กระทู้นี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
เริ่มต้นการเป็นหมอดูของผม เริ่มมาจากช่วงที่ผมฝึกงานตามหลักสูตรของมหาลัย ช่วงเดือน พ.ย. 55 มีอยู่วันหนึ่งผมได้ไปร้านหนังสือแห่งหนึ่งแล้วบังเอิญเจอหนังสือดูดวงเล่มหนึ่ง เลยหยิบขึ้นมาอ่านแล้วเกิดความสนใจขึ้นมาอย่างมาก จึงซื้อหนังสือเล่มนั้น และตั้งใจศึกษาอย่างจริงจัง ช่วงนั้นผมเป็นคนที่ชอบสวดมนต์ปฏิบัติธรรมด้วย หลังจากที่ได้ศึกษาศาสตร์ตรงนี้เสร็จ ผมจึงได้เริ่มกับคนรอบข้าง มีแม่นบ้างไม่แม่นบ้าง ช่วงเวลาที่ผมฝึกงานมานี้ผมรู้สึกเบื่องานมาก ไม่ชอบงานตามที่เรียนมาเลย ผมศึกษาไพ่ไปด้วย ดูฟรีให้กับคนที่สนใจตามเวบต่าง จนถึงช่วงที่ฝึกงานเสร็จ ช่วง มี.ค. 56 ผมก็หางานทำตามปกติ แต่ผมทำงานในสายงานที่ตัวเองไม่ได้เรียน ผมจึงไปสมัครงานที่พันทิพย์ เป็นช่างคอมพิวเตอร์ ในช่วงที่ทำก็รู้สึกไม่ชอบอีก รู้สึกเบื่อ รวมถึงต้องยืนและเดินมากๆทำให้ข้อเท้าข้างซ้ายของผมอักเสบและบวม ทำไม่ไหว ผมทำได้เดือนเดียว ผมเลยเลิกทำ
และในช่วงที่ผมอยู่บ้านช่วงนั้นผมได้ศึกษาเรื่องไพ่มากขึ้น จากนั้นผมได้ไปสมัครเรียนไพ่ทาโรต์ของสำนักหนึ่ง เค้าสอนดีมาก ผมกลับมาผมก็ศึกษาเพิ่มเติมแล้วดูฟรีในเว็บ ในช่วงนั้นผมมีความหวังแล้วว่าจะทำงานเป็นหมอดู พอดูๆไปได้สักพักเกิดความสงสัยต่อตัวเอง ต่อคนที่มาขอดูหลายๆคน จากนั้นจึงเลิกดูและวางมันทิ้งไป เพราะผมมองว่าสถิติมันไม่มีอะไรตายตัว มันต้องอาศัยญาณหยั่งรู้ในการช่วยด้วยส่วนหนึ่ง ช่วงนั้นผมรู้สึกเครียดมากและทะเลาะกับแม่กับพี่อยู่บ่อยเรื่องงาน และเงินเดือนที่ได้เมื่อเกือบสองเดือนก่อนเริ่มหมด ผมจึงไปสมัครหางานต่อ ช่วงกลางเดือน พ.ค. จนได้งานคีย์ข้อมูลประกันภัยของบริษัทประกันภัยแห่งหนึ่ง ผมทำไปได้สักพักก็ไม่ชอบอีก เบื่อ ในช่วงนั้นผมก็เริ่มคิดๆจนผมไปเจอเวบนึง เป็นเวบที่รวบรวมคนมีญาณทั้งหลายมากมาย ผมจึงได้เข้าไปอ่านๆ พอได้อ่านๆแล้วเกิดความรู้สึกว่าอยากจะมีญาณเหมือนคนอื่นๆบ้าง ผมศึกษาเรื่องของอ.เจน ญาณทิพย์ อ.ริว จิตสัมผัส มันทำให้มีความรู้สึกที่อยากจะมีญาณมากขึ้นอีก เพราะอยากรู้ว่ามีญาณแล้วเป็นอย่างไร จะมโนเห็นภาพเหมือนคนอื่นๆไหม จะเห็นผีหรือเห็นวิญญาณ ได้ยินเสียงครูบาอาจารย์หรือเทวดา มองเห็นเทวดาไหม ถึงตัวผมเองจะมีเซ้นส์ในเรื่องของการสัมผัสพลังงานอยู่บ้าง(ยังไม่มาก เวลาที่ผมไปวัดแขกหรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อะไรก็ตาม ผมจะสัมผัสถึงพลังงานได้ตลอด)
