โจนาธาน เฮด ผู้สื่อข่าวบีบีซีภาคภาษาอังกฤษ รายงานว่า เมื่อปีที่แล้วที่เมืองไทย มีข่าวใหญ่เรื่องทารกชายที่เกิดจากการอุ้มบุญให้คู่สมรสต่างชาติชาว ออสเตรเลีย น้องแกมที่ป่วยเป็นดาวน์ซินโดรมถูกทิ้งไว้ที่เมืองไทย แต่ว่าสามีภรรยาที่เป็นคู่สัญญาอุ้มบุญได้นำฝาแฝดหญิงกลับไปออสเตรเลีย
ช่วงนั้น ทางการพบว่ามีทารก 12 ราย ที่อพาร์ทเมนต์แห่งหนึ่งพร้อมกับพี่เลี้ยง ทารกทั้งหมดมีบิดาเป็นคนญี่ปุ่นคนเดียวกัน โจนาธาน เฮดรายงานว่า ว่ากันว่าก่อนหน้านี้ มีเด็กที่เกิดจากการอุ้มบุญหลายคน ถูกนำตัวออกนอกประเทศไทยไปแล้ว
ทุกวันนี้แกมมี ได้สัญชาติออสเตรเลียแล้ว แต่ยังคงอยู่กับ น.ส. ภัทรมน จันทร์บัว แม่อุ้มบุญ และเป็นเด็กที่ครอบครัวของแม่อุ้มบุญเลี้ยงดูด้วยความรักใคร่ น.ส. ภัทรมนบอกผู้สื่อข่าวว่าเธอไม่เสียใจเรื่องการอุ้มบุญและไม่ต้องด่าว่าใคร ทั้งนั้นและการได้แกมมีมาเป็นลูกเป็นเรื่องที่สวรรค์ประทานให้
ตอนนี้หน่วยงานจิตอาสาของออสเตรเลีย ซื้อบ้านที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมให้น.ส. ภัทรมนอยู่กับลูก นอกจากนั้น ยังมอบค่าใช้จ่ายประจำเดือนให้ด้วย
ส่วนกรณีชายญี่ปุ่นนั้น นายมิตซูโตกิ ชิเกตะ ชายที่เป็นพ่อของทารกอุ้มบุญ 12 รายนั้น ยังคงพยายามเดินเรื่องต่อศาลเพื่อรับเด็กเป็นลูก ขณะนี้เด็กยังอยู่ที่สถานสงเคราะห์เด็กอ่อน เมื่อเดือนที่แล้วศาลอนุมัติให้เขารับเด็กเป็นลูกได้แค่ 3 คน ทั้ง ๆ ที่ยังมีความเคลือบแคลงสงสัยในเจตนาที่แท้จริงที่เขาต้องการมีลูกหลายคน
เมื่อวาน (20 ก.พ.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ผ่านร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดย อาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ ซึ่งหวังกันว่าจะเป็นการปิดช่องทางการทำธุรกิจอุ้มบุญ สาระสำคัญของร่างพ.ร.บ. ดังกล่าวคือห้ามหญิงไทยอุ้มบุญให้คนต่างชาติ ส่วนคู่สามีภรรยาไทยยังคงสามารถหาหญิงไทยมาอุ้มบุญให้ได้ แต่ต้องไม่ใช่ผ่านช่องทางบริษัทรับอุ้มบุญ
ผู้สื่อข่าวบอกว่าธุรกิจอุ้มบุญพุ่งเป้าไปที่หญิงไทยที่มีฐานะยากจน ที่อาจเห็นว่าการอุ้มบุญเป็นเวลา 9 เดือน เป็นช่องทางทำเงินได้ดี และ น.ส. ภัทรมน เป็นคนหนึ่งที่ตกอยู่ในสถานะดังกล่าว แต่เธอบอกว่าไม่คิดจะทำแบบนั้นอีก
แดง ทำงานที่โรงงานแห่งหนึ่งนอกกรุงเทพ เป็นอีกคนหนึ่งที่รับอุ้มบุญ เธอเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวในวัย 30 เธอรับอุ้มบุญทารกแฝดให้กับนายชิเกตะ หรืออีกนัยหนึ่งให้กับบริษัทรับอุ้มบุญที่ทำงานให้กับนายชิเกตะ เธอยอมรับว่าตอนที่ต้องส่งมอบเด็กนั้น เธอทำใจได้ยาก เธอเล่าว่าเธออุ้มท้องมา 9 เดือนและรักแฝดทั้งสองมาก แต่เธอก็ต้องทำตามสัญญา เธอบอกว่า “จะทำอีก ใคร ๆ ก็อยากทำ เพราะเงินดี” เธอเล่าว่าเงินค่าอุ้มบุญมีราคาเท่ากับ เงินเดือนของเธอ 10 ปี
