พี่ซื้อให้..เอาไปเถอะพี่ให้ของเล็กน้อยเอง มากกว่านี้พี่ก็ให้ได้ ชีวิตพี่ยังให้เราได้เลย..บลาๆๆ แต่พอเลิกกัน เฮ้ย!!อาราย

อ้างอิงจากกระทู้เก่านะคะ ที่เพื่อนๆบอกว่าอ่านแล้วตาลาย ต้องขอโทษทีค่ะ แบบว่าตอนพิมพ์ก็ซัดเอาๆอย่างเดียว ไม่ได้สนใจอะไรเลย แบบว่าอยากระบายอะค่ะ เรามาลองปรับแก้เว้นวรรคใหม่ กระทู้เก่านะคะ>> http://pantip.com/topic/33022085


          ขออนุญาตยืมพื้นที่ของพันทิประบายความในใจหน่อยนะคะ พอดีเมื่อวานได้รับโทรศัพท์สายนึง ซึ่งทำให้ปรี๊ดดดดด แบบว่าโมโหมากอ่ะ ขอเล่าย้อนนิดนึงนะคะ เพื่อที่เพื่อนๆจะได้ช่วยกันตัดสินว่ามันบ้าหรือว่าเราเองที่เยอะ..


          ปัจจุบันเราแต่งงานมีครอบครัว มีสามีและเจ้าตัวเล็ก 1 คนแล้วค่ะ เรื่องที่เราจะเล่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับแฟนเก่าค่ะที่อายุมากกว่าเรา 12 ปี คือตอนที่คบกันมันแบบว่าโอมากกกก คือเราชอบอ่านพวกหนังสือนิยาย เราก็เลยมีสเป็คชายในฝันไว้พร้อมสรรพ คือจะชอบผู้ชายที่แบบอายุมากกว่า มีความเป็นผู้ใหญ่ ขรึมๆ อบอุ่น ดูแลเราได้ หน้าตาถือเป็นเรื่องรองค่ะ ไม่ได้กะเกณฑ์ ถ้าทุกข้อที่เอ่ยมาผ่าน แต่หน้าตาไม่ผ่าน เราก็ให้ผ่าน


          แล้วทีนี้พอเจอเค้ามันก็เลยแบบว่า เฮ้ยยยย!! ใช่อ่ะ มันใช่เลย คือ..
          อายุมากกว่า...ใช่
          มีความเป็นผู้ใหญ่..ใช่
          ขรึม..ใช่
          อบอุ่น..ใช่
          ดูแลเราได้..ใช่
          หน้าตา..อันนี้โคตรใช่เลยค่ะ

          
          เค้าจะพูดคะ ค่ะ กับเราตลอด ทีนี้ก็คบกันมาเรื่อยๆราบรื่นดีค่ะ เวลาไปเที่ยว กินข้าว ดูหนัง ส่วนมากเค้าจะเป็นคนจ่ายค่ะ ซึ่งเราก็โอเคกับตรงนั้น เพราะเคยตกลงคุยกับเค้าแล้ว ตอนที่เราจะออกในส่วนของเรา เค้าจะบอกว่าไม่เป็นไรน้องยังเรียนอยู่ ไม่มีรายได้อะไร แค่เรื่องกิน เที่ยว ดูหนัง เค้าดูแลได้ มันไม่ได้มากมายอะไร อาทิตย์นึงจะไปก็แค่1-2ครั้ง อย่าว่าแต่ของแค่นี้เลย ชีวิตพี่ก็ให้เราได้ ให้เราตั้งใจเรียน เป็นเด็กดีของพ่อแม่และเค้าก็พอ


