อยากมาเล่าชีวิตวัยเยาว์ สนุก เศร้า เคล้าน้ำตา เพื่อน ๆ สนใจติดตามอ่านไหมคะ
เรื่องมีอยู่ว่า สมัยเด็ก เรามีกันอยู่ 4 ศรี พี่น้อง ผู้ชายคนโต ที่เหลือก็ต้องผู้หญิงสิเนอะ ฐานะเหรอ เงินน้อยค่ะ เรียกง่าย ๆ ว่าจนน่ะแหละ 6 ชีวิต 6 ปากท้อง พระเอกของเรื่องก็ท่านพ่อทำมาหากินหลักในครอบครัว แม่ก็ช่วยทำงานกับพ่อค่ะ ธุรกิจในครอบครัว เราระหกรเหินมาหลายจังหวัด แต่มาจำความได้ที่พัทยาค่ะ พองานที่รับจ้างเสร็จ พ่อ-แม่ สนทนา ปัญหาบ้านกัน นายจ้างมาเอางานไหม เงียบ ไม่มีคำตอบ ก็หมายความว่าเย็นนั้นไม่มีเงินซื้อกับข้าว ท่านพ่อก็จะชวนลูกชายคนโตออกจากบ้าน ใช้ความเป็นชายชาตรี สัญชาตญาณในความแมนออกหาอาหารเย็นนั้นทันที จุดหมายปลายทางคือสะพานปลาค่ะ ที่สะพานปลาแห่งหนึ่ง ณ พัทยา ขอค่ะ ขอปลาที่ขายไม่ได้ พุงแตก หางขาด ซึ่งสมัยนั้น พ่อค้าแม่ขายใจดีค่ะ จะยกให้แบบฟรี ๆ มีมากมาย โดยอาศัย เอาลูกชายตัวน้อยไปบังหน้านิดหน่อย ได้มื้อเย็นรอดไป 1 วันค่ะ เป็นไงคะคารมของชายชาตรีที่ว่า วันดีคืนดี พี่ชายก็อยากจะโชว์พาวเวอร์กับเค้าบ้าง ในขณะที่พ่อกับแม่นั่งทำงาน ก็จะชวนน้องสาวคนที่สอง กับคนที่สามคือดิฉัน บอกแม่ว่าไปเล่นแถว ๆ นี้ (ก่อนไปกระซิบกันว่าจะไปเล่นน้ำทะเล) ไอ้เราก็อยากจะชวนน้องคนเล็กไปด้วยแต่ติดตรงที่ยังเด็กเล็กหัวล้าน นอนดิ้นกระแด่ว ๆ อยู่ข้าง ๆ แม่ ดิฉันก็เลยได้แต่ตัดใจ อยู่เฝ้าแม่ไปละกัน แล้วเรา 3 คนก็พากันเริงร่าท้าแดดไปเล่นน้ำทะเลกันอย่างสนุกสนาน ปืนขึ้นบนเรือที่เค้ามาจอดเอาไว้ กระโดดกันตูมตาม ตูมตาม โดยหารู้ไม่ว่าใครจะว่ายน้ำเป็นหรือไม่เป็น สักพักยืนเชียร์พี่สาว เก่งว่ะดำน้ำตั้งนาน สักพักมือแม่มาจากไหนไม่รู้คว้าคอเสื้อพี่ขึ้นมาจากน้ำ พี่คงจะโกรธมากที่แม่มาทำลายสถิตินักดำน้ำที่นานที่สุดในโลกลง พี่แกหูตาแดงกล่ำ สำลักน้ำค่อกแค่ก ๆ น้ำหูน้ำตาไหล กลับมาบ้านโดนตีแทบตายห้ามไม่ให้ไปเล่นน้ำอีก แอบถามพี่ พี่มันบอกว่า "มันดำน้ำ" เชื่อมาจนทุกวันนี้ ว่ามันจริงเหรอ ครอบครัวเราจะมีหลายอาชีพค่ะ พอแถวไหนมีหนังกางแปลงมาฉาย อาชีพพ่อค้าจะเรืองรองมากองตรงหน้าทันที