'อย่าเยอะ'ทฤษฎีปั้นแอพร้อยล้าน

กระทู้สนทนา
โดย : จีราวัฒน์ คงแก้ว



“แม๊กซ์-ธีระชาติ ก่อตระกูล” ผู้ก่อตั้ง บริษัท สยามสแควร์เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด
เขาเป็นนักพัฒนาแอพรุ่นใหม่ ที่ใช้เวลาเพียง 5 ปี ขยับธุรกิจจากศูนย์ มามีมูลค่าหลักร้อยล้านบาท!

“ชื่นชม ‘สตีฟ จ็อบส์’ และมีศรัทธาใน Apple”

คือข้อมูลเบื้องต้นที่ทำให้เราได้รู้จักกับ “แม๊กซ์-ธีระชาติ ก่อตระกูล” ผู้ก่อตั้ง บริษัท สยามสแควร์เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่นสายพันธุ์ไทยที่มีชื่อเสียง อาทิ StockRadars, Taxi Reporter, Dome Online, a day และ แอพเทรดหุ้น ของโบรคเกอร์ต่างๆ ผู้เขียน "Max's Book แอพสู่ฝันพันล้าน" แรงบันดาลใจของใครหลายคน

แม๊กซ์ เรียนมาทางด้านเคมี จบปริญญาตรีวิทยาศาสตร์บัณฑิต สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ปริญญาโท วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาการจัดการเทคโนโลยี (Technology Management) ABAC แน่นอนว่า ไม่มีสาขาไหนที่สอนเขาให้ทำแอพ

การเข้ามาสู่ธุรกิจของเขา เลยเริ่มจากความรักและสนใจ “ล้วนๆ”

“ผมชอบพวกผลิตภัณฑ์ของ Apple อยู่แล้ว ที่ชอบเพราะเวลาทำสินค้าอะไรออกมา เขาไม่ได้คิดถึงแต่ เทคโนโลยี แต่เป็นดีไซน์บวกเทคโนโลยีด้วย เลยยิ่งน่าสนใจ”

จนวันที่ iPhone เปิดตัวขึ้น และโลกของโมบายล์เริ่มได้รู้จักกับสิ่งที่เรียก “แอพพลิเคชั่น” ทว่าแอพในยุคนั้น ยังไม่โดนใจคนอย่างเขา เมื่อไม่ได้ดั่งใจ ก็คิดที่จะทำแอพของตัวเองมันเสียเลย

“ผมไม่มีความรู้เรื่องแอพมาก่อน เริ่มต้นก็หาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต เรียนจากคอร์สที่มีการโพสต์เอาไว้บ้าง ก็นั่งดูกันไปกับโปรแกรมเมอร์ด้วย ผมเองเขียนโปรแกรมได้นะ แต่ว่าคงไม่ดีเท่าพวกเขาแน่ๆ และถ้าทำทุกอย่างเองหมด งานก็คงไม่มีทางจบ ฉะนั้นวิธีที่ดีที่สุดก็คือ ต้องหาคนมาช่วย”

ที่มาของการจัดหาทีมทำงาน ทั้งดีไซน์เนอร์ และนักพัฒนาแอพ เข้ามาปั้นฝันร่วมกับเขา เริ่มจากทำกันเล่นๆ จนเปิดมาเป็นรูปบริษัทขึ้นในปี 2009 และพัฒนาแอพมาเรื่อยๆ ทั้งที่พัฒนาออกมาเองตามไอเดียของบริษัท และรับจ้างผลิตให้ลูกค้าจนมีถึงนับ 50 แอพ ในเวลาเพียง 5 ปี!

ทำไมแอพฝีมือคนไทยถึงประสบความสำเร็จ จนมียอดดาวน์โหลดไม่ใช่แค่หลักสิบ หลักร้อย แต่คือ “หลักล้าน” ทำเงินในเวลาแค่ 5 ปี ไปจนถึงหลักร้อยล้านบาท! คนอยู่เบื้องหลังบอกเราว่า ต้องเริ่มจากการ “อิน” ในเรื่องนั้นๆ และแอพที่พัฒนาขึ้นต้องสามารถแก้ปัญหา “จุดเจ็บปวด” ของผู้คนได้

