
ฟิลลิป ฟิชเชอร์ เป็นผู้จุดประกายให้วิถีทาง “การลงทุนแบบเน้นการเติบโต” และเป็นหนึ่งในสองบุคคลที่ “วอร์เรน บัฟเฟตต์” นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลกยุคปัจจุบัน ยึดเป็นแบบอย่างในการลงทุน อีกคนหนึ่งที่บัฟเฟตต์ยึดถือเป็นแม่แบบก็คือ “เบนจามิน เกรแฮม”
ฟิชเชอร์มีใจรักในการลงทุนมาต้ังแต่เด็ก ชอบฟังญาติผู้ใหญ่คุยกันเรื่องหุ้น เมื่อโตขึ้น เขาได้เข้าศึกษาที่คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด โดยในหลักสูตรที่เรียน อาจารย์ผู้สอนจะพานักศึกษาไปเยี่ยมชมกิจการของบริษัทต่างๆ ทุกสัปดาห์ ทำให้เขาพัฒนาความคิดในการวิเคราะห์ธุรกิจขึ้นมานับตั้งแต่นั้น
เมื่อเรียนจบแล้ว ฟิชเชอร์ได้ไปทำงานธนาคารอยู่หลายปี และสั่งสมความรู้ด้านการลงทุนเพิ่มเติม ก่อนจะออกมาตั้งบริษัทจัดการกองทุนของตัวเอง ชื่อ “ฟิชเชอร์ แอนด์ โค” (Fisher & Co.)
“การลงทุนแบบเน้นการเติบโต” (Growth Investment) ตามหลักของฟิชเชอร์นั้น หมายถึงการเข้าไปลงทุนในหุ้นของบริษัทที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง ที่จริงแล้ว ต้องถือว่าการลงทุนประเภทนี้ แยกไม่ออกจาก “การลงทุนแบบเน้นคุณค่า” (Value Investment) เพราะทั้งสองวิธีล้วนต้องศึกษามูลค่าพื้นฐานของกิจการให้ถ่องแท้ก่อนจะเข้าไปลงทุน
ประเด็นสำคัญที่สุดที่เป็นลักษณะเฉพาะตัวของฟิชเชอร์ก็คือ เขาให้ความสำคัญกับ “ปัจจัยเชิงคุณภาพ” สูงมาก ซึ่งหมายถึงการวิเคราะห์คุณลักษณะของบริษัทในแง่ที่ไม่เกี่ยวกับตัวเลข เช่น การตลาด การขาย ความสามารถและจริยธรรมของผู้บริหาร ความได้เปรียบในการแข่งขัน การวิจัยและพัฒนา (R&D) หรือแม้แต่แบรนด์และเฟรนไชส์ของบริษัท ฯลฯ
ฟิชเชอร์มองว่า บริษัทที่น่าลงทุน ต้องไม่เพียงผลิตสินค้าที่ดีมีคุณภาพ แต่ต้องเข้าใจถึงความต้องการของผู้บริโภค และการจะทำเช่นนั้นได้ ก็ต้องมี “การตลาด” ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งตัวฟิชเชอร์เองก็อาจถือได้ว่าเป็น “นักการตลาด” ที่ยอดเยี่ยมและมีสายตาอันเฉียบคมคนหนึ่ง
วิธีค้นคว้าหาข้อมูลของธุรกิจที่ฟิชเชอร์ใช้และเป็นที่รู้จักกันดีก็คือ เทคนิค “การล้วงลึก” (Scuttlebutt) โดยใช้การสัมภาษณ์แบบเชิงลึกเป็นหลัก อาทิ ไปสัมภาษณ์ผู้บริหาร สัมภาษณ์อดีตพนักงานของบริษัท ตลอดจนสัมภาษณ์พนักงานของบริษัทคู่แข่ง ฯลฯ แล้วเอาข้อมูลมาประมวลผลเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน
ที่สำคัญก็คือ ฟิชเชอร์แนะให้ “มุ่งเน้น” (Focus) คือให้ลงทุนในบริษัทที่ “ดีที่สุด” จำนวน “น้อยบริษัท” แทนที่จะลงทุนในบริษัทที่ “ดีปานกลาง” จำนวนมากมายหลายบริษัท
เขาเชื่อว่ายิ่งกระจายการลงทุนมากเท่าไร ก็ยิ่งทำให้เรามีเวลาสำหรับบริษัทแต่ละบริษัทที่เข้าไปลงทุนน้อยลงเท่านั้น อีกทั้งยังทำให้ผลตอบแทนโดยรวมลดลง เพราะถูกถัวเฉลี่ยไปในหุ้นหลายตัว
การมุ่งเน้น ถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของฟิชเชอร์ที่แตกต่างจาก เบน เกรแฮม โดยสิ้นเชิง เขาย้ำว่า นักลงทุนควรเลือกลงทุนเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ตนเองมีความชำนาญ
ที่สำคัญก็คือ ฟิชเชอร์บอกไว้ในหนังสือ “Common Stocks and Uncommon Profits” ที่เขาเขียนว่า …
เมื่อตัดสินใจลงทุนในบริษัทใดแล้ว ก็ควรถือหุ้นไว้ตลอดไปโดยไม่จำเป็นต้องขาย เว้นเสียแต่จะพบทีหลังว่าตัวเองวิเคราะห์ผิดพลาด หรือปัจจัยพื้นฐานของบริษัทเปลี่ยนแปลงไป
สำหรับฟิชเชอร์ เขาถนัดในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเป็นพิเศษ ตรงกันข้ามกับบัฟเฟตต์ที่ไม่ยอมข้องเกี่ยวกับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเลย สุดยอดการลงทุนครั้งหนึ่งของฟิชเชอร์ คือการเข้าไปซื้อบริษัทเทคโนโลยีนอกสายตาที่ชื่อว่า “โมโตโรล่า” (Motorola) และบริษัทนี้ก็กลายเป็นบริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ที่เรารู้จักกันดีในทุกวันนี้
บางคนเข้าใจผิดคิดว่าการลงทุนแบบเน้นการเติบโตไม่สนใจ “ราคาหุ้น” ขอเพียงเป็นกิจการพื้นฐานดีที่กำลังโตก็เข้าไปซื้อได้ ซึ่งไม่ถูกต้อง ที่จริงแล้ว ฟิชเชอร์ เน้นเสมอว่า ราคาของ “หุ้นเติบโต” (Growth Stock)ที่จะเข้าไปลงทุนนั้น ต้องเป็น “ราคาเหมาะสม” (Fair Price) แต่ไม่จำกัดว่าต้องเป็นเท่าไร เขาจึงเคยซื้อหุ้นของบริษัท ณ ราคาซึ่งพีอีเกิน 30 เท่ามาแล้ว
แม้บัฟเฟตต์จะบอกว่า ตัวเขาเป็นส่วนผสมของ “เกรแฮม 85 เปอร์เซ็นต์ และฟิชเชอร์ 15 เปอร์เซ็นต์” แต่หลายคนมองว่า อัตราส่วนนั้นน่าจะกลับกัน เพราะบัฟเฟตต์ลงทุนเหมือนฟิชเชอร์ยิ่งกว่าเกรแฮมเสียอีก
ไม่ว่าเราจะเรียกฟิชเชอร์ว่า “นักลงทุนแบบเน้นการเติบโต” (Growth Investor) หรือ “นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า” (Value Investor) ก็ตาม แต่วิธีลงทุนของเขาก็ถือเป็นแบบอย่างที่วีไอทุกคนควรเรียนรู้และปฏิบัติตาม หากมิได้ต้องการแค่ “ขจัดความเสี่ยง” แต่ “หวังผลเลิศ” และ “ขุมทรัพย์มหาศาล” จากการลงทุน
ฟิลลิป ฟิชเชอร์ (1907-2004) “ผู้จุดประกายให้การลงทุนแบบเน้นการเติบโต”
