ้มได้
…End…




กระทู้คลายเครียดครัชแหม่ !! ฟิครักนักบอล[Thomas Muller & Philipp Lahm] Something In My Mind.
กรุงมิวนิค ประเทศเยอรมนี
“ออกไปซ้อมได้แล้วไอพวกขี้เกียจทั้งหลาย” โค้ชจอมโหดอย่าง เป๊ป กวาดิโอล่าเดินเข้ามากระตุ้นนักเตะถึงในห้องล็อกเกอร์แทบจะทุกวัน และสิ่งที่เขาได้ยินทุกครั้งคือเสียงครางเอื่อยๆจากบรรดาขุนพลระดับยุโรปนับสิบ
“พวกแกช่วยทำตัวให้มันดูเป็นนักเตะมีระดับหน่อยได้มั้ย รู้มั้ยตอนนี้ลาห์มออกไปรอพวกแกนานแล้วนะ”
“ครับๆ เป๊ปปี้ ” โธมัส มุลเลอร์ ตัวโจ๊กประจำทีมซึ่งเป็นคนสำคัญของกองทัพอินทรีย์เหล็กพูดหยอก ซึ่งมันก็ตามมาด้วยเสียงหัวเราะทั่วห้อง
“................. ฉันบอกให้พวกแกออกไป.... ได้แล้ว!!!”
นักบอลคนอื่นต่างๆซ้อมในสิ่งที่โค้ชบอก ยกเว้นมุลเลอร์ที่โดนทำโทษวิ่งรอบสนาม 5 รอบก่อนถึงจะสามารถกลับมาซ้อมปกติได้
“นั่นโธมัสโดนทำโทษหรอ?” ฟิลิป ลาห์ม กัปตันทีมถามเพื่อนร่วมทีมหลังจากที่เหลือบไปเห็นพ่อคนทะเล้นวิ่งรอบสนามได้พักใหญ่ “มันไปเรียกเป๊ปว่า เป๊ปปี้ล่ะสิ ดูเหมือนวันนี้จะอารมณ์ไม่ดีด้วยเลยโดนทำโทษซะงั้น” บาสเตียน ชไวน์ชไตน์เกอร์ ตอบโดยยืนเอาแขนไปวางบนหัวกัปตันทีม ก่อนที่คำถามจะผุดเข้ามาในหัว
“ตอนเด็กๆแม่ไม่ให้กินนมรึไงฟิลิป ”
“................. ” เจอคำถามแสลงใจเข้าใจสีหน้าของกัปตันก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด บาสเตียนเลยตัดสินใจก้มหน้านิ่งแล้วเดินจากไปแบบช้าๆ
“โอยยยย เหนื่อยชะมัด!!!” โธมัส เดินกลับมาตรงจุดที่ฟิลิปยืนอยู่พร้อมกับเหงื่อที่ไหลท่วมตัวจนเสื้อชุ่ม “อะไรกัน.. นี่จะเปิดฤดูกาลแล้วหรอเนี่ย ยังทำใจไม่ได้เลย” ภาพที่เขาเห้นหลังจากที่นั่งลงบนหญ้าเทียมคือกลุ่มนักเตะกำลังฝึกซ้อมอย่างขะมักเขม้น โดยอยู่ภายใต้การควบคุมของโค้ชผู้ยิ่งใหญ่อย่าง เป๊ป กวาดิโอล่า บุรุษผู้ที่เคยคุมกองทัพขั้นพระกาฬอย่างบาร์เซโลน่ามาแล้ว
“จะมาอู้อยู่ทำไม ไปซ้อมสิ” ฟิลิปยืนเหลือบมองชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างๆเขา แต่เหมือนอีกฝ่ายจำเป็นไม่สนใจ “ฟิลิปหยิบน้ำให้หน่อยสิ”
“..............” เจ้าตัวยืนนิ่งอยู่สองวิก็ตัดสินใจเอื้อมมือลงไปหยิบน้ำจากกระติกที่ตั้งอยู่บนม้านั่งข้างหลังตน ก่อนที่โธมัสจะจัดการกลืนน้ำลงคอภายในชั่วพริบตา
“ว่าแต่คนอื่น ทีตัวเองทำไมไม่ไปซ้อมล่ะ” หยิบน้ำให้ทั้งทียังมีหน้ามายอกย้อน กัปตันตัวน้อยใช้ไม้ตายเดิมคือเหลือบจนโธมัสต้องรีบลุกไปซ้อมอย่างไว
วิธีได้ผลแฮะ คราวหลังก็ใช้วิธีนี้แหละดีแล้ว................
