(จากพระธรรมมูลปัญหาคัมภีร์ขอม)
เมื่อพระพุทธเจ้าเดินเที่ยวสัญจรเป็นตัวเป็นตนอยู่ในโลกนี้ มีพรามณห์เฒ่ผู้หนึ่งนุ่งห่มขาวเข้ามาทูลถามพระพุทธเจ้าว่า มนุษย์และพรามณห์ทั้งหลายจะจําศีลกินทานไปอย่างไร จึงจะรอดพ้นจากบาปได้
พระพุทธเจ้าตรัสว่ามาดแม้นว่าท่านทั้งหลายถึงจะทอดกฐิน ถือศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 ศีล 227 เก้าล้านเก้าพันโกฏิ ยกมือขึ้นไหว้บูชา ถวายตัวเผาเป็นเครื่องบูชา หรือภาวนาวันละ 5 ครั้ง ก็ไม่อาจจะรอดพ้นได้ ทําอย่างนี้ทุกวันก็จะได้บุญกุศลเพียงเท่าเส้นผมเด็กอ่อนที่อยู่ในท้องแม่ม าเป็นเวลาถึง 8 อสงไขยก็จะเข้าประตูเมืองสวรรค์ก็ยังไม่ได้เลย
พรามณห์เฒ่าผู้นั้นจึงทูลถามต่อไปว่าถ้าอย่างนั้นเขาทั้งหลายจะทําอย่างไรจึงจะพ้นและรอดได้ พระพุทธเจ้าจึงตรัสกับพรามณห์เฒ่านั้นว่า บาปกรรมของมนุษย์นั้นมากนักหนา หนักกว่าฟ้าหนากว่าแผ่นดินสูงกว่าหินสีมาฝังสีเหลี่ยม หนึ่งศอกทุกด้าน ปีไหนเทวดาเอาผ้ามาปัด 1 ทีจนหินนั้นหมด (หาย)ไปเมื่อไรบาปของมนุษย์จะหมดเมื่อนั้น พระพุทธเจ้าทรงเทศนาต่อไปอีกว่า ตัวเราเองได้สละราชสมบัติ ตัดสละกิเลสมาทรงเพศเป็นชี ถือว่าตนดีไม่น้อยได้ 8 อสงไขยปีปลาย แถมอีกแสนมหากัปป์นับได้ ตัดสละ 10 ชาติ ก็ไม่อาจจะรอดพ้นสักคราวนะท่านทั้งหลายเอ๋ย
พรามณห์เฒ่าผู้นั้นก็ทูลถามต่อไปอีกว่า ดังนั้นจะให้ข้าทั้งหลายทําอย่างไร พระพุทธเจ้าตรัสบอกว่าให้ท่านทั้งหลายทําทาน แสวงหาพระอีกองค์หนึ่งที่จะมาโปรดโลกช่วยท่านทั้งหลายภายหน้า พระองค์นั้นชื่อว่า พระศรีอาริยเมตตรัย แล้วพรามณห์เฒ่าผู้นั้นทูลถามว่าพระศรีอาริยเมตตรัยที่จะมาโปรดโลกภายหน้านั่นมีบุคลิกลักษณะอย่างไร พระองค์ท่านพระพุทธเจ้าตรัสว่า (ตอนนี้อ่านให้ดี) พระศรีอาริยเมตตรัยที่จะมาโปรดโลกภายหน้านั้น .....................................ที่อุ้งมือ อุ้งเท้า เป็นกงจักรมนกลม ที่สีข้างมีรอยถูกแทงเป็นแผล หน้าผากเต็มไปด้วยตําหนิ !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
พระองค์นั่นแหละจะเป็นสําเภาทองลําใหญ่จะพาท่านทั้งหลายได้ข้ามวัฏสงสารไปจนถึงสวรรค์นิพพาน (แผ่นดินสวรรค์?) อย่าประสงค์หาทางเก่า ไม่พ้นแน่ ให้ท่านเลิกทางเก่าเสีย แล้วจะมีดวงวิญญาณดวงใหม่ดวงหนึ่ง เท่าแสงหิ่งห้อยลงมาจากชั้นฟ้าเบื้องบนลงมาสถิตย์อยู่ในจิตใจของท่านทั้งหลาย แล้วท่านทั้งหลายจะมีชัยชนะต่อศัตรูทั้ง 4 ทิศ 8 ทิศ ใคร (ผีมารซาตานหรือวิญญาณชั่ว?) จะปองร้ายท่านไม่ได้ ถ้าท่านตายแล้วจะไม่ได้กลับเข้ามาอยู่ในโลกนี้อีกต่อไป (คือแผ่นดินสวรรค์?) ท่านที่รู้เริ่องพระเยซูคริสต์ดีทุกคนคงจะเห็นชัดว่า “พระศรีอริยเมตไตรย” ที่พระพุทธเจ้าทรงอ้างถึงนั้นจะเป็นใครไม่ได้นอกจากผู้นั้นที่ถูกอ้างถึงในพระคริสตธรรมคัมภีร์หรือพระพันธสัญญาใหม่ที่ถูกครึงที่ไม้กางเขน ตำหนิบนหน้าผากนั้นเกิดจากมงกุฏหนามที่ทหารโรมันยัดเยียดลงไปและกล่าวล้อเลียนว่าเป็นมงกุฏสำหรับผู้ที่อ้างตนว่าเป็นกษัตริย์ของชนชาติยิว อุ้งมืออุ้งเท้า เป็นกงจักรมนกลมก็คือรอยแผลตะปูที่ถูกทหารโรมมันตอกลงไปให้ติดยึดกับไม้กางเขนเพื่อให้พระองค์ต้องสิ้นพระชนม์ชีพ… ใครมีหูฟังได้จงฟังเถิด!