หลักการเลือกบริษัทที่จะลงทุนของ ฟิชเชอร์:
1. ต้องมีข้อมูล คือหาข้อมูลจากทุกที่เช่นหนังสือพิมพ์ รายงานบริษัท จากวารสารต่างๆ ตลอดจนคุยกับผู้บริหาร, พนักงานและผุ้เกี่ยวข้องในธุรกิจ และเข้าเยี่ยมชมกิจการของธุรกิจนั้นๆ ทั้งที่สำนักงานใหญ่และสาขาย่อยเล็กๆ น้อยๆ ต่างๆ
2. ต้องมีเหตุผลเพียงพอในการเข้าซื้อ นั่นคือถามตัวเองดังต่อไปนี้:
2.1) สินค้าและบริการของบริษัทมีศักยภาพที่ดีในตลาดหรือไม่ คือจะอยู่รอดและเติบโตได้ดีเพียงใด
2.2) บริษัทมีแผนการในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่หรือไม่ ทั้งนี้ หมายความว่าสินค้าหรือผลิตภัณฑ์เก่าจะต้องยังคงอยู่ในตลาดได้ (มือเก่าหัดขับ: คือเป็นการเติบโต ไม่ใช่การทดแทนหรือ Replace เพราะนั่นหมายถึงว่าการเติบโตไม่ได้ดีนัก หรือเป็นการทำเพื่ออยู่รอดเท่านั้นเอง)
2.3) มีการวิจัยพัฒนามากน้อยเพียงใด (มือเก่าหัดขับ: ข้อนี้ต้องพิจารณาให้ดีด้วย เนื่องจากหากเป็นการพัฒนาเพียงเพื่อการลดค่าใช้จ่ายเพื่อการอยู่รอด เนื่องจากธุรกิจมีการแข่งขันสูงมาก อาจจะกลายเป็นผลลบเนื่องจากกลายเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมากได้)
2.4) กำไรขั้นต้นเป็นอย่างไร (มือเก่าหัดขับ: ข้อนี้สะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างของค่าใช้จ่ายกับรายได้ หากกำไรขั้นต้นต่ำ ทั้งที่ยอดขายสูง แสดงว่า Fix Cost ค่อนข้างสูง หากยอดขายตกลงเพียงเล็กน้อย อาจจะทำให้บริษัทถึงกับขาดทุนได้)
2.5) ความสามารถของหน่วยงานขายเป็นเช่นไร
2.6) ความสามารถในการรักษาหรือเพิ่มกำไรขั้นต้นให้สูงขึ้น (มือเก่าหัดขับ: บริษัทสามารถเพิ่มกำไรขั้นต้นได้หลายวิธี ที่เห็นได้ชัดคือด้วยการลดค่าใช้จ่าย อาจจะเป็นด้วยการพัฒนากระบวนการผลิตใหม่ๆ หรืออาจจะด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ล้ำสมัยไร้คู่แข่ง ทำให้สามารถตั้งราคาได้ตามต้องการ เป็นต้น)
2.7) มีปัญหากับแรงงานภายในหรือไม่ (มือเก่าหัดขับ: เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญโดยเฉพาะกับบริษัทที่ต้องการพนักงานเจ้าหน้าที่ที่มีความสามารถเฉพาะทางและหาได้ยาก เช่นนักบิน, วิศวกรผู้ออกแบบหรือวิจัยสิ่งต่างๆ หากพนักงานเหล่านี้มีปัญหากับบริษัท จะทำให้เกิดปัญหาใหญ่ได้ ดังที่เราเคยได้เห็นนักบินของบางสายการบินประท้วงไม่ยอมบิน ทำให้เที่ยวบินต่างๆต้องหยุดชะงักลง เป็นต้น)
2.8) มีการขัดแย้งกันเองในหน่วยงานบริหารหรือไม่
2.9) การจัดการของบริษัทซับซ้อนหรือไม่
