สวัสดีค่ะ จขกท.เป็นผู้หญิงคนนึง เคยผ่านการมีชีวิตคู่มาแล้ว แต่มันดันล้มเหลวซะก่อน ตอนนี้เลย Back to single เป็นที่เรียบร้อยค่ะ ผ่านความผิดหวัง ความเสียใจมานานับประการ และความเสียใจทุกชนิด จนกลับมาเป็นผู้หญิงที่มีความสุข และสามารถเปิดใจรับใครได้อีกครั้งหนึ่ง... แต่กว่าจะมีวันนี้ เราก็ผ่านความเจ็บปวด ความผิดหวังหลังจากเลิกกับสามีเช่นกันค่ะ
--ท้าวความตอนมีชีวิตคู่--
ตอนเราแต่งงานกับสามี การใช้ชีวิตคู่ของเรามันก็มีลิ้นกับฟันบ้าง ปัญหาแม่ผัวลูกสะใภ้ก็มี สำหรับเราถือว่าเป็นเรื่องปกติ พอเข้าใจและรับได้ ค่อยๆจัดการและแก้ไขทีละปัญหา แต่นับวันมันก็มีปัญหาเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ จนเรากับสามีต้องหย่าขาดกันในที่สุด แต่ทุกวันนี้เราก็ไม่ได้เกลียดกัน แต่หลีกเลี่ยงที่จะไม่เจอดีกว่า ถ้ามีเหตุบังเอิญต้องเจอจริงๆ เราก็ยังยิ้มและทักทายกันได้ตามประสาคนเคยรักกัน แม้ตอนนี้จะคงสถานะด้วยการเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันก็ตาม
พอเลิกกันระยะแรกๆ เราก็มีทำใจไม่ได้บ้าง เสียใจ ร้องไห้บ้าง ชีวิตไขว้เขวอยู่พักใหญ่ๆ จนได้เจอพี่คนนึง ทุกอย่างเหมือนจะไปได้ดี เราเองก็แอบคิดว่าเค้าอาจจะเป็นคนที่เรารออยู่ แต่นานวันเข้า มันไม่ใช่เลย เจอเรื่องราวมากมายเข้ามา ทำให้เราต้องถอยห่างเค้า การเดินออกมาจากชีวิตใครสักคนมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพียงแต่เราต้องมีจิตใจที่มั่นคง และคอยคิดถึงผลเสียที่มันจะตามมาเสมอๆ จนถึงจุดๆหนึ่ง เราก้าวออกมาจากชีวิตผู้ชายคนนั้นอย่างสมบูรณ์ ถามว่าเสียใจไหม เสียใจค่ะ แต่อยู่ต่อไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น มีแต่จะเสีย เราเองก็โตๆแล้ว อายุจะ30แล้ว ไม่ใช่เด็กๆที่จะทำตามใจตัวเองได้ทุกเรื่อง
--ชีวิตปัจจุบันก่อนเจอคนที่ใช่ในเวลาที่ไม่สมควร--
หลังจากที่ได้เจอความผิดหวังหลังจากเลิกรากับสามีแล้ว เราก็เลยเลิกเดินหน้าหาความรักค่ะ คิดว่าปล่อยให้มันเป็นไปตามเรื่องราวของมันดีกว่า หันมาโฟกัสการเรียนป.โทให้จบๆสักที และหาข้อมูลต่อป.