นอกจากนั้นในคำบรรยายธรรมของท่านพุทธทาสภิกขุเรื่องพระศรีอาริย์ก็เน้นว่า “ธรรมะ” ที่สำคัญที่สุดขอการครองแผ่นดินพระศรีอาริย์ก็คือ ความรักเมตตา หรือความรักผู้อื่น พระเยซูทรงตรัสสอน ในพระธรรมมัทธิว 19:19 ไว้ว่า “จงรักเพื่อนบ้าน (หมายถึงผู้อื่นนอกเหนือจากคนในครอบครัวเราเอง) เหมือนรักตนเอง”
เชิงอรรถ: พระธรรมไตรปีฎกตอนนี้ ได้รับอนุญาตคัดลอกมาจากวัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่ ผู้อนุญาตคือพระศรีวิสุทธิวงศ์ กรุงเทพฯ รับรองว่าถูกต้องกับต้นฉบับ ในหนังสือของกํานันผู้ใหญ่บ้าน ป.ท. 23 เล่มที่ 29 ได้ออกให้วันสํารวจที่ 13 ตุลาคม 2497 ซึ่งตรงกับที่ปรากฏในพระธรรมมูลปัญหาคัมภีร์ขอมที่อ้างถึงในหน้งสือ “จากตถาคตถึงเยซู (From Buddha to Jesus)” เขียนโดย สตีฟ ช็อคโกลสนตี้ หน้า 137-142.
อิสยาห์ 43:25 “เรา เราคือพระองค์นั้น ผู้ลบล้างความทรยศของเจ้าด้วยเห็นแก่เราเอง และเราจะไม่จดจำบรรดาบาปของเจ้าไว้”
ยอห์น14:6 ” พระเยซูตรัสกับเขาว่า “เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากมาทางเรา.
ที่มา ศริสต์จักรสตูล
http://satunassembly.com/2014/10/16/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A2%E0%B8%8B%E0%B8%B9%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9E/
ของจริง
"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๘๐,๐๐๐ ปี พระผู้มีพระภาคทรงพระนามว่าเมตไตรย์ จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก พระองค์เป็นอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรม เหมือนตถาคตอุบัติขึ้นแล้วในโลกในบัดนี้ เป็นอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ ไปดีแล้ว รู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรม พระผู้มีพระภาคพระนามว่าเมตไตรย์พระองค์นั้น จักทรงทำโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วยพระปัญญาอันยิ่งด้วยพระองค์เองแล้ว ทรงสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์ให้รู้ตาม เหมือนตถาคตในบัดนี้ ทำโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตถาคตเองแล้ว สอนหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์ให้รู้ตามอยู่ พระผู้มีพระภาคพระนามว่าเมตไตรย์พระองค์นั้นจักทรงแสดงธรรม งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิงเหมือนตถาคตในบัดนี้ แสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง พระผู้มีพระภาคพระนามว่าเมตไตรย์พระองค์นั้น จักทรงบริหารภิกษุสงฆ์หลายพัน เหมือนตถาคตบริหารภิกษุสงฆ์หลายร้อย ในบัดนี้ฉะนั้นฯ" จากหลักฐานจากพระไตรปิฎกเล่มที่ 11 พระสุตตันตปิฎก เล่ม 3 ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค จักกวัตติสูตร
ไม่ว่าจะเมื่อไรก็ยังมีคนอ้างอยู่เสมอ
"พระเยซูในคำพยากรณ์ของพระพุทธเจ้า" !!!!!!!!!!!!!!!!! นิยายหลอกเด็ก