(ติดตามตอนสอง เรื่องราวของหญิงอุ้มบุญที่มีประสบการณ์ในทางลบกับการเป็นแม่อุ้มบุญ รวมทั้งบริษัทอุ้มบุญแห่งหนึ่งที่เคยตั้งอยู่ที่เมืองไทย)
ทำไมประเทศไทยถึงออกกฎหมายห้ามหญิงไทยอุ้มบุญให้คู่สมรสต่างชาติ
(ตอนสอง)
มีผู้หญิงหลายคนที่มีประสบการณ์ที่ไม่ดีเกี่ยวกับการอุ้มบุญ เมื่อ 4 ปีก่อน ตำรวจไทยตรวจพบว่ามีผู้หญิงเวียดนาม 15 คน ถูกรับจ้างอุ้มบุญ มี 7 คน กำลังตั้งครรภ์ พวกเธอบอกว่าถูกหลอกมา โดยผู้ว่าจ้างบอกว่าจะจ่ายเงินให้อย่างงาม มีสองคนถูกข่มขืน ผู้สื่อข่าวบอกว่าบริษัทจากไต้หวันที่มีชื่อว่า เบบี้ 101 ถูกกล่าวหาเป็นผู้จ้างวาน แต่ตำรวจยังไม่ตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการ และแพทย์ที่รับทำอุ้มบุญและทำคลอดยังคงทำงานอยู่ในโรงพยาบาลที่มีชื่อแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ
โจนาธาน เฮด ยังรายงานด้วยว่าอุ้มบุญเป็นธุรกิจที่ทำกำไรได้ดีและการควบคุมดูแลทางกฎหมายยังมีช่องโหว่ ซึ่งไม่ต่างไปจากธุรกิจในอุตสาหกรรมทางการแพทย์อีกหลายเรื่องในไทย
สำหรับคู่สามีภรรยาที่ไม่มีลูกและต้องการมีลูก การหาหญิงมาเป็นแม่อุ้มบุญเป็นวิธีการที่รวดเร็วและมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำ ไม่ต้องผ่านวิธีการที่ยุ่งยากทางกฎหมาย คนส่วนใหญ่อาจต้องการให้มีการดูแลหญิงที่อุ้มบุญให้ลูกของตนอย่างดี แต่ในทางปฏิบัติ ไม่ได้เป็นแบบที่หวังเสมอไป
ที่ศูนย์พักพิงสตรีแห่งหนึ่ง ชานกรุงเทพฯ มีหญิงสามคน เล่าประสบการณ์การอุ้มบุญให้กับผู้สื่อข่าวฟังโดยใส่หน้ากากปิดหน้าตาไว้ แต่ละคนมีท่าทางหวาดหวั่น
คนหนึ่งมีชื่อสมมุติว่า น้ำพัน สามีของเธออยู่กับเธอด้วย ก่อนหน้านี้เขาเชื่อมาตลอดว่าเด็กที่อยู่ในท้องเป็นลูกของเขา แต่สามีของเธอถูกตำรวจหลายนายข่มขู่ โดยตำรวจยืนยันว่าภรรยาของเขาได้ลงนามรับอุ้มบุญให้กับชายชาวจีนคนหนึ่งและเธอต้องเดินทางไปต่างประเทศเพื่อคลอดลูก ทั้งสองจึงต้องหนีออกมาจากบ้านและมาพักที่ศูนย์พักพิง รวมทั้งหญิงที่รับอุ้มบุญอีกคน