ขายหนังสือพิมพ์ปูนั่นดูหนัง 2 คู่บาท บางวันก็มันแกวจิ้มไม้ใส่พริกเกลือ ไม้ละบาท พอได้เงินเหล่านักขายก็จะไปปูเสื่อดูหนังกัน ขุดหลุมเข้า เอาแก้วสมัยเก่าที่เคลือบเทียนไขมาจุดไฟแก้หนาว ดูไปหลับไปจนหนังจบ ก็กลับบ้าน บางวันแม่ก็ห่อข้าวต้มมัด คนกินจะเอาอย่างที่เรียกบะจ่าง บางวันห่อแบบบะจ่าง คนกินก็จะเอาแบบข้าวต้มมัด เฮ้อ ปวดเฮดกับคนกินจริง ๆ แต่ต้องยอมรับค่ะ อยู่พัทยานี่เราฉลาดมาได้ทุกวันนี้เพราะปลาจริง ๆ ถ้าวันไหนขอปลาไม่ได้ พ่อกับพี่ชายก็จะไปตกปลากัน หากินง่ายกว่าสมัยนี้เยอะแยะ จนกระทั่งย้ายมาอยู่ตัวเมืองชลบุรี ความยากจนเราลืมทิ้งไว้ที่เก่า ดันพกพาเอามาด้วย บ้านต้องเช่า ข้าวต้องซื้อ ลูก ๆ ทุก ๆ คน ต้องเรียน ทำไงล่ะ ที่ไหนมีแจกข้าวสาร ไปค่ะ ดิฉันชวนน้องคนเล็กไปด้วย ลืมไปว่าแกอายุไม่กี่ขวบ ไปเป็นลมค่ะ คนมารับแจกข้าวก็รู้ ๆ อยู่ว่าเบียดเสียดขนาดไหน ความเป็นห่วงน้องจนหน้ามืด ผู้หลักผู้ใหญ่ไม่รู้จัก อุ้มน้องค่ะ ปากตะโกนขอทาง ใครไม่หลบ ด่าค่ะ (ไม่สุภาพ -ึงไม่เห็นเหรอน้องตูเป็นลม แ-่ง หลบ ๆ กันหน่อยไม่ได้รึไง แหวกค่ะคนแหวกค่ะไม่ใช่ทะเลค่ะ พาน้องไปหน่วยพยาบาลสำเร็จ ดีใจ ไม่โดนแม่ตีที่ลากน้องมา แถมได้ข้าวกลับบ้านอีก บางวันกำลังเข้าสู่โหมดกินเจ คือ เย็นนั้น ทุนทรัพย์ได้แค่ผัดผักบุ้งทั้ง 6 ชีวิตค่ะ แต่สวรรค์เป็นใจ ไปรู้ข่าวมาว่าที่โรงเรียนมีจัดงานเลี้ยง เหมือนเดิม 3 ทหารเสือออกรบอีกแล้ว พกถุงพลาสติกค่ะ ไปยืนเมียง ๆ มอง ๆ ดูโต๊ะที่กินกำลังจะลุก แล้วอาหารเหลือเยอะแยะ คนในโต๊ะจะสัมผัสได้ถึงความหิวค่ะ กวักมือเรียกให้เข้าไปหา เราเอียงอายคว้าถุงพลาสติกมาเปิดปากถุงเทของใส่ในทันทีเลยไม่ลืมที่จะไหว้ขอบคุณ ของอย่างนี้มันเหมือนเฟรนไชส์ค่ะ พอโต๊ะนึงให้อีกหลาย ๆ โต๊ะรีบกวักมือเรียกเรากันใหญ่ เย็นนั้นได้อาหารหลากหลายชนิด ดูดี มีมูลค่า ไปเทใส่จาน นั่งกินกันไปยิ้มให้แก่กันไปค่ะ ถึงทุกวันนี้ยังนึกถึงวันนั้นอยู่เลยขอให้โต๊ะจีนจงเจริญ วีรกรรมพวกเรา 4 ศรีพี่น้องมีเยอะค่ะ แต่กลัวคนอ่านจะรับไม่ได้เพราะเพิ่งจะลองมาลงดู อ่านแล้วเลี่ยน เอียนยังไง บอกกันได้นะคะ