2.10) การจัดการทางด้านบัญชี การควบคุมรายจ่าย, ต้นทุน ดีเพียงใด
2.11) บริษัทความสามารถในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีความแตกต่างจากคูแข่งได้เพียงใด (มือเก่าหัดขับ: อันนี้เป็นเรื่องสำคัญ บริษัทที่มีผลิตภัณฑ์ "เหมือนๆ กัน" กับคนอื่นจนทำให้ผู้ใช้สามารถเลือกยี่ห้อไหนก็ได้ ผู้บริโภคหรือลูกค้าก็จะเลือกเฉพาะจากผู้ที่เสนอราคาต่ำที่สุดให้ ทำให้เกิดการแข่งขันเพียงด้านราคา สุดท้ายก็มีกำไรน้อยลงทั้งหลายๆ ฝ่าย ลูกค้าเป็นผู้ได้รับประโยชน์เพียงผู้เดียว)
2.12) ทัศนะของการทำกำไรของบริษัทเป็นอย่างไร
2.13) มีศักยภาพในการหาเงินทุนเพื่อมาทำงานเพิ่มเติม (หากมี) โดยไม่รบกวนผู้ถือหุ้นเดิม หรือรบกวนให้น้อยที่สุดอย่างไร
2.14) ความจริงใจของผู้บริหารต่อผู้ถือหุ้น คือในยามที่สถานการณ์เลวร้าย เช่นบริษัทประสบภาวะขาดทุน ผู้บริหารทำตัวล่องหนหายไปหรือไม่ (มือเก่าหัดขับ: อันนี้น่าคิดนะครับ สำหรับเมืองไทยคงมีให้เห็นเยอะ) ข้อสุดท้ายที่สำคัญมาก
2.15) ผู้บริหารมีความซื่อสัตย์หรือไม่ (มือเก่าหัดขับ: หลายๆ คนกล่าวไว้ว่า จะดูข้อนี้ก่อน หากเป็นคนคดโกง ยิ่งเก่งด้วยแล้ว ผู้ถือหุ้นจะยิ่งต้องรับกรรมหนัก)
แล้วเมื่อใดจะขายหุ้นออก?
แน่นอนที่เซียนอย่าง ฟิชเชอร์ ย่อมจะต้องมีหลักการในการขายหุ้นออกเมื่อเกิดเหตุการณ์ต่างๆ ขึ้น เขาใช้หลักการต่อไปนี้ในการยอมขายหุ้นออกไป:
1. ซื้อหุ้นมาแล้ว แต่... วิเคราะห์ผิดไปอย่างแรง (มือเก่าหัดขับ: อันนี้ต้องขายออกครับ รีบยอมรับความผิดพลาดแล้วขายออกไป อย่ามัวแต่หาเหตุผลเข้าข้างตัวเองอยู่)
2. พื้นฐานในความสามารถที่จะผ่านข้อกำหนดทั้ง 15 ข้อข้างบน (2.1 - 2.15) ได้เปลี่ยนไป
3. มองเห็นช่องทางที่จะนำเงินจากการขายหุ้นออกไป ไปลงทุนในบริษัทอื่นได้ดีกว่ามาก
ผมเองก็เชื่อว่า หากนักลงทุนสามารถมองหาหุ้นที่มีคุณสมบัติได้ครบทั้ง 15 ข้อข้างต้นแล้ว น่าจะต้องประสบความสำเร็จในการลงทุนอย่างแน่นอน เพียงแต่ว่าบริษัทที่มีคุณสมบัติครบดังกล่าว อาจจะ "หาทำยายาก" หน่อย เอาเป็นว่า เลือกที่สำคัญๆ ให้ได้มากที่สุด ก็น่าจะพอใช้ได้แล้วครับ
ที่มา :
http://www.thaistockvi.com/p/fisher-co.html
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ติดตามอ่านข่าวสารการลงทุน
SetLnw ประเทศไทย
http://setlnw.com/
ยำหุ้นประเทศไทย
http://yamhun.blogspot.com/
หุ้นVI ประเทศไทย
http://www.thaistockvi.com/
วอร์เรนต์ บัฟเฟตต์
http://warrenbuffettsay.blogspot.com/
