ชุมทางคนกล้าตาย ๒๖ ธ.ค.๕๗

เปืดกรุหนังสือเก่า

ชุมทางคนกล้าตาย (๓)

สยุมภู ทศพล

ตอนที่ 3
   
             อากาศแจ่มใส ทัศนวิสัยโล่งไปหมดทั้งขุนเขา สภาพอันแหลกรานเบื้องล่างปรากฏขึ้นมาอย่างชัดเจน และพร้อมๆกันนั้นประสาทหูของผมก็ได้ยินเสียงหึ่งๆของชอร์ปเปอร์บินอยู่สูงลิบเหนือยอดเนินมรณะแห่งนั้น   วิทยุพีอาร์ซี.77 ที่นอร์แมนมอบให้ผมไม่มีความหมายเลยในสภาพของภูมิประเทศเช่นนี้   จุดพักแรมของผมอยู่ในหุบซึ่งมียอดเขา “ภูหินซับ” และยอด “ภูงาม” ขนาบเอาไว้ทั้งสองข้าง จากลักษณะดังกล่าว ทำให้ผมติดต่อวิทยุกับสถานีใดๆไม่ได้เลย  ผมขาดการติดต่อกับหน่วยเหนือเกือบ 15 ชั่วโมงเต็ม โชคเท่านั้นที่ทำให้พวกผมมีชีวิตรอดอยู่ได้จนกระทั่งได้เห็นแสงสุริยะอีกครั้ง ของเช้าวันรุ่งขึ้น
  
ผมใช้ “แอร์ ทู กราวน์ด” ติดต่อชอร์ปเปอร์ขอส่งข่าวผ่านไปให้นอร์แมนด้วยรหัสสั้นๆ อย่างง่ายว่า “อีเมอร์เจนซี่” (ฉุกเฉิน) พร้อมทั้งแจ้งพิกัดที่ตั้งของผมไปพร้อมเสร็จ    ชอร์ปเปอร์เครื่องนั้นเป็นชอร์ปเปอร์เที่ยวแรกจากอุดร และบังเอิญนอร์แมนก็โดยสารมากับเครื่องดังกล่าวนั้นเสียด้วย     “บิ๊กแมนจากนอร์แมน มันบัดซบอะไรที่ต้องหยุดพักแรมกัน ณ บริเวณ พิกัดดังกล่าว อีก 5-6 กิโลก็จะถึงสนามบินนาซูอยู่แล้ว พัง...พังยิ้มหมด แผนงานของผม”    นอร์แมนวิทยุลงมาด่าผมด้วยสำเนียงที่แสดงออกถึงความฉุนเฉียวขนาดหนัก    ความโมโหพรุ่งพรวดขึ้นมาเหมือนกับทำนบแตก ผมตะโกนกรอกวิทยุตอบนอร์แมนขึ้นไปด้วยน้ำเสียงพอๆกัน
      “ลองบินมาดูให้ต่ำๆหน่อยซีโว้ย ไอ้หัวล้าน...ยิ้ม สักแต่ว่าสั่งงาน แล้วไม่เคยติดตามหรือสนับสนุนลูกน้องเลยว่ามันจะตายโหงตายห่าแบบไหน แผนงานของลื้อมันจะวิเศษวิโสขนาดไหน อั้วไม่สน ลื้อลองบินลงมาต่ำๆ แล้วจะเห็นเพื่อนของลื้อนอนตายโหงตายห่าเป็นผีเฝ้าถนนอยู่นี่ บินลงมาซีโว้ย ไอ้นรกจกเปรต”    เป็นครั้งแรกที่ผมด่าฝรั่งออกไปด้วยความลืมตัว และแถมเป็นฝรั่งที่เป็น ผู้บังคับบัญชาโดยตรงของผมเสียด้วย    ความลืมตัวอาจจะทำให้อาชีพทหารรับจ้างของผมสะดุดลงในวันนี้เสียแล้วละกระมัง