จากนั้นผมจึงได้ศึกษาเรื่องของกรรมฐาน 40 กอง ศึกษาแล้วก็งงมาก ไม่เข้าใจเลยว่าคืออะไร งงไปหมด ผมจึงไปปฏิบัติธรรมตามสำนักต่างๆ ในเรื่องของการเดินจงกรม การนั่งสมาธิ กสิณบ้าง แต่ก็รู้สึกว่าไม่ค่อยถูกจริตกับตัวเองเท่าไหร่นัก บางครั้งไม่คิดมันก็อึดอัดไปหมด ยิ่งยับยั้งเก็บกดมากที่จะไม่ให้คิดก็ยิ่งฟุ้งซ่าน บางครั้งฝึกไม่ทันไรก็ไปก่อนก็มี เหมือนตัวเองจะไม่มีความอดทนหรือเปล่าก็ไม่รู้
แต่แล้ววันหนึ่งในช่วงปลายเดือน ก.ค. เหมือนฟ้าจะประทานพรมาให้ เมื่อผมเข้าเว็บนั้นแล้วผมไปเห็นชมรมนักปฎิบัติธรรมแห่งหนึ่ง(ผมขอสงวนชื่อไว้ก่อนละกัน เพราะผมไม่ต้องการให้คนงมงายหรือให้ไปลองของกัน) ผมไปอ่านประสบการณ์ของแต่ละคน ซึ่งก็แตกต่างกันไปตามจริตตามแต่บุญเก่าของแต่ละคน ผมสนใจมาก ผมจึงตัดสินใจที่จะสมัครเข้าปฎิบัติธรรมกับชมรมแห่งนี้(ก่อนหน้านี้ได้คุยกับอาจารย์ที่เป็นเจ้าภาพแล้ว แกเป็นคนที่ใจดี อ่อนโยน และไม่ถือตัว) พอถึงวันที่เค้าจัด ผมก็เข้าไปข้างในวัด ในส่วนของที่ชมรมของผมได้เช่าห้องประชุมนั้น ผมได้พูดคุยกับคนมีญาณในนั้นมากมาย รวมถึงได้ปฏิบัติธรรมตามแนวทางนั้นด้วย ผมรู้สึกเลยว่าถูกจริตกับตัวเอง(แต่ก็ยังไม่ถึงที่สุด) ผมได้นำกลับมาฝึกตามที่อาจารย์เค้าแนะนำ จนเวลา 1 เดือนผ่านไปผมรู้สึกว่ามีครูบาอาจารย์มาคุ้มครองผม (ผมสัมผัสได้ถึงพลังงานและการแสดงอัตลักษณ์ร่ายรำของตัวเอง) จากนั้นผมก็ได้ไปชมรมที่เค้าจัดอยู่ทุกเดือนนั้นอยู่เรื่อยๆ ได้รู้จักกับผู้คนต่างๆมากมายขึ้น
สองเดือนผ่านไป ผมฝึกฝนจนได้ญาณหยั่งรู้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังไม่ละเอียดพอ ช่วงนั้นผมก็รับดูดวงคนไปด้วย ทำงานไปด้วย แต่การดูดวงของผมเริ่มละเอียดขึ้นกว่าแต่ก่อนโดยที่ไม่ต้องพึ่งพาสถิติมากนัก แต่ก็ไม่ละเอียดพอเท่าตอนนี้ จนเวลาอีกสองเดือนผ่านไป ผมเริ่มมีความลังเลสงสัยตามเคย สงสัยว่าทำไมคนเราต้องมีความทุกข์ ทำไมต้องถามแต่เรื่องพวกนี้ๆ รู้สึกไม่เข้าใจคนพวกนี้ บางครั้งผมเองก็ไม่เข้าใจในตนเองเหมือนกัน ก็เลิกดูตามเคย