เมื่อพระพุทธเจ้าเดินเที่ยวสัญจรเป็นตัวเป็นตนอยู่ในโลกนี้ มีพรามณห์เฒ่ผู้หนึ่งนุ่งห่มขาวเข้ามาทูลถามพระพุทธเจ้าว่า มนุษย์และพรามณห์ทั้งหลายจะจําศีลกินทานไปอย่างไร จึงจะรอดพ้นจากบาปได้
พระพุทธเจ้าตรัสว่ามาดแม้นว่าท่านทั้งหลายถึงจะทอดกฐิน ถือศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 ศีล 227 เก้าล้านเก้าพันโกฏิ ยกมือขึ้นไหว้บูชา ถวายตัวเผาเป็นเครื่องบูชา หรือภาวนาวันละ 5 ครั้ง ก็ไม่อาจจะรอดพ้นได้ ทําอย่างนี้ทุกวันก็จะได้บุญกุศลเพียงเท่าเส้นผมเด็กอ่อนที่อยู่ในท้องแม่ม าเป็นเวลาถึง 8 อสงไขยก็จะเข้าประตูเมืองสวรรค์ก็ยังไม่ได้เลย
พรามณห์เฒ่าผู้นั้นจึงทูลถามต่อไปว่าถ้าอย่างนั้นเขาทั้งหลายจะทําอย่างไรจึงจะพ้นและรอดได้ พระพุทธเจ้าจึงตรัสกับพรามณห์เฒ่านั้นว่า บาปกรรมของมนุษย์นั้นมากนักหนา หนักกว่าฟ้าหนากว่าแผ่นดินสูงกว่าหินสีมาฝังสีเหลี่ยม หนึ่งศอกทุกด้าน ปีไหนเทวดาเอาผ้ามาปัด 1 ทีจนหินนั้นหมด (หาย)ไปเมื่อไรบาปของมนุษย์จะหมดเมื่อนั้น พระพุทธเจ้าทรงเทศนาต่อไปอีกว่า ตัวเราเองได้สละราชสมบัติ ตัดสละกิเลสมาทรงเพศเป็นชี ถือว่าตนดีไม่น้อยได้ 8 อสงไขยปีปลาย แถมอีกแสนมหากัปป์นับได้ ตัดสละ 10 ชาติ ก็ไม่อาจจะรอดพ้นสักคราวนะท่านทั้งหลายเอ๋ย
พรามณห์เฒ่าผู้นั้นก็ทูลถามต่อไปอีกว่า ดังนั้นจะให้ข้าทั้งหลายทําอย่างไร พระพุทธเจ้าตรัสบอกว่าให้ท่านทั้งหลายทําทาน แสวงหาพระอีกองค์หนึ่งที่จะมาโปรดโลกช่วยท่านทั้งหลายภายหน้า พระองค์นั้นชื่อว่า พระศรีอาริยเมตตรัย แล้วพรามณห์เฒ่าผู้นั้นทูลถามว่าพระศรีอาริยเมตตรัยที่จะมาโปรดโลกภายหน้านั่นมีบุคลิกลักษณะอย่างไร พระองค์ท่านพระพุทธเจ้าตรัสว่า (ตอนนี้อ่านให้ดี) พระศรีอาริยเมตตรัยที่จะมาโปรดโลกภายหน้านั้น .....................................ที่อุ้งมือ อุ้งเท้า เป็นกงจักรมนกลม ที่สีข้างมีรอยถูกแทงเป็นแผล หน้าผากเต็มไปด้วยตําหนิ !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
พระองค์นั่นแหละจะเป็นสําเภาทองลําใหญ่จะพาท่านทั้งหลายได้ข้ามวัฏสงสารไปจนถึงสวรรค์นิพพาน (แผ่นดินสวรรค์?) อย่าประสงค์หาทางเก่า ไม่พ้นแน่ ให้ท่านเลิกทางเก่าเสีย แล้วจะมีดวงวิญญาณดวงใหม่ดวงหนึ่ง เท่าแสงหิ่งห้อยลงมาจากชั้นฟ้าเบื้องบนลงมาสถิตย์อยู่ในจิตใจของท่านทั้งหลาย แล้วท่านทั้งหลายจะมีชัยชนะต่อศัตรูทั้ง 4 ทิศ 8 ทิศ ใคร (ผีมารซาตานหรือวิญญาณชั่ว?) จะปองร้ายท่านไม่ได้ ถ้าท่านตายแล้วจะไม่ได้กลับเข้ามาอยู่ในโลกนี้อีกต่อไป (คือแผ่นดินสวรรค์?) ท่านที่รู้เริ่องพระเยซูคริสต์ดีทุกคนคงจะเห็นชัดว่า “พระศรีอริยเมตไตรย” ที่พระพุทธเจ้าทรงอ้างถึงนั้นจะเป็นใครไม่ได้นอกจากผู้นั้นที่ถูกอ้างถึงในพระคริสตธรรมคัมภีร์หรือพระพันธสัญญาใหม่ที่ถูกครึงที่ไม้กางเขน ตำหนิบนหน้าผากนั้นเกิดจากมงกุฏหนามที่ทหารโรมันยัดเยียดลงไปและกล่าวล้อเลียนว่าเป็นมงกุฏสำหรับผู้ที่อ้างตนว่าเป็นกษัตริย์ของชนชาติยิว อุ้งมืออุ้งเท้า เป็นกงจักรมนกลมก็คือรอยแผลตะปูที่ถูกทหารโรมมันตอกลงไปให้ติดยึดกับไม้กางเขนเพื่อให้พระองค์ต้องสิ้นพระชนม์ชีพ… ใครมีหูฟังได้จงฟังเถิด!