          โดยส่วนตัวแล้วเราคบเค้าด้วยใจนะคะ ไม่ได้จะหวังเรื่องกินเที่ยว หรือของนอกกายจากเค้า เพราะอย่างที่บอกว่าเค้าเหมือนชายในฝันของเรา และที่สำคัญเป็นรักครั้งแรกของเราด้วย อีกอย่างฐานะทางบ้านเราถึงจะไม่ได้ร่ำรวย แต่ก็ถือว่าไม่ลำบากเพราะเราเป็นลูกคนเดียว เราเลยพยายามตอบแทนเค้าเพราะไม่อยากเป็นฝ่ายรับอยู่ฝ่ายเดียว เราจะคอยทำของกินไปให้เค้าค่ะ พวกอาหาร ขนม น้ำผลไม้ อะไรประมาณนี้ค่ะ (ได้รับคำยืนยันจากคนรอบตัวแล้วค่ะว่าผ่าน อร่อยมากกกก)


          ทีนี้พอวันสำคัญ เช่น วันเกิด วันครบรอบ ปีใหม่ เค้าก็จะให้ของขวัญเราตลอด ซึ่งเราก็ให้เค้านะคะ แต่มันอาจจะต่างกันตรงที่ของที่เราให้จะเป็นของที่เราคิดว่ามันมีคุณค่าทางใจสำหรับเรา นั่นก็คือเราลงมือทำด้วยตนเอง เช่น ถักผ้าพันคอ เสื้อหนาว พับดาวกระดาษเป็นพันๆดวงอะค่ะแล้วใส่โหลไปให้เค้า (โบราณไปมั๊ยอ่ะ มีใครเคยทำแบบเราบ้างคะ) ถ้าเป็นของที่ซื้อก็จะเป็นพวก teddy bear ค่ะ พอให้เค้าๆก็จะแบบว่าทำมาทำไม น้องจะเหนื่อยเอานะ เสียเวลาด้วย ไปอ่านหนังสือดีกว่า ไปเที่ยวดีกว่า ไม่ต้องให้อะไรพี่หรอก บลาๆๆๆ แต่เราก็ไม่สน เพราะทำแล้วมีความสุขก็ทำต่อไป


          ส่วนของขวัญที่เค้าให้เราจะเป็นพวกของมีราคาทั้งนั้น เช่น โทรศัพท์มือถือ  วันครบรอบก็ให้แหวนทองค่ะ (แหวนคู่ค่ะ คนละวง) สร้อยคอ จะเป็นแนวๆเครื่องประดับอะค่ะ เราก็เกรงใจนะคะ แต่อารมณ์ตอนที่ได้คือแบบว่าดีใจสุดๆ


          พอคบกันไปนานเข้า เค้าก็พาเราไปบ้านเค้า ไปสวัสดีพ่อแม่เค้า พ่อเค้าก็โอเค ปกติดี แต่เรารู้สึกได้ในทันทีเลยว่าแม่เค้าไม่ชอบเราอย่างแรง เราก็ไม่เข้าใจนะในตอนแรกว่าทำไม


          มีอยู่วันนึง ที่ไปเที่ยวบ้านเค้า แล้วมีโทรเข้ามาจากลูกค้า ซึ่งเค้าจำเป็นต้องออกไปข้างนอก โดยบอกให้เรานั่งเล่นรออยู่ที่บ้านเค้าก่อน มันก็เลยเป็นครั้งแรกที่เราอยู่กับแม่เค้าสองต่อสอง แม่เค้าก็เริ่มทำการสัมภาษณ์ (สอบสวน คาดคั้น บีบเค้น บังคับ ทำร้ายจิตใจ) ว่าเราเรียนที่ไหน ชั้นอะไร มีพี่น้องกี่คน พ่อแม่ทำงานอะไร เราก็คิดว่าคงปกติมั้ง คำถามทั่วๆไปที่เค้าสมควรจะถามคนที่จะมาเป็นแฟนลูกชายคนเดียว แต่ที่ทำเราอึ้งคือ แม่เค้าถามว่าพ่อแม่มีมรดกเยอะมั๊ย มีเงินเก็บเท่าไหร่ ได้ซื้อที่เก็บไว้บ้างรึเปล่า เราก็คิดในใจว่า เฮ้ยยย!! อะไรฟระ จะคบกับลูกชายคุณนี่ต้องครบเครื่องเลยใช่ปะ ต้องซักประวัติกันถึงมรดกตกลอดกันเลยหรอ เราก็ขี้เกียจตอบอะ เพราะคิดว่ามันไร้สาระมาก แต่ก็เป็นแค่ในความคิดนะคะเพื่อนๆ เพราะเราก็ตอบแม่เค้าแบบสุภาพอ่อนหวานไปว่า ไม่มีหรอกค่ะ คุณพ่อรับราชการ ส่วนคุณแม่เป็นพนักงานบริษัทค่ะ (อันนี้เรื่องจริงค่ะ ส่วนเรื่องมรดก เงินเก็บ ที่ดินอะไร เราไม่รู้ ไม่เคยถามพ่อแม่)