เดือน พ.ค. 57 ช่วงเดือนนี้ผมเครียดมาก ทั้งเรื่องงาน รวมถึงปัญหากับพวกพี่ๆในที่ทำงาน ส่วนในเรื่องของการปฏิบัติธรรม ผมได้ไปในงานของชมรมนั้นเหมือนเดิม แต่ผมได้เจอกับอาจารย์ที่เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง แกเก่งในเรื่องของธรรมะสายพลัง ลมปราณ จักระ ซึ่งแกได้เรียกผมให้ไปหาแก ผมเข้าไปหาและพูดคุยกับแก แกถามผมคำแรกเลยคือ ปฎิบัติธรรมนั่งสมาธิอยู่ตอนนี้ รู้สึกเบื่อใช่ไหม ผมไม่รู้ตัวว่าเบื่อก็ปฎิเสธ แต่แกก็ให้ผมคิด ผมจึงหยุดคิดแล้วก็เป็นจริงอย่างที่อาจารย์คิด จากนั้นอาจารย์เค้าทักผมว่า ผมเป็นคนที่มีอัตตาสูง เป็นคนที่อารมณ์รุนแรง แล้วผมกับอาจารย์ก็ได้พูดคุยในเรื่องต่างๆ ระหว่างคุยกันเค้ารู้สึกถึงพลังงานในตัวผม อาจารย์เค้าปรับธาตุให้ในตัวผมโดยการส่งพลังงานให้ทางจิตโดยที่อาจารย์เค้าไม่ได้จับตัวผมเลย ผมรู้สึกถึงพลังงานในร่างกายแต่ก็ยังไม่เข้าใจ อาจารย์เค้าแนะนำต่างๆนาๆในเรื่องของการฝึก ผมก็เก็บไปคิดแล้วกลับไปฝึกฝนที่บ้าน แต่ผมก็ไม่เข้าใจและยังสงสัยในตัวอาจารย์อยู่โดยที่ไม่รู้สึกตัว
จนถึงเดือน มิ.ย. 57 ผมได้ลาออกจากงานที่ทำ ช่วงนั้นผมได้ฝึกฝนในเรื่องของธรรมะสายพลังไปด้วย แต่ก็ไม่เข้าใจ จนเดือนส.ค. 57 ผมได้ไปสมัครงานที่นึง แต่งานใหม่ของผมทำในตำแหน่งแคชเชียร์ที่ร้านนวดแห่งหนึ่ง แต่ก็ไม่ชอบอยู่ดี แต่ทำเพราะต้องประคับประคองตัวเอง
จนถึงเดือนก.ย. 57 ผมสนใจที่จะฝึกฝนธรรมสายพลังอย่างจริงจัง ผมได้เข้าไปหาอาจารย์อีกครั้ง อาจารย์เค้าบอกว่า ผมยังสงสัยเค้าอยู่ อาจารย์เค้ายังพูดถึงจุดด้อยที่ผมต้องแก้ไข นิสัยที่แย่ๆที่ผมต้องแก้ไข จนผมยอมรับในตัวเอง ผมได้ระบายความรู้สึกแย่ๆกับอาจารย์จากนั้นผมก็ร้องไห้ต่อหน้าอาจารย์ คนรอบข้างกังวลพยายามจะเข้ามาปลอบผม แต่อาจารย์ได้ห้ามไว้ อาจารย์เค้าบอกว่าปล่อยมันออกมา หลังจากร้องไห้เสร็จผมรู้สึกเลยว่าสมองมันโล่งขึ้น อาจารย์เค้าก็แนะนำให้ผมไปฝึกตามเค้า และไปอ่านได้ในบล็อคของเค้าซึ่งเค้าเขียนไว้ ผมเองได้กลับมาแล้วไปอ่านบล็อคของอาจารย์เค้าซึ่งเค้าได้เขียนอย่างละเอียดครบถ้วน จากนั้นผมจึงฝึกปฏิบัติตามเค้า หลังจากที่ฝึกไปได้สักพัก ผมสามารถที่จะสัมผัสและรับรู้ถึงพลังงานได้มากขึ้น ผมสามารถรับรู้ถึงสภาวะอารมณ์ต่างๆ มีสติตามอารมณ์ตัวเองทันมากขึ้น รู้ถึงสภาวะจิตได้มากขึ้น สามารถที่จะพัฒนายกระดับจิตใจตนเองได้ดีขึ้น (ต่อไปนี้ผมจะไม่เล่าละเอียด)
ปัจจุบัน หลังจากที่ผมรับรู้ถึงพลังงานได้มากขึ้น ผมจึงนำตรงนี้มาประยุกต์ใช้ในการดูดวง โดยผมสามารถที่จะเข้าใจสภาวะคนต่างๆได้มากขึ้น เก็บประสบการณ์จากการดูดวงและปรับใช้มากขึ้น และขอขอบคุณเพื่อนๆในนี้ที่ทำให้ผมได้ดูดวงให้และได้เก็บประสบการณ์ในการดูดวงด้วย มันทำให้ผมรู้เลยว่าการเป็นหมอดูที่ดีและดูดวงแม่นไม่ง่ายเลย จะอาศัยสถิติไม่ได้ ต้องอาศัยญาณด้วย ต้องอาศัยนำสิ่งที่เหมาะกับตัวเรามาประยุกต์ด้วย บวกกับจิตวิทยาด้วย
การดูดวงของผมนี้จะเน้นในเรื่องของการปรับปรุงและพัฒนาจิตมากกว่าที่จะดูว่า อนาคตเดือนนี้ๆจะเป็นอย่างไร จะมีคู่เข้ามาเป็นแบบไหน ฯลฯ เพราะคนเราสร้างกรรมใหม่ได้ตลอดเวลา ดวงย่อมมีการเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ส่วนตัวในช่วงก่อนหน้านี้ผมก็ชอบดูดวง ไปตะเวนดูมาหลายที รวมถึงคนมีญาณ แต่นั้นมันก็ทำให้ผมยิ่งมีความสงสัยเข้าไปใหญ่ และตะเวนหาหมอดูมากมายนับไม่ถ้วยเพื่อดูว่าเป็นไปอย่างที่คนอื่นว่ามาไหม
จากนั้นผมจึงกลับมานั่งคิดทบทวน มันทำให้ผมคิดได้ว่า ถ้าหมอดู 10 คน ทายไม่ตรงกันสักคน เราจะเชื่อใคร สุดท้ายเราก็เชื่อตัวเราเองเพราะเราเองเป็นผู้กำหนด และที่ผ่านมาผมสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้เพราะอาจารย์คนที่สอนผมในเรื่องของธรรมสายพลัง ผมจึงศรัทธาต่ออาจารย์และคำสอนมาก ผมจึงเอาตรงนี้มาประยุกต์ใช้กับการดูดวงของผม
ยังไงก็จบแค่นี้ล่ะครับ ยังไงก็ขออภัยต่อคนอ่านด้วย ผมเขียนไม่เก่ง เรียบเรียงไม่เก่ง อาจจะมีสะดุดบ้าง แต่สิ่งที่ผมเขียนคือประสบการณ์ของผมที่ผมอยากถ่ายทอดออกมาให้ทุกคนได้รู้กันว่ากว่าจะมาถึงระดับนี้ได้ต้องเจออะไรบ้าง ถ้าไม่ใจรักพอผมทำไม่ได้จริงๆ(อันนี้ยอมรับ)