โทใบที่2ด้วย เรียนให้ตายกันไปข้างนึงเลยทีเดียว และก็มุ่งมั่นกับงานที่ทำในตอนนี้ด้วย เราคิดว่าชีวิตเราตอนนี้มันดีมากแล้วนะ ครอบครัวดี เพื่อนดี การงานก็รุ่ง ทุกอย่างคล่องตัวไปหมด เราจึงเลิกขวนขวายหาความรักแล้วค่ะ วันหยุดก็นอนฟังเพลงอยู่บ้าน ไปช๊อปปิ้งบ้าง นัดเพื่อนทานข้าว ช่วงไหนหยุดยาวๆได้ก็จะไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อนๆ เอาจริงๆเราชอบชีวิตของเราตอนนี้มากเลยนะคะ คิดว่ามันคือชีวิตที่สมบูรณ์ในความคิดเราตอนนี้ อยากกินอะไรก็ได้กิน อยากไปไหนก็ไป คือเอาตรงๆ

โครตโอเคมากกกกกกกค่ะ (ขอโทษที่หยาบคายนะคะ อยากให้เข้าใจฟีลลิ่งว่าเราโอเคมากจริงๆ5555)
ท้าวความกันซะยาวเหยียดเลย เข้าเนื้อเรื่องจากที่จั่วหัวกระทู้ไว้ดีกว่า
จากที่บอกไปแหละค่ะ ชีวิตเราตอนนี้เหมือนกลับมาตอนเรียนจบใหม่ๆ ทำงานไฟแรงมากกกก เชเวดเดร๊เดร ศุกร์แห่งชาติก็ไปปาร์ตี้กับเพื่อนฝูงตามประสา ด้วยสายที่เราเรียนมา ผู้หญิงกินเหล้าถึกพอๆกับผู้ชายค่ะ ถ้าคิดจะมอมต้องคิดเยอะๆนะคะ เราได้ทั้งออนเดอะร็อค ทั้งเพียว จัดมาเถอะ ไม่หวั่นแน่นอน จนเพื่อนเราคนนึง พารุ่นพี่ที่รู้จักมาด้วย บอกว่าแกไม่ค่อยได้มาเที่ยวกทม. ปกติทำงานเป็นครูอยู่บนดอยโน่นแหละ นานๆลงมากทม.ที เลยพามาเปิดหูเปิดตาหน่อย เราก็ทักทายและทำความรู้จักกันปกติค่ะ พี่คนนี้ชื่อพี่ดิว แก่กว่าเราประมาณ2-3ปีได้ แกเรียนคุรุมา เลยไปเป็นครูอยู่บนดอยนู่นเลย เท่าที่ฟังมา อุดมการณ์และจิตใจความเป็นครูของแกค่อนข้างสูงทีเดียวเชียว555
แวบแรกเรารู้สึกประทับใจพี่ดิวนะคะ แต่ประทับใจแบบ เออพี่คนนี้มีจิตวิญญาณความเป็นครูจริงๆ ทั้งที่แกไม่ต้องไปถึงบนดอยก็ได้ แต่แกบอกว่า ไม่รู้เหรอว่าเด็กบนดอยเค้าอยากเรียนหนังสือมากเลยนะ เค้ารอคุณครูอยู่ แล้วพี่จะไม่ไปได้ยังไง อื้มมม หนักแน่นดี คุยไปคุยมา พี่เค้าเป็นครูบนดอยได้2ปีแล้วค่ะ จากเคยทำงานเป็นนักแปลอยู่ที่จังหวัดบ้านเกิดเค้า เราชอบในความุมานะของเค้า นิสัยใจคอยังไม่รู้จักกันมากเท่าไหร่หรอกค่ะ เพิ่งเจอกัน จนหลังๆได้เจอกันบ่อยขึ้น สนิทกันมากขึ้น กล้าคุยเล่นมากขึ้น เค้าก็เล่าให้ฟังว่า เราน่ะเหมือนน้องสาวเค้าเลย ทั้งนิสัย คำพูดคำจา แต่น้องเค้าไปทำงานที่ปักกิ่งได้4ปีแล้ว ยังไม่ได้เจอกันเลย พอได้รู้จักเราเหมือนมีน้องสาวเพิ่มมาอีกคน ตอนนั้นเราเองก็ไม่คิดอะไรกับพี่ดิวเท่าไหร่ค่ะ แค่มองว่าเค้าเป็นพี่ที่ดีคนนึง พอเค้าพูดแบบนี้เราก็รู้สึกดีนะ มันเป็นความรู้สึกแบบ ได้มีพี่ชายที่ดีเพิ่มมาคนนึง มันโอเคมาก บรรยายไม่ถูกแค่รู้ว่ามันดีจริงๆค่ะ เราจะเจอกันเฉพาะเวลาเพื่อนเราพาพี่เค้ามาเที่ยวด้วย นอกจากจะเที่ยวกลางคืนแล้ว เราก็ยังไปทำบุญด้วยกัน แต่ไปกันหลายๆคนค่ะ เราได้รู้จักพี่ดิวเพิ่มมากขึ้น ทำให้เราประทับใจเค้ามากขึ้นเช่นกัน เค้าเป็นพี่ที่ดีมาก เค้าจะมองเพื่อนๆในกลุ่มเราเหมือนน้องเหมือนนุ่งตลอด เวลาไปกินข้าว เค้าก็ชอบจะเลี้ยง เค้าบอกว่าพี่เป็นพี่ก็ต้องเลี้ยงน้อง แต่ด้วยความที่เราก็โตๆกันแล้ว เลยอเมริกันแชร์ดีกว่าค่ะ เพราะทุกคนก็มีงานมีการทำกันหมดแล้ว ^^
พอเจอกันบ่อยขึ้น สนิทกันมากขึ้น รู้จักกันมากขึ้น เราก็เลยคุยแลกเปลี่ยนมุมมองชีวิตกันค่ะ เราไม่อายจะบอกว่าเราเคยผ่านการแต่งงานมาแล้ว และมันก็ล้มไม่เป็นท่า พี่เค้าก็บอกว่าเราก็เก่งนะผ่านมันมาได้ ส่วนชีวิตพี่เค้าก็ไม่มีอะไรมากค่ะ มีแต่งาน งาน งาน เป็นคนที่ทุ่มเทกับหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมาก เราเองประทับใจนะ ถ้าประเทศเรามีครูแบบพี่ดิวเยอะๆคงจะดี และดูพี่เค้าเป็นคนรักครอบครัวมาก ถึงจะลำบากแค่ไหน เค้าก็ไม่เคยเอ่ยปากขอรับความช่วยเหลือจากครอบครัวเลย ทั้งที่ครอบครัวก็ถือว่ามีฐานะในระดับหนึ่งเหมือนกัน คุยไปคุยมา เรากับพี่เค้าดันชอบอะไรเหมือนๆกัน นิสัยคล้ายๆกัน เลยคุยกันสนิทเร็วขึ้น เราเป็นผู้หญิงที่ชอบต่อกันดั้มค่ะ พี่ดิวก็ชอบ555 พี่เค้ายังตกใจเลย ว่าทำไมผู้หญิงอย่างเราชอบต่อกันดั้ม
จนหลังๆเพื่อนเราเริ่มแซวว่ามีอะไรกันรึเปล่าสองคนนี้ เพราะหลังๆสนิทกันมาก ในบรรดาแกงค์เพื่อนเรา รองจากเพื่อนเราที่เป็นรุ่นน้องพี่ดิว ก็มีเรานี่แหละที่สนิทกับพี่ดิวที่สุดแล้ว เค้าบอกเค้าชอบเราเพราะเราจริงใจดี พูดตรงไปตรงมา นิสัยเหมือนผู้ชาย กินเหล้ากินเบียร์อึดดี 5555 (อันนี้เค้าชมเราใช่มะ) จนนานเท่าไหร่ไม่รู้ รู้แต่ว่าเริ่มตกหลุมรักคุณครูเด็กดอยใจดีคนนี้ซะแล้ว แต่เราก็คิดเยอะนะ ว่าเราเองผ่านความผิดหวังมามากพอแล้ว ไม่อยากผิดหวัง ไม่อยากเสียใจเพราะผู้ชายคนไหนอีก อยากมีชีวิตดีๆ มีแต่ความสุข พอคิดได้อย่างนี้เราก็พยายามต่อต้านด้านมืดของตัวเองค่ะ -- แต่มันทำไม่ได้เลย T^T
มันยาวไปละ เดี๋ยวเราพิมพ์ต่อในคอมเม้นนะคะ
เมื่อเจอคนที่ใช่ ในเวลาที่ไม่สมควร รู้สึกยังไงกันบ้างคะ?
