เมื่ออดีตสามีบอกว่า "อุตส่าห์เอารถไปแค่คันเดียว และไม่ได้ยุ่งเกี่ยวหรือต้องการอะไรจากเราอีก จะเอาอะไรจากเขาหนักหนา"

เมื่ออดีตสามีบอกว่า "อุตส่าห์เอารถไปแค่คันเดียว และไม่ได้ยุ่งเกี่ยวหรือต้องการอะไรจากเราอีก จะเอาอะไรจากเขาหนักหนา" ดิฉันต้องสำนึกบุญคุณของเขาหรือเปล่า ????

เรื่องราวของดิฉันผ่านมาได้ปีกว่าแล้ว (จริงๆ เคยเขียนไปพันทิปแล้ว แต่มีหัวข้อเดิมมีปัญหา ประกอบกับมีประเด็นใหม่ๆ เพิ่มเข้ามาเรื่อยๆ เลยขอเริ่มเล่าเรื่องใหม่เลยแล้วกันคะ)

ดิฉันกับสามีเราคบบวกแต่งงานกันมา 9 ปี (รวมช่วงที่มีเรื่องราวจนได้เลิกลากันไป) ตลอดระยะเวลาที่อยู่ด้วยกันมา เขาก็ดีกับดิฉันมาตลอด ดูแลเทคแคร์เป็นอย่างดี ไม่เคยทำร้ายร่างกาย ให้เงินใช้บ้าง เราไม่เคยทะเลาะเรื่องการกินอยู่หรือการใช้ชีวิตเลย พูดง่ายๆ ว่า life style ของเราเหมือนกันคะ เราสร้างอะไรมาหลายอย่างด้วยกัน ทั้งเรื่องบ้าน รถยนต์ ร้าน printer เงิน ทอง มีครบหมด (ดูเหมือนเพอร์เฟ็คทุกอย่าง แต่ทุกอย่างจะสำเร็จไม่ได้ถ้าไม่มีแม่ของดิฉันคอยช่วยเหลือ) หลายคนเคยพูดกับฉันว่าเราสองคนเป็นคู่ที่เหมาะสมกันมาก และสามีดิฉันก็ดูรักฉันมาก แต่ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าเราหรอก ว่าจริงๆ แล้วเขานิสัยเป็นอย่างไร ถึงแม้ว่าเขาจะมีข้อดีหลายอย่างก็จริง แต่มีเรื่องนึงที่ทำให้เรามีปัญหากันมาตลอดก็คือเรื่องเจ้าชู้ของเขา (ซึ่งมันเป็นปัญหาใหญ่ของการใช้ชีวิตคู่) เขามีคนอื่นมาตลอดระยะเวลาที่คบกัน เลิกจากคนนั้นก็มีคนนี้ มีสัมพันธ์ลึกซึ้งบ้าง ไม่ลึกซึ้งบ้าง จะเลิกกันหลายครั้งก็เพราะเรื่องนี้ จำได้ว่ามีอยู่ช่วงนึงที่บรรดากิ๊กและเมียน้อยสามี (ประมาณ 3 คนได้) เขาไปตบตีกันโดยที่เราก็ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ความแตกก็ตอนที่เมียน้อยอีกคนเขาโทรมาฟ้องเรา ถึงได้รู้เรื่อง (สุดๆ ไหมคะสามีดิฉัน) แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไมเวลาที่เขามาง้อเป็นต้องใจอ่อนทุกที เราแต่งงานกันมาเกือบ 4 ปีแล้วแต่ยังไม่มีลูกด้วยกัน ก็ปล่อยมาตลอดนะ แต่ไม่มีเอง ซึ่งในปีหลังก็พยายามที่จะมีลูกมากขึ้น เพราะเราสองคนคิดว่าอายุเยอะกันแล้วก็สมควรจะมีลูกกันได้แล้ว จนกระทั่งวันที่ 4 มกราคม 2556 เป็นปีใหม่ที่ดิฉันรู้สึกมีความสุขมาก เราได้รู้ว่าเรากำลังมีเจ้าตัวน้อยด้วยกัน และมันก็เป็นช่วงที่สามีเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ พอเราท้องได้ 