มาแชร์ประสบการณ์การเป็นหมอดูบ้าง เป็นหมอดูไม่ง่ายอย่างที่คิด
เริ่มต้นการเป็นหมอดูของผม เริ่มมาจากช่วงที่ผมฝึกงานตามหลักสูตรของมหาลัย ช่วงเดือน พ.ย. 55 มีอยู่วันหนึ่งผมได้ไปร้านหนังสือแห่งหนึ่งแล้วบังเอิญเจอหนังสือดูดวงเล่มหนึ่ง เลยหยิบขึ้นมาอ่านแล้วเกิดความสนใจขึ้นมาอย่างมาก จึงซื้อหนังสือเล่มนั้น และตั้งใจศึกษาอย่างจริงจัง ช่วงนั้นผมเป็นคนที่ชอบสวดมนต์ปฏิบัติธรรมด้วย หลังจากที่ได้ศึกษาศาสตร์ตรงนี้เสร็จ ผมจึงได้เริ่มกับคนรอบข้าง มีแม่นบ้างไม่แม่นบ้าง ช่วงเวลาที่ผมฝึกงานมานี้ผมรู้สึกเบื่องานมาก ไม่ชอบงานตามที่เรียนมาเลย ผมศึกษาไพ่ไปด้วย ดูฟรีให้กับคนที่สนใจตามเวบต่าง จนถึงช่วงที่ฝึกงานเสร็จ ช่วง มี.ค. 56 ผมก็หางานทำตามปกติ แต่ผมทำงานในสายงานที่ตัวเองไม่ได้เรียน ผมจึงไปสมัครงานที่พันทิพย์ เป็นช่างคอมพิวเตอร์ ในช่วงที่ทำก็รู้สึกไม่ชอบอีก รู้สึกเบื่อ รวมถึงต้องยืนและเดินมากๆทำให้ข้อเท้าข้างซ้ายของผมอักเสบและบวม ทำไม่ไหว ผมทำได้เดือนเดียว ผมเลยเลิกทำ
และในช่วงที่ผมอยู่บ้านช่วงนั้นผมได้ศึกษาเรื่องไพ่มากขึ้น จากนั้นผมได้ไปสมัครเรียนไพ่ทาโรต์ของสำนักหนึ่ง เค้าสอนดีมาก ผมกลับมาผมก็ศึกษาเพิ่มเติมแล้วดูฟรีในเว็บ ในช่วงนั้นผมมีความหวังแล้วว่าจะทำงานเป็นหมอดู พอดูๆไปได้สักพักเกิดความสงสัยต่อตัวเอง ต่อคนที่มาขอดูหลายๆคน จากนั้นจึงเลิกดูและวางมันทิ้งไป เพราะผมมองว่าสถิติมันไม่มีอะไรตายตัว มันต้องอาศัยญาณหยั่งรู้ในการช่วยด้วยส่วนหนึ่ง ช่วงนั้นผมรู้สึกเครียดมากและทะเลาะกับแม่กับพี่อยู่บ่อยเรื่องงาน และเงินเดือนที่ได้เมื่อเกือบสองเดือนก่อนเริ่มหมด ผมจึงไปสมัครหางานต่อ ช่วงกลางเดือน พ.ค. จนได้งานคีย์ข้อมูลประกันภัยของบริษัทประกันภัยแห่งหนึ่ง ผมทำไปได้สักพักก็ไม่ชอบอีก เบื่อ ในช่วงนั้นผมก็เริ่มคิดๆจนผมไปเจอเวบนึง เป็นเวบที่รวบรวมคนมีญาณทั้งหลายมากมาย ผมจึงได้เข้าไปอ่านๆ พอได้อ่านๆแล้วเกิดความรู้สึกว่าอยากจะมีญาณเหมือนคนอื่นๆบ้าง ผมศึกษาเรื่องของอ.เจน ญาณทิพย์ อ.ริว จิตสัมผัส มันทำให้มีความรู้สึกที่อยากจะมีญาณมากขึ้นอีก เพราะอยากรู้ว่ามีญาณแล้วเป็นอย่างไร จะมโนเห็นภาพเหมือนคนอื่นๆไหม จะเห็นผีหรือเห็นวิญญาณ ได้ยินเสียงครูบาอาจารย์หรือเทวดา มองเห็นเทวดาไหม ถึงตัวผมเองจะมีเซ้นส์ในเรื่องของการสัมผัสพลังงานอยู่บ้าง(ยังไม่มาก เวลาที่ผมไปวัดแขกหรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อะไรก็ตาม ผมจะสัมผัสถึงพลังงานได้ตลอด)