“แย่งบอลมาให้ได้!!! ชไวน์ชไตน์เกอร์ตั้งใจหน่อย!!!!” เสียงคำสั่งของบอสยังดังต่อเนื่องตรงสนามซ้อม ซึ่งทุกคนรู้ดีว่าเป็นเรื่องปกติที่เป๊ปจะจริงจังตลอดเวลาแม้กระทั่งเวลาฝึกซ้อมแบบเกมลิงชิงบอล
จะว่าไปเขาก็ตวาดทุกครั้งอยู่แล้ว
“นั่นยิงประตูหรือยิงนก น้ำหนักอะช่วยกะให้พอดีๆหน่อย! ให้ตายสิ!!”
“ถ้ารับลูกแค่นี้ไม่ได้ก็เลิกเป็นนายประตูไปซะ!!”
หรือแม้แต่
“ถ้าแกไม่ชอบวิธีของฉันก็ช่วยเดินเข้าไปในสำนักงานแล้วทำเรื่องขอย้ายทีมไปเลย!!!” แต่ทุกครั้งที่เขาพูด ลูกน้องของเขาไม่ได้แสดงอาการใดๆเลยนอกจากหัวเราะ เวลาซ้อมเดินไปอย่างรวดเร็ว เผลอแป๊ปเดียวก็สี่โมงเย็น นักเตะทั้งหมดเดินเข้าล็อกเกอร์เก็บของเตรียมตัวกลับบ้านสำหรับแฟมิลี่แมน หรือออกไปเฟี้ยวกับเพื่อนสไตล์คนโสด
“ฟิลิปเย็นนี้ไปกินที่ไหนดี?” ชไวนี่ถามหลังจากที่ตัวเองแพ็คกระเป่าเสร็จเรียบร้อยแล้ว “ฉันไม่ไปดีกว่า ไปกินกับพวกนายทีไรชอบพาฉันไปต่อที่ร้านเหล้าจนเมาเละกลับบ้านไม่ไหวทุกที” คนถามตบไหล่กัปตันเล็กน้อย “ฮ่าๆ โอเคงั้นไปแล้วนะ เจอกันพรุ่งนี้”
สิ่งที่ฟิลิปกำลังคิดอยู่ในหัวคือการกลับบ้านไปนั่งอ่านหนังสือเงียบๆคนเดียว แต่ความคิดนั้นก็พังลงเมื่อมีโธมัสมายืนข้างตัวเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
“นี่ฟิลิปสนใจไปดื่มกันหน่อยมั้ย?”
“ตั้งแต่สี่โมงเลยเนี่ยนะ”
“งั้นไปที่อื่นก่อนก็ได้........”บทสนทนาที่น่ากระอักกระอ่วนใจสำหรับกัปตันตัวน้อยของทีมเกิดขึ้นในห้องล็อกเกอร์ที่ตอนนี้มีแค่เขากับโธมัสแค่สองคน “ไปกับผมหน่อยสิกัปตัน”
“คิดว่ามุขนี้จะได้ผลหรอ?”
“โธ่ฟิลิป นี่ต้องซื้อดอกไม้ให้รึไงถึงจะยอมไป??” คำถามที่ออกมาจากปากโธมัสเล่นเอาฟิลิปถึงกับชะงักไปพักนึง แต่ก็เรียกสติกลับมาได้ดี “นายหมายความว่าไง”
“ฉันกำลังขอนายออกเดทไงเล่าโง่จริง” โธมัสตอบในสภาพที่หน้าแดงก่ำ เขาไม่เคยขอใครออกเดทเลยซักครั้ง แต่เพราะเขาชอบฟิลิปจริงๆนะ ชอบมากด้วย หลายคนถามเขาว่าทำไมถึงไม่ย้ายไปไหนเลย ประโยคที่เขาอยากตอบคือถ้าเขาย้ายไป เขาจะเจอฟิลิปเฉพาะตอนติดทีมชาติเท่านั้น ซึ่งเขาไม่อยากรอนานขนาดนั้น
“เฮ้ย...... นี่นายล้อฉันเล่นใช่มั้ย”
“พิสูจน์มั้ยล่ะจะได้รู้ว่าพูดจริงหรือเล่น” พอโธมัสเดินเข้ามาใกล้ฟิลิปก็แสดงปฏิกิริยาตอบโต้ใช้มือทั้งสองข้างดันคนตรงหน้าออกอย่างรวดเร็ว “ไม่ต้องๆ ”
“ตกลงจะไปกับฉันรึเปล่า ฟิลิป?? ”
“ในเมื่อนายขอซะขนาดนี้แล้ว ไปก็ได้วะ....”