5 เดือน จากที่กลับบ้านบ้างไม่กลับบ้านบ้าง เปลี่ยนเป็นไม่กลับบ้านเกือบทุกวันอ้างว่าอยู่กับเพื่อน หายไปอาทิตย์เว้นอาทิตย์บ้าง อ้างว่าเมากลับไม่ไหวบ้าง ทำงานดึกจนกลับไม่ไหวบ้าง แต่เขาจะพาฉันไปหาหมอทุกครั้งที่มีการนัดตรวจครรภ์จนกระทั่งท้องได้ 7 เดือน เขาก็ไม่กลับมาอีกเลย แต่ยังติดต่อได้ เพียงแต่ว่าไม่ค่อยรับสาย ตอนนี้หละเป็นช่วงที่ดิฉันรู้แล้วว่าเขามีคนอื่นอีกแล้ว และคิดจะทิ้งดิฉันกับลูกไปแน่ๆ ตอนนั้นมันมีแต่เรื่องให้เครียดได้ทุกวัน ทั้งเรื่องสามี เรื่องงาน เรื่องเงิน เรื่องพ่อกับแม่ (ทะเลาะกัน) และที่สำคัญสงสารลูกมากที่พ่อเขาเป็นคนไม่มีความรับผิดชอบแบบนี้ เครียดจนรู้สึกกลัวว่าลูกออกมาหน้าจะหมุ่ยจนคิ้วชนกันไหมเนี่ย แต่มันก็เครียดแบบนี้จนท้องได้ 38 สัปดาห์ (ไม่ได้ติดต่อกับสามีเกือบเดือนแล้ว ตอนนั้นเราก็เริ่มตัดใจแล้ว เพราะคิดว่าในเมื่อเขาไม่ต้องการเรากะลูก เราก็อยู่สองคนกะลูกได้ และเขาก็ไม่ติดต่อมาเช่นกัน) แต่แล้วเช้าวันหนึ่งจำได้ว่าเป็นวันจันทร์ ญาติๆ และแม่สามีโทรมาบอกว่า พ่อสามีเสียแล้ว ให้มาที่บ้านด่วน และนั่นทำให้เราได้เจอเขาอีกครั้ง จะว่าเป็นครั้งสุดท้ายที่เราได้เจอเขาจริงๆ เขามารับเราไปงานศพพ่อของเขา ก็จัดการเรื่องงานศพเสร็จ เราก็คลอดพอดี (เป็นเพราะเรื่องนี้หละเลยทำให้ในใบเกิดของลูกเรามีชื่อพ่อ ไม่อย่างงั้นเราก็คงไม่ได้เจอเขาอีก) เขามาดูลูกและทำเรื่องเอกสารใบเกิดลูกทั้งหมด และขับรถมาส่งเรากับลูกที่บ้าน และบอกว่าไปทำงานก่อนนะ ก่อนไปเขามาหอมลูกหลายที และถามเราว่า "คุณอยากได้อะไรไหม เดี๋ยวเลิกงานซื้อมาให้ แต่คงถึงดึกนะ" แต่ในความเป็นจริงแล้ว เขาไม่เคยกลับมาหาเราสองคนแม่ลูกอีกเลย และนอกจากทิ้งเรากับลูกอย่างไม่ใยดีแล้ว เขาขับรถที่เราทั้งดาวน์ทั้งผ่อนหนีไป ทั้งๆ ที่รู้ว่าบ้านที่เราอยู่กันมันลึกมาก จะเข้าจะออกก็ลำบาก ฝนตกนี่ไม่ต้องพูดถึงออกไปไหนไม่ได้แน่ๆ วันนึงต้องพาลูกไปหาหมอ (ลูกเป็นภูมิแพ้เหมือนพ่อเขา) แต่ฝนก็ตกหนัก ต้องเรียกแท็กซี่ รอแท็กซี่ร่วม 2 ชม. เพราะไม่มีใครอยากเข้าอ้างว่าน้ำมันท่วม เราจำวันนั้นได้และรู้สึกเจ็บใจและโกรธแค้นสามีมาก คิดในใจว่าในเมื่อจะไปทำไมมันไม่ไปแต่ตัวว่ะ) กว่าจะได้พาลูกไปหาหมอ เป็นอะไรที่ทุลักทะเลมากคะ