นอกจากนั้นในคำบรรยายธรรมของท่านพุทธทาสภิกขุเรื่องพระศรีอาริย์ก็เน้นว่า “ธรรมะ” ที่สำคัญที่สุดขอการครองแผ่นดินพระศรีอาริย์ก็คือ ความรักเมตตา หรือความรักผู้อื่น พระเยซูทรงตรัสสอน ในพระธรรมมัทธิว 19:19 ไว้ว่า “จงรักเพื่อนบ้าน (หมายถึงผู้อื่นนอกเหนือจากคนในครอบครัวเราเอง) เหมือนรักตนเอง”
เชิงอรรถ: พระธรรมไตรปีฎกตอนนี้ ได้รับอนุญาตคัดลอกมาจากวัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่ ผู้อนุญาตคือพระศรีวิสุทธิวงศ์ กรุงเทพฯ รับรองว่าถูกต้องกับต้นฉบับ ในหนังสือของกํานันผู้ใหญ่บ้าน ป.ท. 23 เล่มที่ 29 ได้ออกให้วันสํารวจที่ 13 ตุลาคม 2497 ซึ่งตรงกับที่ปรากฏในพระธรรมมูลปัญหาคัมภีร์ขอมที่อ้างถึงในหน้งสือ “จากตถาคตถึงเยซู (From Buddha to Jesus)” เขียนโดย สตีฟ ช็อคโกลสนตี้ หน้า 137-142.
อิสยาห์ 43:25 “เรา เราคือพระองค์นั้น ผู้ลบล้างความทรยศของเจ้าด้วยเห็นแก่เราเอง และเราจะไม่จดจำบรรดาบาปของเจ้าไว้”
ยอห์น14:6 ” พระเยซูตรัสกับเขาว่า “เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากมาทางเรา.
ที่มา ศริสต์จักรสตูล http://satunassembly.com/2014/10/16/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A2%E0%B8%8B%E0%B8%B9%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9E/
ของจริง
"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๘๐,๐๐๐ ปี พระผู้มีพระภาคทรงพระนามว่าเมตไตรย์ จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก พระองค์เป็นอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรม เหมือนตถาคตอุบัติขึ้นแล้วในโลกในบัดนี้ เป็นอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ ไปดีแล้ว รู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรม พระผู้มีพระภาคพระนามว่าเมตไตรย์พระองค์นั้น จักทรงทำโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วยพระปัญญาอันยิ่งด้วยพระองค์เองแล้ว ทรงสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์ให้รู้ตาม เหมือนตถาคตในบัดนี้ ทำโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตถาคตเองแล้ว สอนหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์ให้รู้ตามอยู่ พระผู้มีพระภาคพระนามว่าเมตไตรย์พระองค์นั้นจักทรงแสดงธรรม งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิงเหมือนตถาคตในบัดนี้ แสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง พระผู้มีพระภาคพระนามว่าเมตไตรย์พระองค์นั้น จักทรงบริหารภิกษุสงฆ์หลายพัน เหมือนตถาคตบริหารภิกษุสงฆ์หลายร้อย ในบัดนี้ฉะนั้นฯ" จากหลักฐานจากพระไตรปิฎกเล่มที่ 11 พระสุตตันตปิฎก เล่ม 3 ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค จักกวัตติสูตร
ไม่ว่าจะเมื่อไรก็ยังมีคนอ้างอยู่เสมอ