จากนั้นผมจึงได้ศึกษาเรื่องของกรรมฐาน 40 กอง ศึกษาแล้วก็งงมาก ไม่เข้าใจเลยว่าคืออะไร งงไปหมด ผมจึงไปปฏิบัติธรรมตามสำนักต่างๆ ในเรื่องของการเดินจงกรม การนั่งสมาธิ กสิณบ้าง แต่ก็รู้สึกว่าไม่ค่อยถูกจริตกับตัวเองเท่าไหร่นัก บางครั้งไม่คิดมันก็อึดอัดไปหมด ยิ่งยับยั้งเก็บกดมากที่จะไม่ให้คิดก็ยิ่งฟุ้งซ่าน บางครั้งฝึกไม่ทันไรก็ไปก่อนก็มี เหมือนตัวเองจะไม่มีความอดทนหรือเปล่าก็ไม่รู้
แต่แล้ววันหนึ่งในช่วงปลายเดือน ก.ค. เหมือนฟ้าจะประทานพรมาให้ เมื่อผมเข้าเว็บนั้นแล้วผมไปเห็นชมรมนักปฎิบัติธรรมแห่งหนึ่ง(ผมขอสงวนชื่อไว้ก่อนละกัน เพราะผมไม่ต้องการให้คนงมงายหรือให้ไปลองของกัน) ผมไปอ่านประสบการณ์ของแต่ละคน ซึ่งก็แตกต่างกันไปตามจริตตามแต่บุญเก่าของแต่ละคน ผมสนใจมาก ผมจึงตัดสินใจที่จะสมัครเข้าปฎิบัติธรรมกับชมรมแห่งนี้(ก่อนหน้านี้ได้คุยกับอาจารย์ที่เป็นเจ้าภาพแล้ว แกเป็นคนที่ใจดี อ่อนโยน และไม่ถือตัว) พอถึงวันที่เค้าจัด ผมก็เข้าไปข้างในวัด ในส่วนของที่ชมรมของผมได้เช่าห้องประชุมนั้น ผมได้พูดคุยกับคนมีญาณในนั้นมากมาย รวมถึงได้ปฏิบัติธรรมตามแนวทางนั้นด้วย ผมรู้สึกเลยว่าถูกจริตกับตัวเอง(แต่ก็ยังไม่ถึงที่สุด) ผมได้นำกลับมาฝึกตามที่อาจารย์เค้าแนะนำ จนเวลา 1 เดือนผ่านไปผมรู้สึกว่ามีครูบาอาจารย์มาคุ้มครองผม (ผมสัมผัสได้ถึงพลังงานและการแสดงอัตลักษณ์ร่ายรำของตัวเอง) จากนั้นผมก็ได้ไปชมรมที่เค้าจัดอยู่ทุกเดือนนั้นอยู่เรื่อยๆ ได้รู้จักกับผู้คนต่างๆมากมายขึ้น
สองเดือนผ่านไป ผมฝึกฝนจนได้ญาณหยั่งรู้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังไม่ละเอียดพอ ช่วงนั้นผมก็รับดูดวงคนไปด้วย ทำงานไปด้วย แต่การดูดวงของผมเริ่มละเอียดขึ้นกว่าแต่ก่อนโดยที่ไม่ต้องพึ่งพาสถิติมากนัก แต่ก็ไม่ละเอียดพอเท่าตอนนี้ จนเวลาอีกสองเดือนผ่านไป ผมเริ่มมีความลังเลสงสัยตามเคย สงสัยว่าทำไมคนเราต้องมีความทุกข์ ทำไมต้องถามแต่เรื่องพวกนี้ๆ รู้สึกไม่เข้าใจคนพวกนี้ บางครั้งผมเองก็ไม่เข้าใจในตนเองเหมือนกัน ก็เลิกดูตามเคย