ช่วงที่รู้ว่าสามีได้ทิ้งเราสองแม่ลูกไปแล้วนั้น เราก็คิดว่ามันเป็นช่วงที่แย่ที่สุดในชีวิตแล้ว แต่มันก็มีเรื่องทำให้รู้สึกว่าชีวิตมันบัดซบได้อีก หลังจากที่คลอดลูกได้ 2 อาทิตย์ คุณหมอนัดตรวจมะเร็งปากมดลูก ซึ่งเป็นเรื่องปกติของคนที่คลอดลูกจะต้องตรวจทุกคน กว่าจะรู้ผลก็ใช้เวลาเกือบ 3 อาทิตย์ และก็ถึงวันที่ไปฟังผล สรุปคือฉันเป็นมะเร็งปากมดลูก (ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าระยะไหน) แต่ไม่ว่าจะระยะไหน ขึ้นชื่อว่าเป็นมะเร็งก็นะมันก็แทบทรุดเแล้ว มันมืดไปหมด จะทำอย่างไร ลูกหละจะอยู่กับใคร ใครจะดูแลลูกฉัน ลูกฉันไม่มีพ่อไปคนนึงแล้ว จะต้องกำพร้าแม่อีกคนหรอ จะมีอะไรอีกไหมที่จะถาโถมเข้ามาอีก จะไม่ให้ชีวิตฉันได้ผุดได้เกิดเลยหรือไร ทำไมฟ้าหรือสวรรค์ถึงกลั่นแกล้งกันแบบนี้ สาระพัดที่จะนึกถึง ร้องไห้แทบบ้า) หลังจากที่คุณหมอแจ้งว่าเป็นมะเร็งในช่วงเช้า คุณหมอก็นัดผ่าในช่วงบ่ายและนัดให้มาฟังผลมะเร็งว่าระยะไหนเพราะต้องเอาชิ้นเนื้อไปตรวจอีกครั้ง หลังจากผ่าเสร็จก็ให้พักแป็บนึงแล้วก็ให้กลับบ้าน โดยมีผ้ากอตยัดไว้ไม่ให้เลือดออกตรงบริเวณที่ตัดชิ้นเนื้อร้ายออกไป ในโมเม้นนั้น ดิฉันจำได้เป็นอย่างดี มันเหมือนกับชีวิตในละครที่แบบเดินร้องไห้ออกมา และในวันนั้นดิฉันมาหาหมอเพียงคนเดียว (เพราะเราไม่คิดว่าผลมันจะเป็นมะเร็ง ไม่ได้เตรียมตัวหรือเตรียมใจเลยด้วยซ้ำ) เจ็บแผลก็เจ็บ แต่ก็กลั้นใจนั่งรถตู้เพื่อพาตัวเองกลับบ้าน พอกลับไปถึงบ้านสิ่งแรกเลยคือก้มลงไปจูบเท้าลูกทั้งสองข้าง  น้ำตานี่อาบแก้มแต่ต้องร้องแบบแอบๆ เพราะแม่อยู่ ไม่อยากให้แม่เห็นว่าเราอ่อนแอ แต่เราก็แอบเห็นแม่ร้องไห้เช่นกัน (ฉันนี่ทำให้พ่อแม่เสียใจได้ตลอดนะ) พ่อเรารู้เรื่องจากแม่ ก็โทรมาหาถามเสียงคลอ น้องสาวรีบกลับมาจากที่ทำงานก็เข้ามากอดเรา เรากอดกันร้องไห้ (แม่ น้องสาว เราและลูกชาย) นึกถึงแต่ลูก ห่วงลูกมาก ตอนนั้นลูกชายเพ่งได้แค่ 2 เดือนเอง มันเป็นอะไรที่เกินคำว่าทุกข์ คำว่าเสียใจมันก็ยังไม่มากพอเท่ากับความรู้สึกตอนนั้น แต่เราก็ร้องไห้เสียใจได้ไม่นาน (คงเป็นเพราะหน้าที่แม่) ก็ตัดสินใจสู้กับชีวิตบัดซบนี้ มาตลอด 1 ปีกะอีก 4 เดือน สู้จริงๆ สู้ทุกอย่างและเราก็ผ่านมันมาได้ ทั้งเรื่องเงิน (ติดๆ ขัดๆ ไม่พอค่าใช้จ่าย เพราะต้องนั่งใช้หนี้แทนสามีด้วย) การงาน (บริษัทฯ ก็กำลังจะปิดตัวลง อีก 10 เดือนก็จะตกงานคะ แต่ก็คิดหาว่าจะทำงานหรือทำอะไรต่อไปดีกะว่าจะขายของก่อนถ้ามันไม่เวิร์คก็คงหางานประจำทำคะ) สุขภาพก็รักษาตามแต่คุณหมอจะสั่งและนัดตรวจ เจ็บปวดแค่ไหนก็ต้องทนเอาคะ คงจะต้องเจ็บตัวไปอีก 4 ปี จนกว่าหมอจะมั่นใจว่ามันไม่กลับมาถึงเลย 5 ปีมาแล้ว ก็คงต้องนัดตรวจปีละครั้ง (อ้อ..