      ชอร์ปเปอร์ปรากฏตัวออกมาจากกลุ่มเมฆ มันร่อนเป็นวงกว้าง ต่ำลง...ต่ำลงทุกที  ทำอากัปกริยาเสมือนหนึ่งจะค้นหาที่อยูของพวกผมตามพิกัดที่ส่งขึ้นไป    “บิ๊กแมนจากนอร์แมน นี่มันเกิดอะไรขึ้น พวกที่นอนตายอยู่เป็นใคร...แล้วเต๊นท์สนามนั่นของใคร ขณะนี้พวกคุณอยู่ที่ใหน โชว์สโม๊คด้วย”    ผมดึงสลักขว้างควันสัญญาณสีเหลืองลงกับพื้นเต็มแรง ควันสโม๊คสีเหลืองพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้าเป็นสาย ผมกดสวิทช์ตอบวิทยุนอร์แมนขึ้นไปอีกครั้ง
      “นอร์แมน...ฟัง พวกที่ตายเป็นทหารเวียดนามเหนือทั้งสิ้น เป็นพวกเดียวกับพวกที่จะก่อวินาศกรรมสนามบินนาซู ตามข่าวกรองของคุณนั่นแหละ ไอ้วิทยุ PRC-77 เฮงซวยของคุณทำให้ผมขาดการติดต่อและสนับสนุนจากหน่วยเหนือเกือบ 15 ชั่วโมงเต็ม ผมจะลงไปเคลียร์พื้นที่ ต่อจากนนั้น ผมจะพาทหารทั้งหมดเดินทางไปนาซู ผมจะไม่กลับล่องแจ้งอีกแล้ว พอกันที...ไอ้สงครามยิ้ม ไอ้สงครามเฮงซวย”    ผมสบถออกไปพร้อมกับหันมาพยักเพยิดให้ทหารรับจ้างเคลื่อนที่ลงไปข้างล่าง

      “บิ๊กแมน...บิ๊กแมน... บิ๊กแมนผมอนุมัติให้พักผ่อน 3 วัน พร้อมด้วยโอเวอร์ไทมส์ 1500 ดอลล่าล์ ได้ยินไหม บิ๊กแมน นี่ นอร์แมนพูด ตอนเที่ยงพบกันที่สนามบินนาซู”    ผมไม่ตอบนอร์แมนหรอกครับ คำว่า “โอเวอร์ไทมส์” กับกำหนดการ “พักผ่อน” ทำให้ความโมโหของผมปลิวหายไปในชั่วพริบตา    ผมจะบอกความลับให้ก็ได้ อีตอนที่ผมด่าไอ้นอร์แมน แล้วเล่นตัวจะขอลาออก ผมคิดยังไงรู้ไหมครับ
      โธ่...ผมกลัวไอ้นอร์แมนจะไล่ผมออกจริงๆ ใจจะขาด ขืนออกแล้วผมจะทำมาหากินอะไรเล่าครับ อาชีพรับจ้างฆ่าคนก็เห็นจะมีอยู่ที่เพชรบุรีอยู่เมืองเดียวเท่านั้น...เกือบตกงานเสียแล้วสิเรา    ชอร์ปเปอร์ของนอร์แมนบินกลับไปล่องแจ้งแล้ว ผมและทหารรับจ้างปีนลงไปเคลียร์พื้นที่บริเวณจุดพักแรมด้วยความระมัดระวัง    ลูกระเบิดที่ผมถอดสลักนิรภัยแล้ววาง “อ่อยเหยื่อ” เอาไว้ในเต๊นท์สนามเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
      เต๊นท์สนามเกือบ 50 หลัง (ทหารนอนเต๊นท์ละ 2 คน) เหลือปรากฏอยู่บนถนนเพียง 5-6 หลังเท่านั้น   เมื่อผมใช้ “M-72” เคลียร์ลงไปอีกครั้ง “M-26” ที่หลงเหลืออยู่อีก 2-3 ลูก ก็ระเบิดตูมตามขึ้นมาสนั่นหวั่นไหว เล่นเอาทหารรับจ้างที่กำลังจะเข้าไปยังพื้นที่ดังกล่าวทำหน้าตาเหรอหราเหมือนกับโดนผีหลอกกลางวัน

      ทหารเวียดนามเหนือเสียชีวิตในจุดพักแรม 10 คน    ฐานยิงอาวุธหนักทั้งสองฐานที่อยู่คนละฟากถนนไม่สามารถที่จะทราบจำนวนที่แน่นอนได้เนื่องจาก “M-72” ถล่มพื้นดินกลบร่างอันแหลกเหลวของพวกมันเอาไว้จนหมดสิ้น    ส่วนรังปืนกลที่ตั้งฐานยิงอยู่เหนือแนวยิงของพวกเราตายเรียบทั้ง 3 คน ด้วยอำนาจระเบิดมือและกระสุน M-16 จากน้ำมือของทหารรับจ้างที่จู่โจมเข้าประชิดรังปืนด้วยความกล้าเกินมนุษย์