--ท้าวความตอนมีชีวิตคู่--
ตอนเราแต่งงานกับสามี การใช้ชีวิตคู่ของเรามันก็มีลิ้นกับฟันบ้าง ปัญหาแม่ผัวลูกสะใภ้ก็มี สำหรับเราถือว่าเป็นเรื่องปกติ พอเข้าใจและรับได้ ค่อยๆจัดการและแก้ไขทีละปัญหา แต่นับวันมันก็มีปัญหาเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ จนเรากับสามีต้องหย่าขาดกันในที่สุด แต่ทุกวันนี้เราก็ไม่ได้เกลียดกัน แต่หลีกเลี่ยงที่จะไม่เจอดีกว่า ถ้ามีเหตุบังเอิญต้องเจอจริงๆ เราก็ยังยิ้มและทักทายกันได้ตามประสาคนเคยรักกัน แม้ตอนนี้จะคงสถานะด้วยการเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันก็ตาม
พอเลิกกันระยะแรกๆ เราก็มีทำใจไม่ได้บ้าง เสียใจ ร้องไห้บ้าง ชีวิตไขว้เขวอยู่พักใหญ่ๆ จนได้เจอพี่คนนึง ทุกอย่างเหมือนจะไปได้ดี เราเองก็แอบคิดว่าเค้าอาจจะเป็นคนที่เรารออยู่ แต่นานวันเข้า มันไม่ใช่เลย เจอเรื่องราวมากมายเข้ามา ทำให้เราต้องถอยห่างเค้า การเดินออกมาจากชีวิตใครสักคนมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพียงแต่เราต้องมีจิตใจที่มั่นคง และคอยคิดถึงผลเสียที่มันจะตามมาเสมอๆ จนถึงจุดๆหนึ่ง เราก้าวออกมาจากชีวิตผู้ชายคนนั้นอย่างสมบูรณ์ ถามว่าเสียใจไหม เสียใจค่ะ แต่อยู่ต่อไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น มีแต่จะเสีย เราเองก็โตๆแล้ว อายุจะ30แล้ว ไม่ใช่เด็กๆที่จะทำตามใจตัวเองได้ทุกเรื่อง
--ชีวิตปัจจุบันก่อนเจอคนที่ใช่ในเวลาที่ไม่สมควร--
หลังจากที่ได้เจอความผิดหวังหลังจากเลิกรากับสามีแล้ว เราก็เลยเลิกเดินหน้าหาความรักค่ะ คิดว่าปล่อยให้มันเป็นไปตามเรื่องราวของมันดีกว่า หันมาโฟกัสการเรียนป.โทให้จบๆสักที และหาข้อมูลต่อป.โทใบที่2ด้วย เรียนให้ตายกันไปข้างนึงเลยทีเดียว และก็มุ่งมั่นกับงานที่ทำในตอนนี้ด้วย เราคิดว่าชีวิตเราตอนนี้มันดีมากแล้วนะ ครอบครัวดี เพื่อนดี การงานก็รุ่ง ทุกอย่างคล่องตัวไปหมด เราจึงเลิกขวนขวายหาความรักแล้วค่ะ วันหยุดก็นอนฟังเพลงอยู่บ้าน ไปช๊อปปิ้งบ้าง นัดเพื่อนทานข้าว ช่วงไหนหยุดยาวๆได้ก็จะไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อนๆ เอาจริงๆเราชอบชีวิตของเราตอนนี้มากเลยนะคะ คิดว่ามันคือชีวิตที่สมบูรณ์ในความคิดเราตอนนี้ อยากกินอะไรก็ได้กิน อยากไปไหนก็ไป คือเอาตรงๆ