“ฝรั่งชอบพูดว่า Share the same pain อย่าง แอพหุ้น ผมเล่นหุ้นอยู่แล้ว เลยรู้สึกว่า มองเห็นจุดที่เจ็บปวด(pain) จากการที่ไม่มีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น เลยต้องการแก้ความเจ็บปวดตรงนั้น หรืออย่าง Taxi Reporter ก็เกิดจากการที่ผมเรียกรถแท็กซี่แล้วถูกปฏิเสธ เลยทำแอพนี้ขึ้น ฉะนั้นการทำแอพ ก็คือ การแก้ปัญหาใดๆ ก็ตาม ให้กับคนบนโลก แล้วสามารถขยายสเกลออกไปได้”

นอกจากจะต้องอินในเรื่องที่ทำ แนวคิดการทำแอพและดำเนินธุรกิจฉบับสยามสแควร์ฯ ยังมาจากปรัชญาบริษัท ที่ว่า “Life, simplified” คือ ต้องทำให้ชีวิตง่ายขึ้น ซับซ้อนน้อยลง ง่ายๆ น้อยๆ “อย่าเยอะ”

“ในออฟฟิศจะมีคำที่คุยกันบ่อย คือ ‘อย่าเยอะ’ เพราะถ้าเยอะ มันจะสื่อสารไม่ได้ อย่างเวลาเล่าเรื่อง 10 เรื่องพร้อมกัน ตอนกลับไปจะไม่มีเรื่องติดหัวไปเลยแม้แต่เรื่องเดียว ตรงกันข้ามยิ่งน้อยเท่าไรยิ่งดี เหมือนที่เขาบอกว่า Less is more ฉะนั้นเราต้องทำทุกเรื่องให้ น้อยๆ ง่ายๆ”

เขายกตัวอย่าง StockRadars แอพพลิเคชั่นวิเคราะห์และติดตามราคาหุ้น ที่เกิดจากความคิดว่า หุ้นต้องเป็นการลงทุนสำหรับทุกคน ไม่ใช่ประเภทใส่สูท ผูกไทด์เท่านั้น และการเทรดหุ้นต้องเหมือนการ “ขี่จักรยาน” ที่ทุกคนสามารถทำได้ ซึ่งการมาถึงของแอพง่ายๆ ที่ช่วยลดทอนปัญหายุ่งยากของคนเล่นหุ้นได้ ก็คือที่มาของความสำเร็จของ StockRadars

สยามสแควร์เทคโนโลยี เริ่มต้นจากการเป็นเอสเอ็มอี ที่ออกสตาร์ทจากเงินทุนที่ “ศูนย์บาท” ช่องทางหาเงินในช่วงเริ่มต้น มีทั้งรับจ้างทำแอพและพัฒนาแอพของตนเอง แต่เกมรุกนับจากนี้ พวกเขาจะมุ่งไปที่ พัฒนาแอพเอง 100% ไม่รับจ้าง

“การรับจ้างทำ จะไม่สามารถต่อยอดได้ในระยะยาว สู้เราสร้างผลิตภัณฑ์ของเราเองไม่ได้ อย่างเช่น เฟซบุ๊ค ถามว่าเขาทำเว็บเป็นไหม แน่นอนเขาทำเป็น แต่ถ้าเขาไม่สร้างผลิตภัณฑ์เฟซบุ๊คขึ้นมา โมเดลแบบนี้ก็ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ ฉะนั้นเราเลยลดการผลิตให้คนอื่น แล้วหันมาโฟกัสที่โพรดักส์ของตัวเองให้แข็งแรงขึ้น”

หลายคนอาจมองว่าวิธีนี้ “เสี่ยง” เพราะถ้าของที่ทำออกมาขายไม่ได้ ก็เท่ากับ “จบข่าว” แต่การรับทำให้ลูกค้ายังพอมีรายได้มาจุนเจือองค์กรได้ แต่เขาตอบกลับมาว่า

“ถ้าทำธุรกิจแล้วไม่เสี่ยง ไม่โฟกัส ธุรกิจก็จะอยู่ที่เดิม และถ้าเราไม่ยอมเปลี่ยน สุดท้ายจะมีคนมาเปลี่ยนเราเอง ซึ่งอันนี้น่ากลัวกว่า”

เขายกตัวอย่าง การรับทำแอพ ที่วันนี้ความต้องการอาจมีมากขึ้น แต่คนทำก็มีมากขึ้นเช่นกัน สุดท้ายก็จะกลับไปสู่วงจร “สงครามราคา” ขายตัดราคากันลงมา แล้วทุกคนก็จะตายกันหมด และในระยะยาวก็ไม่ยั่งยืน สู้การสร้างแบรนด์ สร้างแอพของตัวเองไม่ได้