ลืมบอกไป พอไปฟังผลชิ้นเนื้อคุณหมอบอกว่าเราเป็นมะเร็งระยะแรกเริ่มคะ และคุณหมอก็ได้ตัดรอยโรคออกไปทั้งหมดแล้ว แต่มันมีโอกาสกลับมาเป็นได้อีกถึง 70% และก็นัดตรวจทุก 4 เดือน นี่ก็เพ่งไปตรวจมาเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว) แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการดูแลลูกให้ดีที่สุด เหนื่อยมากคะ ยอมรับเลยว่าการเลี้ยงลูกไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย แต่ลูกนี่หละที่ทำให้เรามีกำลังใจที่จะสู้กับชีวิตบัดซบนี้ต่อไป ไม่ว่าจะเหน็ดเหนื่อยสักเพียงไหน ไม่ว่าจะต้องทนเจ็บเพราะต้องรักษาตัวแค่ไหน ไม่ว่าจะมีเรื่องทุกข์อะไรถาโถมเข้ามา เพียงแค่เห็นรอยยิ้มของลูก แค่นี้เราก็มีกำลังใจที่จะเดินต่อไปแล้วคะ อยากจะบอกกะทุกคนว่า "ต่อให้คนรอบข้างให้กำลังใจเราแค่ไหน มันก็ไม่เท่ากับเราสร้างกำลังใจของเราขึ้นมาด้วยตนเองคะ"

ประเด็นที่ทำให้เกิดหัวข้อนี้ขึ้นมาเพราะ....
-    ประเด็นในเรื่องทรัพย์สินก็คือ บ้านที่เขาเคยผ่อน ผ่อนได้แค่ 2 ปีก็เลิกผ่อน ดิฉันต้องเป็นคนผ่อนต่อ (ปัจจุบันแม่ดิฉันเป็นคนผ่อนให้ และบ้านก็เป็นชื่อแม่ตั้งแต่แรกเพราะแม่ผ่อนผ่านสหกรณ์ให้เพราะดอกเบี้ยถูกกว่าแบงค์) เขาอ้างว่าเงินเดือนน้อยลงไม่พอจ่าย
-    เรื่องร้าน printer ก็ไม่ต้องพูดถึง (สนใจอยู่ 1 ปี ก็ไม่เคยโผล่หัวมาดูเลยว่าร้านจะเป็นยังไง ปล่อยให้เรากะพ่อจัดการเองทั้งหมด พอบอกว่าร้านมีปัญหาก็บอกว่าให้จัดการกันเอง
-    เรื่องรถยนต์ (คันที่เขาขับหนีไป) ผ่อนได้แค่ 2 เดือน ก็ผ่อนไม่ไหว ดิฉันก็ต้องผ่อนต่อให้
-    แถมมาบังคับให้ดิฉันกดเงินจากบัตรเครดิตให้ใช้และบอกว่าจะผ่อนใช้เอง แต่แล้วก็เป็นอย่างที่คิด..สุดท้ายก็ทิ้งหนี้สินที่เขาก่อไว้อีกร่วมแสนบาท (ทั้งเงินที่เราโอนให้เขาใช้ช่วงเปลี่ยนงานใหม่ เพราะเขาเปลี่ยนมาเป็นเซลล์ขายรถ ต้องซื้อเสื้อผ้าใหม่ รองเท้าใหม่ รวมไปถึงเงินค่าผ่อนรถด้วย ค่าใช้จ่ายค่ากินค่าอยู่ด้วย แม้แต่ค่าน้ำมันรถก็ยังโทรมาขอ  โอนเงินให้จนเงินเก็บเราหมด ต้องกดเงินจากบัตรเครดิตมาร่วมแสน ตอนแรกจะไม่โอนแล้ว แต่สามีขู่คิดในใจกูท้องอยู่แท้ๆ ยังขู่กูได้อีกเนอะ เขาโทรมาบอกว่าให้จ่ายค่ารถให้เขาหน่อย เพราะถึงเราไม่จ่ายให้เขา ธนาคารก็ต้องมาตามกะเราอยู่ดีเพราะเราเป็นคนค้ำ มารู้ตอนหลังเขาเอาเงินไปคอยดูแลแทคแคร์ผู้หญิงอีกคน..