น้ำพันบอกว่าเธอกลัวคนจากบริษัทที่รับอุ้มบุญ นอกจากนั้นพวกเขายังบอกให้เธอเดินทางออกไปจากไทย ก่อนที่จะมีการกวาดล้างธุรกิจอุ้มบุญ ต่อมาเธอเปลี่ยนใจและไม่ต้องการทำตามสัญญาจ้าง เธอต้องการเก็บเด็กเอาไว้ แม้ว่าเด็กจะไม่มีความเกี่ยวพันกันทางพันธุกรรมกับเธอก็ตาม เธอนำหนังสือสัญญามาให้ผู้สื่อข่าวดู ซึ่งในใบสัญญาระบุชื่อบริษัทว่า ไอวีเอฟ ซันไรส์ ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงลอนดอน เว็บไซต์ของบริษัทนี้ระบุว่ามีสำนักงานที่กรุงเทพฯ ด้วย แต่ผู้สื่อข่าวเคยไปที่สำนักงานที่กรุงเทพฯ เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว กลับไม่มีตัวตนของบริษัทแถมไม่มีใครรู้จักชื่อด้วย
ไอวีเอฟ ซันไรส์ จดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดชอบ มีที่อยู่ในการติดต่อทางจดหมายอยู่ที่กรุงลอนดอน แต่มีหุ้นส่วนที่ประเทศเบลีซและเซเชลส์ พนักงานของบริษัทตอบอีเมล์ที่บีบีซีส่งไป โดยบอกว่าตอนนี้บริษัทตั้งอยู่ในประเทศเนปาล แต่ก่อนหน้านี้เคยอยู่ที่ประเทศไทยมาก่อน แต่ในอีเมล์ไม่ได้ตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องน้ำพัน
ผู้สื่อข่าวบอกว่าก่อนหน้านี้ธุรกิจอุ้มบุญในไทยเป็นธุรกิจในมุมมืด แต่ตอนนี้ทางการทำให้เป็นเรื่องที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ก็มีฝ่ายที่เกรงว่า หากมีการเสนอเงินเพิ่มขึ้นให้กับหญิงอุ้มบุญ ก็จะยิ่งผลักให้ธุรกิจนี้เป็นธุรกิจใต้ดินมากยิ่งขึ้น
ศ. นพ. สมศักดิ์ โล่ห์เลขา จากแพทยสภาบอกผู้สื่อข่าวว่า “ประเทศไทยไม่มีการบังคับใช้กฎหมาย เหมือนกับเรื่องเหล้าหรือขับรถ เรามีกฎหมาย แต่ไม่เคยมีการบังคับใช้ และนี่เป็นจุดอ่อนของประเทศไทย”
ที่มา BBC ไทย
ทำไมประเทศไทยถึงออกกฎหมายห้ามหญิงไทยอุ้มบุญให้คู่สมรสต่างชาติ (ตอนแรก)
ช่วงนั้น ทางการพบว่ามีทารก 12 ราย ที่อพาร์ทเมนต์แห่งหนึ่งพร้อมกับพี่เลี้ยง ทารกทั้งหมดมีบิดาเป็นคนญี่ปุ่นคนเดียวกัน โจนาธาน เฮดรายงานว่า ว่ากันว่าก่อนหน้านี้ มีเด็กที่เกิดจากการอุ้มบุญหลายคน ถูกนำตัวออกนอกประเทศไทยไปแล้ว
ทุกวันนี้แกมมี ได้สัญชาติออสเตรเลียแล้ว แต่ยังคงอยู่กับ น.ส. ภัทรมน จันทร์บัว แม่อุ้มบุญ และเป็นเด็กที่ครอบครัวของแม่อุ้มบุญเลี้ยงดูด้วยความรักใคร่ น.ส. ภัทรมนบอกผู้สื่อข่าวว่าเธอไม่เสียใจเรื่องการอุ้มบุญและไม่ต้องด่าว่าใคร ทั้งนั้นและการได้แกมมีมาเป็นลูกเป็นเรื่องที่สวรรค์ประทานให้
ตอนนี้หน่วยงานจิตอาสาของออสเตรเลีย ซื้อบ้านที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมให้น.ส. ภัทรมนอยู่กับลูก นอกจากนั้น ยังมอบค่าใช้จ่ายประจำเดือนให้ด้วย
ส่วนกรณีชายญี่ปุ่นนั้น นายมิตซูโตกิ ชิเกตะ ชายที่เป็นพ่อของทารกอุ้มบุญ 12 รายนั้น ยังคงพยายามเดินเรื่องต่อศาลเพื่อรับเด็กเป็นลูก ขณะนี้เด็กยังอยู่ที่สถานสงเคราะห์เด็กอ่อน เมื่อเดือนที่แล้วศาลอนุมัติให้เขารับเด็กเป็นลูกได้แค่ 3 คน ทั้ง ๆ ที่ยังมีความเคลือบแคลงสงสัยในเจตนาที่แท้จริงที่เขาต้องการมีลูกหลายคน