ท้าวความกันซะยาวเหยียดเลย เข้าเนื้อเรื่องจากที่จั่วหัวกระทู้ไว้ดีกว่า
จากที่บอกไปแหละค่ะ ชีวิตเราตอนนี้เหมือนกลับมาตอนเรียนจบใหม่ๆ ทำงานไฟแรงมากกกก เชเวดเดร๊เดร ศุกร์แห่งชาติก็ไปปาร์ตี้กับเพื่อนฝูงตามประสา ด้วยสายที่เราเรียนมา ผู้หญิงกินเหล้าถึกพอๆกับผู้ชายค่ะ ถ้าคิดจะมอมต้องคิดเยอะๆนะคะ เราได้ทั้งออนเดอะร็อค ทั้งเพียว จัดมาเถอะ ไม่หวั่นแน่นอน จนเพื่อนเราคนนึง พารุ่นพี่ที่รู้จักมาด้วย บอกว่าแกไม่ค่อยได้มาเที่ยวกทม. ปกติทำงานเป็นครูอยู่บนดอยโน่นแหละ นานๆลงมากทม.ที เลยพามาเปิดหูเปิดตาหน่อย เราก็ทักทายและทำความรู้จักกันปกติค่ะ พี่คนนี้ชื่อพี่ดิว แก่กว่าเราประมาณ2-3ปีได้ แกเรียนคุรุมา เลยไปเป็นครูอยู่บนดอยนู่นเลย เท่าที่ฟังมา อุดมการณ์และจิตใจความเป็นครูของแกค่อนข้างสูงทีเดียวเชียว555
แวบแรกเรารู้สึกประทับใจพี่ดิวนะคะ แต่ประทับใจแบบ เออพี่คนนี้มีจิตวิญญาณความเป็นครูจริงๆ ทั้งที่แกไม่ต้องไปถึงบนดอยก็ได้ แต่แกบอกว่า ไม่รู้เหรอว่าเด็กบนดอยเค้าอยากเรียนหนังสือมากเลยนะ เค้ารอคุณครูอยู่ แล้วพี่จะไม่ไปได้ยังไง อื้มมม หนักแน่นดี คุยไปคุยมา พี่เค้าเป็นครูบนดอยได้2ปีแล้วค่ะ จากเคยทำงานเป็นนักแปลอยู่ที่จังหวัดบ้านเกิดเค้า เราชอบในความุมานะของเค้า นิสัยใจคอยังไม่รู้จักกันมากเท่าไหร่หรอกค่ะ เพิ่งเจอกัน จนหลังๆได้เจอกันบ่อยขึ้น สนิทกันมากขึ้น กล้าคุยเล่นมากขึ้น เค้าก็เล่าให้ฟังว่า เราน่ะเหมือนน้องสาวเค้าเลย ทั้งนิสัย คำพูดคำจา แต่น้องเค้าไปทำงานที่ปักกิ่งได้4ปีแล้ว ยังไม่ได้เจอกันเลย พอได้รู้จักเราเหมือนมีน้องสาวเพิ่มมาอีกคน ตอนนั้นเราเองก็ไม่คิดอะไรกับพี่ดิวเท่าไหร่ค่ะ แค่มองว่าเค้าเป็นพี่ที่ดีคนนึง พอเค้าพูดแบบนี้เราก็รู้สึกดีนะ มันเป็นความรู้สึกแบบ ได้มีพี่ชายที่ดีเพิ่มมาคนนึง มันโอเคมาก บรรยายไม่ถูกแค่รู้ว่ามันดีจริงๆค่ะ เราจะเจอกันเฉพาะเวลาเพื่อนเราพาพี่เค้ามาเที่ยวด้วย