แถมขับรถไปรับไปส่งเมียน้อยได้ แต่เมียหลวงท้องแก่มันให้นั่งรถเมล์ นั่งรถไฟ ขึ้นมอไซต์ ที่ทำงานดิฉันเดินทางลำบากคะ รถเราแท้ๆ แต่ไม่ได้ใช้ ดูมันทำกะเมียมันก็แล้วกัน เฮ้อ..ณ ปัจจุบันทุกวันนี้ก็ต้องผ่อนหนี้บัตรเครดิตเดือนละ 5 พัน ทุกเดือน เขาไม่เคยส่งมาให้สักบาท พอทวงเข้าก็ด่าเราว่า "อุตส่าห์เอารถมาแค่คันเดียว และไม่ได้ยุ่งเกี่ยวหรือต้องการอะไรจากเราอีก จะเอาอะไรจากเขาหนักหนา" ซึ่งจริงๆ แล้วดิฉันก็ไม่ได้เรียกร้องค่าเลี้ยงดูเลยด้วยซ้ำ แค่อยากให้เขารับผิดชอบหนี้สินตรงที่เขาก่อไว้บ้าง อย่างน้อยช่วยจ่ายเดือนละ 2000 ก็ยังดี
-    ตั้งแต่เขาทิ้งไป ไม่เคยโทรหรือติดต่อมาเลย จนเรารู้ข่าวเองว่าหลังจากที่เขาทิ้งเราสองแม่ลูกไป 6 เดือนก็รู้ข่าวมาว่าเขาแต่งงานใหม่เพราะผู้หญิงคนใหม่เขาท้อง คลอดเดือนเดียวกะลูกชายของดิฉัน แต่คนละปี เคยคุย (ทะเลาะกะผู้หญิงคนใหม่ของเขา) ว่าเขาโดนหลอกหรือรู้ทั้งรู้ สิ่งที่ทราบก็คือผู้หญิงคนนั้นรู้เรื่องที่ผู้ชายแต่งงานและมีลูก แต่เขาบอกว่าเขารักกันคะ ความรักมันห้ามกันไม่ได้ ความต้องการที่คุยกะผู้หญิงคนนั้นไม่ได้ต้องการสามีคืนหรอกนะคะ เราแค่ต้องการข้อมูลในการฟ้องหย่าคะ ส่วนคนที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นพ่อของลูกไม่เคยโทรหาเลยคะ ตอนแรกติดต่อไม่ได้ด้วยซ้ำ อ้างว่าโทรศัพท์หาย และเปลี่ยนเบอร์ไปเลย เรารู้เบอร์ของเขาจากเพื่อนคะ แต่เขาก็ไม่โทรหาเรานะ เพียงแต่มีส่งข้อความมาบ้าง คงกลัวภรรยาใหม่เขาโกรธมั้งคะ และไม่เคยส่งเงินให้ลูกสักบาท เคยบอกให้เขาโอนเงินมาใช้หนี้ที่เขาก่อบ้าง เขากลับบอกว่าไม่มี ถ้ามีจะโอนให้ เพราะช่วงนี้ลูกเขา (ลูกกะเมียน้อย) กินนมเก่งมาก นึกในใจลูกเรากินดินกินแกลบหรือไง ถึงไม่ต้องใช้เงิน
ตอนนี้เราก็ผ่านเรื่องทุกข์สุดๆ มาได้แล้วคะ มีความสุขกะลูกมากๆ แต่กะพ่อของลูกก็ยังมีประเด็นอะไรใหม่ๆ เข้ามาบ้าง แต่มันก็ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกแย่หรือเสียใจหรอก เพียงแต่บางครั้งก็รู้สึกสมเพชเวทนากับคำพูดของผู้ชายที่ไม่รู้จักรับผิดชอบ มีแต่ความเห็นแก่ตัว และความมักง่ายเท่านั้นคะ
สุดท้ายนี้ขอเป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวทุกท่านนะคะ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ขอให้ทุกคนผ่านอุปสรรคและปัญหาทุกอย่างไปได้ด้วยดีคะ ใครมีประสบการณ์อะไรดีๆ ก็แอดเฟสมาคุยกันก็ได้นะคะ ชื่อเฟส Vanjai Mazda คะ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่