เมื่อวาน (20 ก.พ.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ผ่านร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดย อาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ ซึ่งหวังกันว่าจะเป็นการปิดช่องทางการทำธุรกิจอุ้มบุญ สาระสำคัญของร่างพ.ร.บ. ดังกล่าวคือห้ามหญิงไทยอุ้มบุญให้คนต่างชาติ ส่วนคู่สามีภรรยาไทยยังคงสามารถหาหญิงไทยมาอุ้มบุญให้ได้ แต่ต้องไม่ใช่ผ่านช่องทางบริษัทรับอุ้มบุญ
ผู้สื่อข่าวบอกว่าธุรกิจอุ้มบุญพุ่งเป้าไปที่หญิงไทยที่มีฐานะยากจน ที่อาจเห็นว่าการอุ้มบุญเป็นเวลา 9 เดือน เป็นช่องทางทำเงินได้ดี และ น.ส. ภัทรมน เป็นคนหนึ่งที่ตกอยู่ในสถานะดังกล่าว แต่เธอบอกว่าไม่คิดจะทำแบบนั้นอีก
แดง ทำงานที่โรงงานแห่งหนึ่งนอกกรุงเทพ เป็นอีกคนหนึ่งที่รับอุ้มบุญ เธอเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวในวัย 30 เธอรับอุ้มบุญทารกแฝดให้กับนายชิเกตะ หรืออีกนัยหนึ่งให้กับบริษัทรับอุ้มบุญที่ทำงานให้กับนายชิเกตะ เธอยอมรับว่าตอนที่ต้องส่งมอบเด็กนั้น เธอทำใจได้ยาก เธอเล่าว่าเธออุ้มท้องมา 9 เดือนและรักแฝดทั้งสองมาก แต่เธอก็ต้องทำตามสัญญา เธอบอกว่า “จะทำอีก ใคร ๆ ก็อยากทำ เพราะเงินดี” เธอเล่าว่าเงินค่าอุ้มบุญมีราคาเท่ากับ เงินเดือนของเธอ 10 ปี
(ติดตามตอนสอง เรื่องราวของหญิงอุ้มบุญที่มีประสบการณ์ในทางลบกับการเป็นแม่อุ้มบุญ รวมทั้งบริษัทอุ้มบุญแห่งหนึ่งที่เคยตั้งอยู่ที่เมืองไทย)
ทำไมประเทศไทยถึงออกกฎหมายห้ามหญิงไทยอุ้มบุญให้คู่สมรสต่างชาติ
(ตอนสอง)
มีผู้หญิงหลายคนที่มีประสบการณ์ที่ไม่ดีเกี่ยวกับการอุ้มบุญ เมื่อ 4 ปีก่อน ตำรวจไทยตรวจพบว่ามีผู้หญิงเวียดนาม 15 คน ถูกรับจ้างอุ้มบุญ มี 7 คน กำลังตั้งครรภ์ พวกเธอบอกว่าถูกหลอกมา โดยผู้ว่าจ้างบอกว่าจะจ่ายเงินให้อย่างงาม มีสองคนถูกข่มขืน ผู้สื่อข่าวบอกว่าบริษัทจากไต้หวันที่มีชื่อว่า เบบี้ 101 ถูกกล่าวหาเป็นผู้จ้างวาน แต่ตำรวจยังไม่ตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการ และแพทย์ที่รับทำอุ้มบุญและทำคลอดยังคงทำงานอยู่ในโรงพยาบาลที่มีชื่อแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ
โจนาธาน เฮด ยังรายงานด้วยว่าอุ้มบุญเป็นธุรกิจที่ทำกำไรได้ดีและการควบคุมดูแลทางกฎหมายยังมีช่องโหว่ ซึ่งไม่ต่างไปจากธุรกิจในอุตสาหกรรมทางการแพทย์อีกหลายเรื่องในไทย