ชีวิตในเยาว์วัย ที่ใครก็เอากลับมาไม่ได้ สุข เศร้า เคล้าน้ำตา
เรื่องมีอยู่ว่า สมัยเด็ก เรามีกันอยู่ 4 ศรี พี่น้อง ผู้ชายคนโต ที่เหลือก็ต้องผู้หญิงสิเนอะ ฐานะเหรอ เงินน้อยค่ะ เรียกง่าย ๆ ว่าจนน่ะแหละ 6 ชีวิต 6 ปากท้อง พระเอกของเรื่องก็ท่านพ่อทำมาหากินหลักในครอบครัว แม่ก็ช่วยทำงานกับพ่อค่ะ ธุรกิจในครอบครัว เราระหกรเหินมาหลายจังหวัด แต่มาจำความได้ที่พัทยาค่ะ พองานที่รับจ้างเสร็จ พ่อ-แม่ สนทนา ปัญหาบ้านกัน นายจ้างมาเอางานไหม เงียบ ไม่มีคำตอบ ก็หมายความว่าเย็นนั้นไม่มีเงินซื้อกับข้าว ท่านพ่อก็จะชวนลูกชายคนโตออกจากบ้าน ใช้ความเป็นชายชาตรี สัญชาตญาณในความแมนออกหาอาหารเย็นนั้นทันที จุดหมายปลายทางคือสะพานปลาค่ะ ที่สะพานปลาแห่งหนึ่ง ณ พัทยา ขอค่ะ ขอปลาที่ขายไม่ได้ พุงแตก หางขาด ซึ่งสมัยนั้น พ่อค้าแม่ขายใจดีค่ะ จะยกให้แบบฟรี ๆ มีมากมาย โดยอาศัย เอาลูกชายตัวน้อยไปบังหน้านิดหน่อย ได้มื้อเย็นรอดไป 1 วันค่ะ เป็นไงคะคารมของชายชาตรีที่ว่า วันดีคืนดี พี่ชายก็อยากจะโชว์พาวเวอร์กับเค้าบ้าง ในขณะที่พ่อกับแม่นั่งทำงาน ก็จะชวนน้องสาวคนที่สอง กับคนที่สามคือดิฉัน บอกแม่ว่าไปเล่นแถว ๆ นี้ (ก่อนไปกระซิบกันว่าจะไปเล่นน้ำทะเล) ไอ้เราก็อยากจะชวนน้องคนเล็กไปด้วยแต่ติดตรงที่ยังเด็กเล็กหัวล้าน นอนดิ้นกระแด่ว ๆ อยู่ข้าง ๆ แม่ ดิฉันก็เลยได้แต่ตัดใจ อยู่เฝ้าแม่ไปละกัน แล้วเรา 3 คนก็พากันเริงร่าท้าแดดไปเล่นน้ำทะเลกันอย่างสนุกสนาน ปืนขึ้นบนเรือที่เค้ามาจอดเอาไว้ กระโดดกันตูมตาม ตูมตาม โดยหารู้ไม่ว่าใครจะว่ายน้ำเป็นหรือไม่เป็น สักพักยืนเชียร์พี่สาว เก่งว่ะดำน้ำตั้งนาน สักพักมือแม่มาจากไหนไม่รู้คว้าคอเสื้อพี่ขึ้นมาจากน้ำ พี่คงจะโกรธมากที่แม่มาทำลายสถิตินักดำน้ำที่นานที่สุดในโลกลง พี่แกหูตาแดงกล่ำ สำลักน้ำค่อกแค่ก ๆ น้ำหูน้ำตาไหล กลับมาบ้านโดนตีแทบตายห้ามไม่ให้ไปเล่นน้ำอีก แอบถามพี่ พี่มันบอกว่า "มันดำน้ำ" เชื่อมาจนทุกวันนี้ ว่ามันจริงเหรอ ครอบครัวเราจะมีหลายอาชีพค่ะ พอแถวไหนมีหนังกางแปลงมาฉาย อาชีพพ่อค้าจะเรืองรองมากองตรงหน้าทันที