นอกจากจะเที่ยวกลางคืนแล้ว เราก็ยังไปทำบุญด้วยกัน แต่ไปกันหลายๆคนค่ะ เราได้รู้จักพี่ดิวเพิ่มมากขึ้น ทำให้เราประทับใจเค้ามากขึ้นเช่นกัน เค้าเป็นพี่ที่ดีมาก เค้าจะมองเพื่อนๆในกลุ่มเราเหมือนน้องเหมือนนุ่งตลอด เวลาไปกินข้าว เค้าก็ชอบจะเลี้ยง เค้าบอกว่าพี่เป็นพี่ก็ต้องเลี้ยงน้อง แต่ด้วยความที่เราก็โตๆกันแล้ว เลยอเมริกันแชร์ดีกว่าค่ะ เพราะทุกคนก็มีงานมีการทำกันหมดแล้ว ^^
พอเจอกันบ่อยขึ้น สนิทกันมากขึ้น รู้จักกันมากขึ้น เราก็เลยคุยแลกเปลี่ยนมุมมองชีวิตกันค่ะ เราไม่อายจะบอกว่าเราเคยผ่านการแต่งงานมาแล้ว และมันก็ล้มไม่เป็นท่า พี่เค้าก็บอกว่าเราก็เก่งนะผ่านมันมาได้ ส่วนชีวิตพี่เค้าก็ไม่มีอะไรมากค่ะ มีแต่งาน งาน งาน เป็นคนที่ทุ่มเทกับหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมาก เราเองประทับใจนะ ถ้าประเทศเรามีครูแบบพี่ดิวเยอะๆคงจะดี และดูพี่เค้าเป็นคนรักครอบครัวมาก ถึงจะลำบากแค่ไหน เค้าก็ไม่เคยเอ่ยปากขอรับความช่วยเหลือจากครอบครัวเลย ทั้งที่ครอบครัวก็ถือว่ามีฐานะในระดับหนึ่งเหมือนกัน คุยไปคุยมา เรากับพี่เค้าดันชอบอะไรเหมือนๆกัน นิสัยคล้ายๆกัน เลยคุยกันสนิทเร็วขึ้น เราเป็นผู้หญิงที่ชอบต่อกันดั้มค่ะ พี่ดิวก็ชอบ555 พี่เค้ายังตกใจเลย ว่าทำไมผู้หญิงอย่างเราชอบต่อกันดั้ม
จนหลังๆเพื่อนเราเริ่มแซวว่ามีอะไรกันรึเปล่าสองคนนี้ เพราะหลังๆสนิทกันมาก ในบรรดาแกงค์เพื่อนเรา รองจากเพื่อนเราที่เป็นรุ่นน้องพี่ดิว ก็มีเรานี่แหละที่สนิทกับพี่ดิวที่สุดแล้ว เค้าบอกเค้าชอบเราเพราะเราจริงใจดี พูดตรงไปตรงมา นิสัยเหมือนผู้ชาย กินเหล้ากินเบียร์อึดดี 5555 (อันนี้เค้าชมเราใช่มะ) จนนานเท่าไหร่ไม่รู้ รู้แต่ว่าเริ่มตกหลุมรักคุณครูเด็กดอยใจดีคนนี้ซะแล้ว แต่เราก็คิดเยอะนะ ว่าเราเองผ่านความผิดหวังมามากพอแล้ว ไม่อยากผิดหวัง ไม่อยากเสียใจเพราะผู้ชายคนไหนอีก อยากมีชีวิตดีๆ มีแต่ความสุข พอคิดได้อย่างนี้เราก็พยายามต่อต้านด้านมืดของตัวเองค่ะ -- แต่มันทำไม่ได้เลย T^T
มันยาวไปละ เดี๋ยวเราพิมพ์ต่อในคอมเม้นนะคะ