สำหรับคู่สามีภรรยาที่ไม่มีลูกและต้องการมีลูก การหาหญิงมาเป็นแม่อุ้มบุญเป็นวิธีการที่รวดเร็วและมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำ ไม่ต้องผ่านวิธีการที่ยุ่งยากทางกฎหมาย คนส่วนใหญ่อาจต้องการให้มีการดูแลหญิงที่อุ้มบุญให้ลูกของตนอย่างดี แต่ในทางปฏิบัติ ไม่ได้เป็นแบบที่หวังเสมอไป
ที่ศูนย์พักพิงสตรีแห่งหนึ่ง ชานกรุงเทพฯ มีหญิงสามคน เล่าประสบการณ์การอุ้มบุญให้กับผู้สื่อข่าวฟังโดยใส่หน้ากากปิดหน้าตาไว้ แต่ละคนมีท่าทางหวาดหวั่น
คนหนึ่งมีชื่อสมมุติว่า น้ำพัน สามีของเธออยู่กับเธอด้วย ก่อนหน้านี้เขาเชื่อมาตลอดว่าเด็กที่อยู่ในท้องเป็นลูกของเขา แต่สามีของเธอถูกตำรวจหลายนายข่มขู่ โดยตำรวจยืนยันว่าภรรยาของเขาได้ลงนามรับอุ้มบุญให้กับชายชาวจีนคนหนึ่งและเธอต้องเดินทางไปต่างประเทศเพื่อคลอดลูก ทั้งสองจึงต้องหนีออกมาจากบ้านและมาพักที่ศูนย์พักพิง รวมทั้งหญิงที่รับอุ้มบุญอีกคน
น้ำพันบอกว่าเธอกลัวคนจากบริษัทที่รับอุ้มบุญ นอกจากนั้นพวกเขายังบอกให้เธอเดินทางออกไปจากไทย ก่อนที่จะมีการกวาดล้างธุรกิจอุ้มบุญ ต่อมาเธอเปลี่ยนใจและไม่ต้องการทำตามสัญญาจ้าง เธอต้องการเก็บเด็กเอาไว้ แม้ว่าเด็กจะไม่มีความเกี่ยวพันกันทางพันธุกรรมกับเธอก็ตาม เธอนำหนังสือสัญญามาให้ผู้สื่อข่าวดู ซึ่งในใบสัญญาระบุชื่อบริษัทว่า ไอวีเอฟ ซันไรส์ ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงลอนดอน เว็บไซต์ของบริษัทนี้ระบุว่ามีสำนักงานที่กรุงเทพฯ ด้วย แต่ผู้สื่อข่าวเคยไปที่สำนักงานที่กรุงเทพฯ เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว กลับไม่มีตัวตนของบริษัทแถมไม่มีใครรู้จักชื่อด้วย
ไอวีเอฟ ซันไรส์ จดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดชอบ มีที่อยู่ในการติดต่อทางจดหมายอยู่ที่กรุงลอนดอน แต่มีหุ้นส่วนที่ประเทศเบลีซและเซเชลส์ พนักงานของบริษัทตอบอีเมล์ที่บีบีซีส่งไป โดยบอกว่าตอนนี้บริษัทตั้งอยู่ในประเทศเนปาล แต่ก่อนหน้านี้เคยอยู่ที่ประเทศไทยมาก่อน แต่ในอีเมล์ไม่ได้ตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องน้ำพัน
ผู้สื่อข่าวบอกว่าก่อนหน้านี้ธุรกิจอุ้มบุญในไทยเป็นธุรกิจในมุมมืด แต่ตอนนี้ทางการทำให้เป็นเรื่องที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ก็มีฝ่ายที่เกรงว่า หากมีการเสนอเงินเพิ่มขึ้นให้กับหญิงอุ้มบุญ ก็จะยิ่งผลักให้ธุรกิจนี้เป็นธุรกิจใต้ดินมากยิ่งขึ้น
ศ. นพ. สมศักดิ์ โล่ห์เลขา จากแพทยสภาบอกผู้สื่อข่าวว่า “ประเทศไทยไม่มีการบังคับใช้กฎหมาย เหมือนกับเรื่องเหล้าหรือขับรถ เรามีกฎหมาย แต่ไม่เคยมีการบังคับใช้ และนี่เป็นจุดอ่อนของประเทศไทย”
ที่มา BBC ไทย