โธมัสพาฟิลิปไปที่สวนสาธารณะที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง วันนี้อากาศไม่ค่อยจะดีเลยไม่ค่อยมีคนซักเท่าไหร่ แต่มันก็ดีแล้ว “ตรงนั้นมีเคบับขาย กินมั้ย? ” หลังจากที่เดินเงียบมานับสิบนาที โธมัสตัดสินใจทำลายความเงียบโดยการชี้ไปที่รถขายเคบับ อาหารตุรกีที่นักเตะบาเยิร์น มิวนิกทุกคนชอบมาก
“ไม่ได้กินนานแล้ว แต่ฉันไม่ค่อยหิวเท่าไหร่”
“ก็กินด้วยกันไง ง่ายจะตายไป” ฟิลิปตัดสินใจเดินไปนั่งรอตรงม้านั่งริมแม่น้ำ บรรยากาศที่เงียบสงบทำให้เขานึกเสียดายที่ไม่ได้เอาหนังสือมาอ่าน นั่งคิดไม่ทันไรกลิ่นหอมของเคบับก็ลอยมาใกล้เขา “หอมจัง” ไม่แปลกใจว่าทำไมทุกคนถึงชอบ กลิ่นหอมที่น่าเย้ายวนบวกกับรสชาติที่อร่อยสมกับเป็นอาหารตุรกีทำให้เคบับกลายเป็นอาหารที่แทบจะอยู่ในเมนูของร้านอาหารทั่วเยอรมัน
“มันร้อนนะ” โธมัสพูดเตือน แต่คนข้างๆก็ไม่ฟังหยิบไปกัดคำใหญ่จนต้องคายออกมาเพราะมันร้อนจริงๆ “ร้อนชะมัด!”
“เตือนแล้วนะ ไม่ฟังเอง” เห็นคนที่นั่งข้างๆน้ำตาไหลเพราะความร้อนที่ยังอยู่ในปากก็เกิดความสงสารเป่าเคบับให้จนมันเริ่มเย็น ก่อนที่จะขยับตัวเข้าไปใกล้กว่าเดิม “ฉันเป่าให้แล้ว กินสิ” ฟิลิปยังคงกล้าๆกลัวๆเหมือนเด็กก่อนที่จะยอมอ้าปากกัดคำเล็กๆ “เย็นแล้วจริงด้วย”
“บอกแล้วไม่ยอมเชื่อ” โธมัสเขมือบเคบับไปครึ่งนึงภายในครั้งเดียว ก่อนที่จะป้อนฟิลิปน้อยต่อ ซึ่งเจ้าตัวก็ยอมให้ป้อนแต่โดยดี หารู้ไม่ว่านั่นทำให้โธมัสเผลอยิ้มออกมาเล็กน้อย
“ยิ้มอะไร?” คนตัวเล็กที่พึ่งเห็นรอยยิ้มถามขึ้น
“แค่มีความสุข ยิ้มไม่ได้หรอ?”