ฟิลลิป ฟิชเชอร์ Philip A. Fisher “ผู้จุดประกายให้การลงทุนแบบเน้นการเติบโต”
ฟิลลิป ฟิชเชอร์ เป็นผู้จุดประกายให้วิถีทาง “การลงทุนแบบเน้นการเติบโต” และเป็นหนึ่งในสองบุคคลที่ “วอร์เรน บัฟเฟตต์” นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลกยุคปัจจุบัน ยึดเป็นแบบอย่างในการลงทุน อีกคนหนึ่งที่บัฟเฟตต์ยึดถือเป็นแม่แบบก็คือ “เบนจามิน เกรแฮม”
ฟิชเชอร์มีใจรักในการลงทุนมาต้ังแต่เด็ก ชอบฟังญาติผู้ใหญ่คุยกันเรื่องหุ้น เมื่อโตขึ้น เขาได้เข้าศึกษาที่คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด โดยในหลักสูตรที่เรียน อาจารย์ผู้สอนจะพานักศึกษาไปเยี่ยมชมกิจการของบริษัทต่างๆ ทุกสัปดาห์ ทำให้เขาพัฒนาความคิดในการวิเคราะห์ธุรกิจขึ้นมานับตั้งแต่นั้น
เมื่อเรียนจบแล้ว ฟิชเชอร์ได้ไปทำงานธนาคารอยู่หลายปี และสั่งสมความรู้ด้านการลงทุนเพิ่มเติม ก่อนจะออกมาตั้งบริษัทจัดการกองทุนของตัวเอง ชื่อ “ฟิชเชอร์ แอนด์ โค” (Fisher & Co.)
“การลงทุนแบบเน้นการเติบโต” (Growth Investment) ตามหลักของฟิชเชอร์นั้น หมายถึงการเข้าไปลงทุนในหุ้นของบริษัทที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง ที่จริงแล้ว ต้องถือว่าการลงทุนประเภทนี้ แยกไม่ออกจาก “การลงทุนแบบเน้นคุณค่า” (Value Investment) เพราะทั้งสองวิธีล้วนต้องศึกษามูลค่าพื้นฐานของกิจการให้ถ่องแท้ก่อนจะเข้าไปลงทุน
ประเด็นสำคัญที่สุดที่เป็นลักษณะเฉพาะตัวของฟิชเชอร์ก็คือ เขาให้ความสำคัญกับ “ปัจจัยเชิงคุณภาพ” สูงมาก ซึ่งหมายถึงการวิเคราะห์คุณลักษณะของบริษัทในแง่ที่ไม่เกี่ยวกับตัวเลข เช่น การตลาด การขาย ความสามารถและจริยธรรมของผู้บริหาร ความได้เปรียบในการแข่งขัน การวิจัยและพัฒนา (R&D) หรือแม้แต่แบรนด์และเฟรนไชส์ของบริษัท ฯลฯ
ฟิชเชอร์มองว่า บริษัทที่น่าลงทุน ต้องไม่เพียงผลิตสินค้าที่ดีมีคุณภาพ แต่ต้องเข้าใจถึงความต้องการของผู้บริโภค และการจะทำเช่นนั้นได้ ก็ต้องมี “การตลาด” ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งตัวฟิชเชอร์เองก็อาจถือได้ว่าเป็น “นักการตลาด” ที่ยอดเยี่ยมและมีสายตาอันเฉียบคมคนหนึ่ง
วิธีค้นคว้าหาข้อมูลของธุรกิจที่ฟิชเชอร์ใช้และเป็นที่รู้จักกันดีก็คือ เทคนิค “การล้วงลึก” (Scuttlebutt) โดยใช้การสัมภาษณ์แบบเชิงลึกเป็นหลัก อาทิ ไปสัมภาษณ์ผู้บริหาร สัมภาษณ์อดีตพนักงานของบริษัท ตลอดจนสัมภาษณ์พนักงานของบริษัทคู่แข่ง ฯลฯ แล้วเอาข้อมูลมาประมวลผลเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน
ที่สำคัญก็คือ ฟิชเชอร์แนะให้ “มุ่งเน้น” (Focus) คือให้ลงทุนในบริษัทที่ “ดีที่สุด” จำนวน “น้อยบริษัท” แทนที่จะลงทุนในบริษัทที่ “ดีปานกลาง” จำนวนมากมายหลายบริษัท
เขาเชื่อว่ายิ่งกระจายการลงทุนมากเท่าไร ก็ยิ่งทำให้เรามีเวลาสำหรับบริษัทแต่ละบริษัทที่เข้าไปลงทุนน้อยลงเท่านั้น อีกทั้งยังทำให้ผลตอบแทนโดยรวมลดลง เพราะถูกถัวเฉลี่ยไปในหุ้นหลายตัว
การมุ่งเน้น ถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของฟิชเชอร์ที่แตกต่างจาก เบน เกรแฮม โดยสิ้นเชิง เขาย้ำว่า นักลงทุนควรเลือกลงทุนเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ตนเองมีความชำนาญ
ที่สำคัญก็คือ ฟิชเชอร์บอกไว้ในหนังสือ “Common Stocks and Uncommon Profits” ที่เขาเขียนว่า …
เมื่อตัดสินใจลงทุนในบริษัทใดแล้ว ก็ควรถือหุ้นไว้ตลอดไปโดยไม่จำเป็นต้องขาย เว้นเสียแต่จะพบทีหลังว่าตัวเองวิเคราะห์ผิดพลาด หรือปัจจัยพื้นฐานของบริษัทเปลี่ยนแปลงไป
สำหรับฟิชเชอร์ เขาถนัดในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเป็นพิเศษ ตรงกันข้ามกับบัฟเฟตต์ที่ไม่ยอมข้องเกี่ยวกับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเลย สุดยอดการลงทุนครั้งหนึ่งของฟิชเชอร์ คือการเข้าไปซื้อบริษัทเทคโนโลยีนอกสายตาที่ชื่อว่า “โมโตโรล่า” (Motorola) และบริษัทนี้ก็กลายเป็นบริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ที่เรารู้จักกันดีในทุกวันนี้
บางคนเข้าใจผิดคิดว่าการลงทุนแบบเน้นการเติบโตไม่สนใจ “ราคาหุ้น” ขอเพียงเป็นกิจการพื้นฐานดีที่กำลังโตก็เข้าไปซื้อได้ ซึ่งไม่ถูกต้อง ที่จริงแล้ว ฟิชเชอร์ เน้นเสมอว่า ราคาของ “หุ้นเติบโต” (Growth Stock)ที่จะเข้าไปลงทุนนั้น ต้องเป็น “ราคาเหมาะสม” (Fair Price) แต่ไม่จำกัดว่าต้องเป็นเท่าไร เขาจึงเคยซื้อหุ้นของบริษัท ณ ราคาซึ่งพีอีเกิน 30 เท่ามาแล้ว
แม้บัฟเฟตต์จะบอกว่า ตัวเขาเป็นส่วนผสมของ “เกรแฮม 85 เปอร์เซ็นต์ และฟิชเชอร์ 15 เปอร์เซ็นต์” แต่หลายคนมองว่า อัตราส่วนนั้นน่าจะกลับกัน เพราะบัฟเฟตต์ลงทุนเหมือนฟิชเชอร์ยิ่งกว่าเกรแฮมเสียอีก
ไม่ว่าเราจะเรียกฟิชเชอร์ว่า “นักลงทุนแบบเน้นการเติบโต” (Growth Investor) หรือ “นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า” (Value Investor) ก็ตาม แต่วิธีลงทุนของเขาก็ถือเป็นแบบอย่างที่วีไอทุกคนควรเรียนรู้และปฏิบัติตาม หากมิได้ต้องการแค่ “ขจัดความเสี่ยง” แต่ “หวังผลเลิศ” และ “ขุมทรัพย์มหาศาล” จากการลงทุน
ฟิลลิป ฟิชเชอร์ (1907-2004) “ผู้จุดประกายให้การลงทุนแบบเน้นการเติบโต”