      ปืนกลหนัก “ปลอด” จากสะเก็ดระเบิดอย่างไม่น่าเชื่อ อย่างไรก็ดี พอใช้ชิงไปได้ชั่วครู่ ห้องลูกเลื่อนของมัน ก็ระเบิดพังออกไปอย่างชนิดไม่มีทางแก้ไข นอกจากช่างอาวุธที่มีเครื่องมือซ่อมครบครันเท่านั้น    ทหารรับจ้างพิเรนบางคนตัดหูของทหารเวียดนามเหนือ ร้อยเป็นพวงด้วยสายเคลย์โมว์แล้วคล้องกับปลายกระบอกปืน เอ็ม.16 ด้วยอาการยิ้มหัวเหมือนกับว่าเหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้วนั้นเป็นการแสดงฉากหนึ่งเท่านั้นเอง    กระสุนเอ็ม.16 หมดไปเกือบค่อนจำนวน ส่วนกระสุนเอ็ม.60 ยังเหลืออยู่เพียงสองสายเท่านั้น ลูกระเบิดมือเรียบวุธ เพราะใช้ดักที่เต๊นท์สนามเกือบร้อยลูก    เอ็ม.72 เหลืออยู่ 20 กระบอก แฟลร์กระทุ้งหมดพอดีในตอนเช้าของวันรุ่งขึ้นนั่นเอง
      ผมเสียเวลาอยู่ ณ จุดพักแรมประมาน 2 ชั่วโมง เมื่อสำรวจยอดเสียหายก็ปรากฏว่าทหารรับจ้างของผมบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย 2 คน เนื่องจากถูกสะเก็ดระเบิดของตัวเองในขณะจู่โจมเข้าทำลายรังปืนกลหนักเหนือแนว    ทหารเวียดนามเหนือจะเหลือรอดชีวิตอยู่หรือไม่ ผมไม่สน พอถึงเวลา 08.30 น. ขบวนทหารรับจ้างเดนตายของพวกผมก้เคลื่อนที่ขึ้นไปบนยอด “ภูงาม” ซึ่งมองเห็นลิบๆอยู่เบื้องหน้า

เส้นทางเริ่มชันและวกวนขึ้นทุกขณะ พอขบวนของผมถึงมุมหักข้อศอก ครอบครัวของแม้วอพยพก็ออกมายืนออกันแน่นด้วยดวงหน้าที่แสดงออกถึงความวิตกกังวล    มันเป็นภาพที่ตราตรึงหัวใจของผมไปจนชั่วชีวิต สาวแม้วผวาเข้าหาทหารรับจ้างที่เคยเป็นคู่ขากันมาก่อนด้วยความลิงโลดน้ำตาที่ไหลพรากออกมาเป็นสาย ผมดูไม่ออกว่า เธอเหล่านั้นดีใจหรือเสียใจกันแน่   ความสนิทสนมกันในระหว่างเดินทางและเหตุการณ์ที่เลวร้ายทำให้บังเกิดความสนิทสนมและความเห็นอกเห็นใจกันขึ้นมาอย่างแนบแน่น    ครั้งแรกสาวแม้วเหล่านี้ ขายทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อเงิน    แต่ขณะนี้มองหน้าด้วยสายตาเพียงแวบเดียว ผมก็สามารถบอกกับตัวเองว่า สาวแม้วเหล่านี้บังเกิดความรักอย่างชนิดฝังอกฝังใจกับทหารเดนตายเหล่านี้ขึ้นมาเสียแล้ว    สาวแม้วคนหนึ่งวิ่งควบฝ่ากลุ่มทหารรับจ้างตรงเข้ามายังทิศทางที่ผมกำลังเดินอยู่ มองเห็นผ้าสีชมพูที่คาดประดับทับอยู่บนชุดสีน้ำเงินของเธอปลิวไสว เสียงกำไลเงินกระทบกันดังกรุ๊งกริ๊ง ไม่ขาดระยะ