เดือน พ.ค. 57 ช่วงเดือนนี้ผมเครียดมาก ทั้งเรื่องงาน รวมถึงปัญหากับพวกพี่ๆในที่ทำงาน ส่วนในเรื่องของการปฏิบัติธรรม ผมได้ไปในงานของชมรมนั้นเหมือนเดิม แต่ผมได้เจอกับอาจารย์ที่เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง แกเก่งในเรื่องของธรรมะสายพลัง ลมปราณ จักระ ซึ่งแกได้เรียกผมให้ไปหาแก ผมเข้าไปหาและพูดคุยกับแก แกถามผมคำแรกเลยคือ ปฎิบัติธรรมนั่งสมาธิอยู่ตอนนี้ รู้สึกเบื่อใช่ไหม ผมไม่รู้ตัวว่าเบื่อก็ปฎิเสธ แต่แกก็ให้ผมคิด ผมจึงหยุดคิดแล้วก็เป็นจริงอย่างที่อาจารย์คิด จากนั้นอาจารย์เค้าทักผมว่า ผมเป็นคนที่มีอัตตาสูง เป็นคนที่อารมณ์รุนแรง แล้วผมกับอาจารย์ก็ได้พูดคุยในเรื่องต่างๆ ระหว่างคุยกันเค้ารู้สึกถึงพลังงานในตัวผม อาจารย์เค้าปรับธาตุให้ในตัวผมโดยการส่งพลังงานให้ทางจิตโดยที่อาจารย์เค้าไม่ได้จับตัวผมเลย ผมรู้สึกถึงพลังงานในร่างกายแต่ก็ยังไม่เข้าใจ อาจารย์เค้าแนะนำต่างๆนาๆในเรื่องของการฝึก ผมก็เก็บไปคิดแล้วกลับไปฝึกฝนที่บ้าน แต่ผมก็ไม่เข้าใจและยังสงสัยในตัวอาจารย์อยู่โดยที่ไม่รู้สึกตัว
จนถึงเดือน มิ.ย. 57 ผมได้ลาออกจากงานที่ทำ ช่วงนั้นผมได้ฝึกฝนในเรื่องของธรรมะสายพลังไปด้วย แต่ก็ไม่เข้าใจ จนเดือนส.ค. 57 ผมได้ไปสมัครงานที่นึง แต่งานใหม่ของผมทำในตำแหน่งแคชเชียร์ที่ร้านนวดแห่งหนึ่ง แต่ก็ไม่ชอบอยู่ดี แต่ทำเพราะต้องประคับประคองตัวเอง
จนถึงเดือนก.ย. 57 ผมสนใจที่จะฝึกฝนธรรมสายพลังอย่างจริงจัง ผมได้เข้าไปหาอาจารย์อีกครั้ง อาจารย์เค้าบอกว่า ผมยังสงสัยเค้าอยู่ อาจารย์เค้ายังพูดถึงจุดด้อยที่ผมต้องแก้ไข นิสัยที่แย่ๆที่ผมต้องแก้ไข จนผมยอมรับในตัวเอง ผมได้ระบายความรู้สึกแย่ๆกับอาจารย์จากนั้นผมก็ร้องไห้ต่อหน้าอาจารย์ คนรอบข้างกังวลพยายามจะเข้ามาปลอบผม แต่อาจารย์ได้ห้ามไว้ อาจารย์เค้าบอกว่าปล่อยมันออกมา หลังจากร้องไห้เสร็จผมรู้สึกเลยว่าสมองมันโล่งขึ้น อาจารย์เค้าก็แนะนำให้ผมไปฝึกตามเค้า และไปอ่านได้ในบล็อคของเค้าซึ่งเค้าเขียนไว้ ผมเองได้กลับมาแล้วไปอ่านบล็อคของอาจารย์เค้าซึ่งเค้าได้เขียนอย่างละเอียดครบถ้วน จากนั้นผมจึงฝึกปฏิบัติตามเค้า หลังจากที่ฝึกไปได้สักพัก ผมสามารถที่จะสัมผัสและรับรู้ถึงพลังงานได้มากขึ้น ผมสามารถรับรู้ถึงสภาวะอารมณ์ต่างๆ มีสติตามอารมณ์ตัวเองทันมากขึ้น รู้ถึงสภาวะจิตได้มากขึ้น สามารถที่จะพัฒนายกระดับจิตใจตนเองได้ดีขึ้น (ต่อไปนี้ผมจะไม่เล่าละเอียด)
ปัจจุบัน หลังจากที่ผมรับรู้ถึงพลังงานได้มากขึ้น ผมจึงนำตรงนี้มาประยุกต์ใช้ในการดูดวง โดยผมสามารถที่จะเข้าใจสภาวะคนต่างๆได้มากขึ้น เก็บประสบการณ์จากการดูดวงและปรับใช้มากขึ้น และขอขอบคุณเพื่อนๆในนี้ที่ทำให้ผมได้ดูดวงให้และได้เก็บประสบการณ์ในการดูดวงด้วย มันทำให้ผมรู้เลยว่าการเป็นหมอดูที่ดีและดูดวงแม่นไม่ง่ายเลย จะอาศัยสถิติไม่ได้ ต้องอาศัยญาณด้วย ต้องอาศัยนำสิ่งที่เหมาะกับตัวเรามาประยุกต์ด้วย บวกกับจิตวิทยาด้วย
การดูดวงของผมนี้จะเน้นในเรื่องของการปรับปรุงและพัฒนาจิตมากกว่าที่จะดูว่า อนาคตเดือนนี้ๆจะเป็นอย่างไร จะมีคู่เข้ามาเป็นแบบไหน ฯลฯ เพราะคนเราสร้างกรรมใหม่ได้ตลอดเวลา ดวงย่อมมีการเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ส่วนตัวในช่วงก่อนหน้านี้ผมก็ชอบดูดวง ไปตะเวนดูมาหลายที รวมถึงคนมีญาณ แต่นั้นมันก็ทำให้ผมยิ่งมีความสงสัยเข้าไปใหญ่ และตะเวนหาหมอดูมากมายนับไม่ถ้วยเพื่อดูว่าเป็นไปอย่างที่คนอื่นว่ามาไหม
จากนั้นผมจึงกลับมานั่งคิดทบทวน มันทำให้ผมคิดได้ว่า ถ้าหมอดู 10 คน ทายไม่ตรงกันสักคน เราจะเชื่อใคร สุดท้ายเราก็เชื่อตัวเราเองเพราะเราเองเป็นผู้กำหนด และที่ผ่านมาผมสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้เพราะอาจารย์คนที่สอนผมในเรื่องของธรรมสายพลัง ผมจึงศรัทธาต่ออาจารย์และคำสอนมาก ผมจึงเอาตรงนี้มาประยุกต์ใช้กับการดูดวงของผม
ยังไงก็จบแค่นี้ล่ะครับ ยังไงก็ขออภัยต่อคนอ่านด้วย ผมเขียนไม่เก่ง เรียบเรียงไม่เก่ง อาจจะมีสะดุดบ้าง แต่สิ่งที่ผมเขียนคือประสบการณ์ของผมที่ผมอยากถ่ายทอดออกมาให้ทุกคนได้รู้กันว่ากว่าจะมาถึงระดับนี้ได้ต้องเจออะไรบ้าง ถ้าไม่ใจรักพอผมทำไม่ได้จริงๆ(อันนี้ยอมรับ)