“นี่นายชอบฉันจริงๆใช่มั้ย??” จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดเย็นนี้ ทำให้ฟิลิปอดที่จะถามไม่ได้ สีหน้าทะเล้นของโธมัสตอนนี้กลับเปลี่ยนเป็นสีหน้าที่คร่งเครียดพร้อมพยักหน้าแทนคำพูด “มันตั้งแต่ที่ฉันได้เป็นนักเตะบาเยิร์น มิวนิคเลยแหละ”
“ฉันนึกว่านายชอบโอซิลซะอีก”
“แค่สนิทกันเฉยๆ แต่ถ้าจะชอบก็ชอบนายนี่แหละฟิลิป” โธมัสเริ่มเอนตัวเข้าใกล้ฟิลิปเรื่อยๆ จนทั้งคู่รู้สึกถึงลมหายใจของกันและกัน คนตัวเล็กตัดสินใจอยู่นานก่อนที่จะหลับตาลงเหมือนส่งสัญญาณให้อีกคน โธมัสไม่พูดอะไรนอกจากยิ้ม กดริมฝีปากให้ไปประกบกับของอีกคน ก่อนที่จะสอดลิ้นเข้าไปในปากของฟิลิปที่ไม่ได้ขัดขืนซ้ำยังใช้มือประคองหน้าของโธมัสเอาไว้
“ว้าว........... ” โธมัสอุทานเบาๆ เขาไม่คิดว่าวันนี้จะมีจริง วันที่เขาได้สารภาพสิ่งที่อยู่ในใจไป
“................... ฉันว่าฉันกลับบ้านดีกว่า” กัปตันฟิลิปหน้าแดงก่ำด้วยความอาย รีบคว้ากระเป๋าซ้อมลุกออกจากม้านั่งทันที
“เดี๋ยวฉันเดินไปส่งเอง” อีกใจอยากจะให้อยู่ต่อ แต่อีกใจก็ไม่อยากรั้งไว้กลัวเขารำคาญ เอาวะ! เดินไปส่งบ้านก็ได้
ทั้งคู่เดินพูดคุยกันเรื่อยเปื่อย มีการหยอกล้อกันบ้างนิดหน่อยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปก็คือ ฟิลิปเริ่มยิ้มบ่อยขึ้น ต้องขอบคุณโธมัส มุลเลอร์ที่เปลี่ยนลุคกัปตันผู้เคร่งขรึมเป็นเด็กตัวน้อยน่าแกล้งคนนึง “ฉันอยากจะบอกว่าฉันเองก็ชอบนายเหมือนกัน แต่ด้วยความคิดที่ว่านายชอบโอซิลมันทำให้ฉันเลิกที่จะสนใจนาย” ฟิลิปเผยความในใจตอนที่ทั้งคู่ยืนอยู่ตรงหน้าประตูบ้านของเขา
“ถึงว่าล่ะตอนค่ายทีมชาตินายชอบทำตัวเป็นตาแก่บึ้งตึง เพราะนายเห็นฉันชอบอยู่กับโอซิลใช่มั้ยล่ะ” ฟิลิปยิ้มก่อนที่จะพยักหน้าด้วยความเขินอาย การยอมรับความจริงนี่มันก็ไม่ง่ายเหมือนกันนะ
“ขอบใจมากนะที่เดินมาส่ง ขอบใจสำหรับวันนี้มาก..........” กะจะพูดต่อแต่กลับโดนพ่อหนุ่มมุลเลอร์จูบดักไว้ก่อน คราวนี้ฟิลิปยืนแข็งทื่อด้วยความช็อก “เจอกันพรุ่งนี้นะ” โธมัสพูดทิ้งท้ายไว้ในขณะที่หน้าของฟิลิปเริ่มแดงก่ำอีกครั้งนึง เขาตัดสินใจรีบบอกลาก่อนที่จะเดินเช้าบ้าน
ในขณะที่ชายหนุ่มกำลังเดินอยู่ตรงฟุตบาท เขาก็นึกขึ้นได้ “ไม่ไปดื่มซักหน่อยหรอ?? ฉันจะได้มอมนายให้เมาแล้วพากลับไปนอนกอดที่บ้าน”
“ฉันกลัวว่ามันจะมากกว่ากอดล่ะสิ แต่ก็ไว้โอกาสหน้าละกัน” ฟิลิปส่งยิ้มให้ก่อนที่จะปิดประตู
มีคนถามว่าเขาจะอยู่บาเยิร์น มิวนิคนานแค่ไหน สิ่งที่เขาตอบคือตลอดจนกว่าจะแขวนสตั๊ด แต่หารู้ไม่ในใจนั้นเขาคิดเพียงว่าจะอยู่จนกว่าฟิลิปจะไม่อยู่ วันนี้แม้มันจะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่มันกลับเป็นช่วงเวลาที่ต่อให้นึกถึงกี่ครั้งก็ทำให้เขายิ้มได้
…End…