แล้วจะทำอย่างไรให้อยู่ได้ เขาบอกว่า คือ การปรับจากเอสเอ็มอี มาใช้โมเดลของ “Startup” คือ การพัฒนาแอพแล้วเปิดให้นักลงทุนเข้ามาร่วมลงทุน ซึ่งสิ่งที่จะได้กลับมาไม่ใช่แค่ เงินทุน ที่สามารถไปต่อยอดธุรกิจได้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการได้ที่ปรึกษาและคอนเนคชั่น จาก Venture Capital (VC) ที่เข้ามาร่วมลงทุนด้วย

เขายกตัวอย่าง StockRadars ที่ชนะเลิศจากเวทีประกวดซอฟต์แวร์ระดับโลกในงาน APICTA 2014 (Asia-Pacific ICT Awards) ล่าสุด CyberAgent Ventures ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็น Venture Capital ที่ลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพ ก็เข้ามาเป็นหนึ่งในผู้ร่วมลงทุนพร้อมเม็ดเงิน 8 หลัก เขาบอกว่า ทุนที่ได้จะนำมาพัฒนา StockRadars ให้เป็นเรียลไทม์ขึ้น ขยายทีมงาน และทำตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยจะเปิดตัวอีกอย่างน้อย 5 ประเทศในปีแรก โดยใช้คอนเนคชั่นของ VC ที่เข้ามา

คนหนุ่มบอกเราว่า วันนี้โอกาสที่ Startup จะเข้าถึงนักลงทุนมีมากขึ้น เพราะมีการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องทั้งในและต่างประเทศ เพียงแต่การจะทำแอพให้เข้าตานักลงทุนได้นั้น ขอให้กลับไปที่จุดเดิม คือ รู้ความเจ็บปวด แก้ปัญหาได้ และสามารถขยายสเกลได้ นักลงทุนก็พร้อมที่จะลงเงินให้อยู่แล้ว

“ที่สำคัญเราต้องอินมากๆ มี passion มากๆ กับสิ่งที่เราทำ ในระดับที่มันควรเป็นชีวิตของเราไปแล้ว เพราะถ้ายังคิดว่าเป็นงานหนึ่งอยู่ ก็แสดงว่าเรายังไม่ได้รับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แต่ต้องหายใจเข้าหายใจออกเป็นมัน ตื่นมายังสนุก ผลสุดท้ายเงินอาจไม่ใช่ตัวจบ และไม่ใช่ทุกอย่าง และคนที่สำเร็จ ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่สนุกและมีความสุขกับการทำงานทั้งนั้น”

ขณะที่เด็กรุ่นใหม่มีเป้าหมาย คือ รวยเร็ว ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุน้อยๆ แม๊กซ์ บอกว่า การมุ่งไปที่ผลลัพธ์แบบทันทีทันใดก็เหมือนเป็นกับดัก ที่ทำให้เรารู้สึกว่าอาจไม่ได้ถูกคัดเลือกมาให้เป็นคนที่สำเร็จ ขณะที่คนส่วนหนึ่งผูกความสำเร็จไว้ด้วยตัวเงิน แต่จริงๆ แล้ว เงินอาจไม่ใช่ทั้งหมด แต่อยู่ที่ใครทำอะไรมามากกว่า ฉะนั้นถ้าอยากให้เรามีคุณค่า ก็ต้องสร้างมันขึ้นมาเอง

“ทุกคนมีเรื่องราว มีแนวทางที่ทำสำเร็จได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องไปตามแบบคนในหนังสือหรือสื่อ เพียงแต่คนสำเร็จก็คือ คนที่ไม่ยอมหยุด ล้มแล้วก็ซัดต่อ เพราะชีวิตคือมาราธอนอยู่แล้ว ถ้าไม่ยอมแพ้ก็ไปต่อได้เรื่อยๆ เดี๋ยวก็ชนะเอง บางทีคนที่สำเร็จ กับคนที่ไม่สำเร็จ อาจต่างกันแค่ คนที่ทำสำเร็จ คือ คนที่ทำเสร็จแล้วเท่านั้น”

เขาย้ำในตอนท้ายว่า ถ้าเป้าหมายคือไปดวงจันทร์ แม้เส้นทางหรือวิธีการจะเปลี่ยน ก็ขอให้อย่าเปลี่ยนเป้าหมาย เพราะสุดท้ายถ้าเราไม่ท้อ ก็คงถึงเป้าหมายเข้าสักวัน!

เครดิต http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/business/bizweek/20150129/629800/%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%A4%E0%B8%A9%E0%B8%8E%E0%B8%B5%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99.html

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่