ขายหนังสือพิมพ์ปูนั่นดูหนัง 2 คู่บาท บางวันก็มันแกวจิ้มไม้ใส่พริกเกลือ ไม้ละบาท พอได้เงินเหล่านักขายก็จะไปปูเสื่อดูหนังกัน ขุดหลุมเข้า เอาแก้วสมัยเก่าที่เคลือบเทียนไขมาจุดไฟแก้หนาว ดูไปหลับไปจนหนังจบ ก็กลับบ้าน บางวันแม่ก็ห่อข้าวต้มมัด คนกินจะเอาอย่างที่เรียกบะจ่าง บางวันห่อแบบบะจ่าง คนกินก็จะเอาแบบข้าวต้มมัด เฮ้อ ปวดเฮดกับคนกินจริง ๆ แต่ต้องยอมรับค่ะ อยู่พัทยานี่เราฉลาดมาได้ทุกวันนี้เพราะปลาจริง ๆ ถ้าวันไหนขอปลาไม่ได้ พ่อกับพี่ชายก็จะไปตกปลากัน หากินง่ายกว่าสมัยนี้เยอะแยะ จนกระทั่งย้ายมาอยู่ตัวเมืองชลบุรี ความยากจนเราลืมทิ้งไว้ที่เก่า ดันพกพาเอามาด้วย บ้านต้องเช่า ข้าวต้องซื้อ ลูก ๆ ทุก ๆ คน ต้องเรียน ทำไงล่ะ ที่ไหนมีแจกข้าวสาร ไปค่ะ ดิฉันชวนน้องคนเล็กไปด้วย ลืมไปว่าแกอายุไม่กี่ขวบ ไปเป็นลมค่ะ คนมารับแจกข้าวก็รู้ ๆ อยู่ว่าเบียดเสียดขนาดไหน ความเป็นห่วงน้องจนหน้ามืด ผู้หลักผู้ใหญ่ไม่รู้จัก อุ้มน้องค่ะ ปากตะโกนขอทาง ใครไม่หลบ ด่าค่ะ (ไม่สุภาพ -ึงไม่เห็นเหรอน้องตูเป็นลม แ-่ง หลบ ๆ กันหน่อยไม่ได้รึไง แหวกค่ะคนแหวกค่ะไม่ใช่ทะเลค่ะ พาน้องไปหน่วยพยาบาลสำเร็จ ดีใจ ไม่โดนแม่ตีที่ลากน้องมา แถมได้ข้าวกลับบ้านอีก บางวันกำลังเข้าสู่โหมดกินเจ คือ เย็นนั้น ทุนทรัพย์ได้แค่ผัดผักบุ้งทั้ง 6 ชีวิตค่ะ แต่สวรรค์เป็นใจ ไปรู้ข่าวมาว่าที่โรงเรียนมีจัดงานเลี้ยง เหมือนเดิม 3 ทหารเสือออกรบอีกแล้ว พกถุงพลาสติกค่ะ ไปยืนเมียง ๆ มอง ๆ ดูโต๊ะที่กินกำลังจะลุก แล้วอาหารเหลือเยอะแยะ คนในโต๊ะจะสัมผัสได้ถึงความหิวค่ะ กวักมือเรียกให้เข้าไปหา เราเอียงอายคว้าถุงพลาสติกมาเปิดปากถุงเทของใส่ในทันทีเลยไม่ลืมที่จะไหว้ขอบคุณ ของอย่างนี้มันเหมือนเฟรนไชส์ค่ะ พอโต๊ะนึงให้อีกหลาย ๆ โต๊ะรีบกวักมือเรียกเรากันใหญ่ เย็นนั้นได้อาหารหลากหลายชนิด ดูดี มีมูลค่า ไปเทใส่จาน นั่งกินกันไปยิ้มให้แก่กันไปค่ะ ถึงทุกวันนี้ยังนึกถึงวันนั้นอยู่เลยขอให้โต๊ะจีนจงเจริญ วีรกรรมพวกเรา 4 ศรีพี่น้องมีเยอะค่ะ แต่กลัวคนอ่านจะรับไม่ได้เพราะเพิ่งจะลองมาลงดู อ่านแล้วเลี่ยน เอียนยังไง บอกกันได้นะคะ