หลักการเลือกบริษัทที่จะลงทุนของ ฟิชเชอร์:
1. ต้องมีข้อมูล คือหาข้อมูลจากทุกที่เช่นหนังสือพิมพ์ รายงานบริษัท จากวารสารต่างๆ ตลอดจนคุยกับผู้บริหาร, พนักงานและผุ้เกี่ยวข้องในธุรกิจ และเข้าเยี่ยมชมกิจการของธุรกิจนั้นๆ ทั้งที่สำนักงานใหญ่และสาขาย่อยเล็กๆ น้อยๆ ต่างๆ
2. ต้องมีเหตุผลเพียงพอในการเข้าซื้อ นั่นคือถามตัวเองดังต่อไปนี้:
2.1) สินค้าและบริการของบริษัทมีศักยภาพที่ดีในตลาดหรือไม่ คือจะอยู่รอดและเติบโตได้ดีเพียงใด
2.2) บริษัทมีแผนการในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่หรือไม่ ทั้งนี้ หมายความว่าสินค้าหรือผลิตภัณฑ์เก่าจะต้องยังคงอยู่ในตลาดได้ (มือเก่าหัดขับ: คือเป็นการเติบโต ไม่ใช่การทดแทนหรือ Replace เพราะนั่นหมายถึงว่าการเติบโตไม่ได้ดีนัก หรือเป็นการทำเพื่ออยู่รอดเท่านั้นเอง)
2.3) มีการวิจัยพัฒนามากน้อยเพียงใด (มือเก่าหัดขับ: ข้อนี้ต้องพิจารณาให้ดีด้วย เนื่องจากหากเป็นการพัฒนาเพียงเพื่อการลดค่าใช้จ่ายเพื่อการอยู่รอด เนื่องจากธุรกิจมีการแข่งขันสูงมาก อาจจะกลายเป็นผลลบเนื่องจากกลายเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมากได้)
2.4) กำไรขั้นต้นเป็นอย่างไร (มือเก่าหัดขับ: ข้อนี้สะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างของค่าใช้จ่ายกับรายได้ หากกำไรขั้นต้นต่ำ ทั้งที่ยอดขายสูง แสดงว่า Fix Cost ค่อนข้างสูง หากยอดขายตกลงเพียงเล็กน้อย อาจจะทำให้บริษัทถึงกับขาดทุนได้)
2.5) ความสามารถของหน่วยงานขายเป็นเช่นไร
2.6) ความสามารถในการรักษาหรือเพิ่มกำไรขั้นต้นให้สูงขึ้น (มือเก่าหัดขับ: บริษัทสามารถเพิ่มกำไรขั้นต้นได้หลายวิธี ที่เห็นได้ชัดคือด้วยการลดค่าใช้จ่าย อาจจะเป็นด้วยการพัฒนากระบวนการผลิตใหม่ๆ หรืออาจจะด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ล้ำสมัยไร้คู่แข่ง ทำให้สามารถตั้งราคาได้ตามต้องการ เป็นต้น)
2.7) มีปัญหากับแรงงานภายในหรือไม่ (มือเก่าหัดขับ: เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญโดยเฉพาะกับบริษัทที่ต้องการพนักงานเจ้าหน้าที่ที่มีความสามารถเฉพาะทางและหาได้ยาก เช่นนักบิน, วิศวกรผู้ออกแบบหรือวิจัยสิ่งต่างๆ หากพนักงานเหล่านี้มีปัญหากับบริษัท จะทำให้เกิดปัญหาใหญ่ได้ ดังที่เราเคยได้เห็นนักบินของบางสายการบินประท้วงไม่ยอมบิน ทำให้เที่ยวบินต่างๆต้องหยุดชะงักลง เป็นต้น)
2.8) มีการขัดแย้งกันเองในหน่วยงานบริหารหรือไม่