      เธอเบรคพรืดอยู่ตรงหน้าผมชั่วอึดใจ แล้วผวาเข้ากอดคอผมเอาดื้อๆ ผมจำเธอไม่ผิดหรอกครับ เธอเป็นคนเดียวกับสาวแม้วที่คนรักถูกทหารเวียดนามฆ่าตาย ที่ผมเอารองเท้าไปวางที่หลุมศพนั่นเอง  “อ้าย อ้ายปลอดภัย นีนาดีใจหลายหลาย วันนี้อ้ายพักบ้านนีนาที่นาซูนะอ้ายนะ”
ภาษาลาวที่ระรื่นหูอู้อี้อยู่ใกล้ๆซอกคอของผม ส.ต.อาษา ซึ่งเดินอยู่ใกล้ๆ อมยิ้มแถมยกนิ้วชี้ขึ้นแตะที่บริเวณลูกกระเดือก แล้วตะหวัดไปด้านข้างอันเป็นโค้ดลับให้ผม “เชือด” สาวแม้วคนนี้อยู่ในที ฮีท่อ... เกือบเดือนเต็มๆที่ไม่ได้เจอะเจอไอ้ของพรรค์ยังงี้ เลือดลมของผมมชักจะแล่นปรู๊ดปร๊าดเสียแล้วไหม๊ล่ะ  “นีนา” ปล่อยมือจากคอผมแล้วขยับตัวมาด้านข้าง ใช้มือโอบสะเอวของผมเดินชวนคุยไม่ขาดปาก “แฟนของนีนา บ่ใช่คนแม้ว เป็นคนลาวเกิดที่นาซู เราเพิ่งหมั้นกันได้หนึ่งเดือน ก็ต้องมาพลัดพรากจากกัน นีนาสงสารทองเพชรเหลือเกิน” กลิ่นสาบสาวอบอวลอยู่ข้างๆ นีนาเป็นสาวแม้วที่สวยผุดผาดกว่าคนอื่นๆ ลักษณะการแต่งตัวของเธอก็ดูสะอาดสะอ้าน ผิดแปลกไปจากชาวแม้วคนอื่นๆอย่างเห็นได้ชัด ดวงหน้ารูปไข่ ถูกตบแต่งด้วยเครื่องสำอางบางๆจนดูกลมกลืนกับธรรมชาติ ผมที่ยาวสลวยถูกถูกรวบเป็นพุ่มด้วยผ้าเช็ดหน้าผืนขนาดใหญ่   ว้า... ผมบรรยายเป็นน้ำท่วมทุ่งมาตั้งนานสองนาน รวบรัดเอาสั้นๆเลยว่า แม่นีนาของผม สวยจับจิตจับใจก็แล้วกันนะครับ แฮ่...แฮ่...แฮ่

              พอขบวนของพวกผม ขึ้นมาบนยอด “ภูงาม” วิทยุ PRC-77 ก็สามารถติดต่อกับ บก.ล่องแจ้งได้อย่างถนัดชัดเจน กองสิงห์กับนอร์แมน ผลัดกันซักถามผมถึงเหตุการณ์ณ์ต่างๆที่บังเกิดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้น แล้วจะให้ผมฝอยด้วยตัวของผมเองได้อย่างไรกันครับ ทางออกของผมก็คือยัดเยียดให้ “จ่าสรศักดิ์ พุทรา” เป็นผู้บรรยายเหตุการณ์ต่างๆเหล่านั้นให้ตัว ผบ.พันของเขาฟังอย่างละเอียดถี่ถ้วน ส่วนผมก็ฉากแวบออกไปเดินกระจู๋กระจี๋กับ “นีนา” สบายอารมณ์ไปเท่านั้น “ภูงาม” เป็นยอดเขาที่สูงเกือบ 6000 ฟิตจากระดับน้ำทะเล (ประมาน 1800 เมตร) อากาศเย็นยะเยือก พืชพรรณเมืองหนาวจำพวก “สน” และ “หญ้ามอส” ที่อ่อนนุ่มเหมือนกับพื้นสักหลาดราบเรียบขนานกับพื้นถนนมองดูสวยงามเหมือนกับภาพวาดของจิตกรเอกแห่งยุค  ทหารรับจ้างและแม้วอพยพหยุดพักผ่อนเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะลงจากยอดภูงามเข้าไปยังเมืองนาซู ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 2 กิโลเมตร นีนาพาผมเดินไปตามถนนจนกระทั่งถึงด้านหลังสุดของยอดเขา ภาพของเมืองนาซู ก็ปรากฏลิบอยู่ในแอ่งกระทะเบื้องล่าง

ทัศนะวิสัยแจ่มใสเป็นพิเศษ ผมสามารถมองเห็นแม้กระทั่งจุดเล็กๆ ของคนที่เดินสับสนวุ่นวายอยู่ภายในสนามบิน เครื่องบินชนิดต่างๆจอดระเกะระกะเต็มไปหมด แม้กระทั่งบนท้องฟ้าก็ปรากฏเครื่องบิน บินวนเวียนรอจังหวะลงอยู่ 2-3 ลำ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่