2.9) การจัดการของบริษัทซับซ้อนหรือไม่
2.10) การจัดการทางด้านบัญชี การควบคุมรายจ่าย, ต้นทุน ดีเพียงใด
2.11) บริษัทความสามารถในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีความแตกต่างจากคูแข่งได้เพียงใด (มือเก่าหัดขับ: อันนี้เป็นเรื่องสำคัญ บริษัทที่มีผลิตภัณฑ์ "เหมือนๆ กัน" กับคนอื่นจนทำให้ผู้ใช้สามารถเลือกยี่ห้อไหนก็ได้ ผู้บริโภคหรือลูกค้าก็จะเลือกเฉพาะจากผู้ที่เสนอราคาต่ำที่สุดให้ ทำให้เกิดการแข่งขันเพียงด้านราคา สุดท้ายก็มีกำไรน้อยลงทั้งหลายๆ ฝ่าย ลูกค้าเป็นผู้ได้รับประโยชน์เพียงผู้เดียว)
2.12) ทัศนะของการทำกำไรของบริษัทเป็นอย่างไร
2.13) มีศักยภาพในการหาเงินทุนเพื่อมาทำงานเพิ่มเติม (หากมี) โดยไม่รบกวนผู้ถือหุ้นเดิม หรือรบกวนให้น้อยที่สุดอย่างไร
2.14) ความจริงใจของผู้บริหารต่อผู้ถือหุ้น คือในยามที่สถานการณ์เลวร้าย เช่นบริษัทประสบภาวะขาดทุน ผู้บริหารทำตัวล่องหนหายไปหรือไม่ (มือเก่าหัดขับ: อันนี้น่าคิดนะครับ สำหรับเมืองไทยคงมีให้เห็นเยอะ) ข้อสุดท้ายที่สำคัญมาก
2.15) ผู้บริหารมีความซื่อสัตย์หรือไม่ (มือเก่าหัดขับ: หลายๆ คนกล่าวไว้ว่า จะดูข้อนี้ก่อน หากเป็นคนคดโกง ยิ่งเก่งด้วยแล้ว ผู้ถือหุ้นจะยิ่งต้องรับกรรมหนัก)
แล้วเมื่อใดจะขายหุ้นออก?
แน่นอนที่เซียนอย่าง ฟิชเชอร์ ย่อมจะต้องมีหลักการในการขายหุ้นออกเมื่อเกิดเหตุการณ์ต่างๆ ขึ้น เขาใช้หลักการต่อไปนี้ในการยอมขายหุ้นออกไป:
1. ซื้อหุ้นมาแล้ว แต่... วิเคราะห์ผิดไปอย่างแรง (มือเก่าหัดขับ: อันนี้ต้องขายออกครับ รีบยอมรับความผิดพลาดแล้วขายออกไป อย่ามัวแต่หาเหตุผลเข้าข้างตัวเองอยู่)
2. พื้นฐานในความสามารถที่จะผ่านข้อกำหนดทั้ง 15 ข้อข้างบน (2.1 - 2.15) ได้เปลี่ยนไป
3. มองเห็นช่องทางที่จะนำเงินจากการขายหุ้นออกไป ไปลงทุนในบริษัทอื่นได้ดีกว่ามาก
ผมเองก็เชื่อว่า หากนักลงทุนสามารถมองหาหุ้นที่มีคุณสมบัติได้ครบทั้ง 15 ข้อข้างต้นแล้ว น่าจะต้องประสบความสำเร็จในการลงทุนอย่างแน่นอน เพียงแต่ว่าบริษัทที่มีคุณสมบัติครบดังกล่าว อาจจะ "หาทำยายาก" หน่อย เอาเป็นว่า เลือกที่สำคัญๆ ให้ได้มากที่สุด ก็น่าจะพอใช้ได้แล้วครับ
ที่มา : http://www.thaistockvi.com/p/fisher-co.html
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ติดตามอ่านข่าวสารการลงทุน
SetLnw ประเทศไทย http://setlnw.com/
ยำหุ้นประเทศไทย http://yamhun.blogspot.com/
หุ้นVI ประเทศไทย http://www.thaistockvi.com/
วอร์เรนต์ บัฟเฟตต์ http://warrenbuffettsay.blogspot.com/