          แม่เค้าก็จะสีหน้าออกเซ็งๆแล้วก้อบอกว่า เค้าน่ะมีลูกชายคนเดียว ต้องเป็นคนสืบทอดสกุล ถ้าจะมีคู่ครอง แม่ก็อยากได้คนที่ทัดเทียมกัน (บ้านเค้าเป็นคนจีนค่ะ ฐานะถือว่าค่อนข้างดี) จะได้ช่วยเชิดหน้าชูตา ที่สำคัญแม่ยอากได้ลูกสะใภ้เป็นคนจีน เพราะว่าผู้หญิงจีนน่ะขยันขันแข็ง ทำมาหากินเก่ง เป็นแม่บ้านแม่เรือน ดูอย่างสมัยแม่เป็นสาวๆนะ บรรพบุรุษของแม่มาจากเมืองจีน เสื่อผืนหมอนใบ มาตั้งหลักปักฐานที่เมืองไทย อดมื้อกินมื้อ บลาๆๆ (ลืมถามไปค่ะว่าโล้สำเภาจีนมาด้วยรึป่าว) คือลักษณะการพูดจะเรื่อยๆเนิบๆตลอดค่ะ พอพูดจบคงเห็นว่าเราเงียบไป ก็หันมาบอกเราว่า แต่แม่ไม่ได้ว่าหนูไม่ดีนะ (นี่แหละว่าแล้วT^T) หนูก้อดีนะคะ น่ารักดี (เราก็รู้นะว่าเค้าพูดตามมารยาท แต่ก็รู้สึกดีขึ้นมานิดนึง) แล้วแม่เค้าก็พูดต่อว่า แต่ก็นะ...เข้าใจแม่นะคะ (อ้าววววว เฮ้ยย!! อะไรกันแน่ฟระ นี่กำลังบอกอะไรอ้อมๆเราอยู่ใช่ปะ เรารู้สึกอย่างนั้นจริงๆ แต่เราแกล้งไม่รู้ เราแกล้งมึน)


          ทีนี้ก้อเอาแบบข้ามๆไปบ้างนะคะมันยาวค่ะ เอาเป็นว่าเรากับเค้าก็ยังคบกันต่อไป ไปมาหาสู่ทั้งบ้านเค้า บ้านเรา แต่เรื่องราวมาถึงจุดแตกหักคือตอนที่เรากำลังจะเรียนจบค่ะ เทอมสุดท้ายแล้ว เค้าพาเราไปที่บ้าน แล้วก็บอกกับแม่เค้าว่าถ้าน้องเรียนจบแล้ว ผมขอแต่งงานกับน้องนะครับ แม่เค้าก็คอแข็งขึ้นมาทันทีเลยค่ะ (ที่ผ่านมาต่อหน้าลูกชายเค้าคือแม่ที่อ่อนโยน อบอุ่น ใจดี เข้าใจลูก รักธรรมชาติ รักสัตว์ แต่งานนี้แอ๊บไม่ไหวอยู่ค่ะ) บอกว่าไม่ได้มันเร็วไป พี่เค้าก็บอกว่าไม่เร็วหรอกครับเค้าก็ 30 กว่าแล้ว แม่เค้าก็บอกว่าเราอ่ะที่ยังไม่พร้อม เรียนจบมางานการก็ยังไม่มีทำ ทำงานบ้านเป็นหรอ ทำกับข้าวเป็นหรอ ซักผ้า รีดผ้า กวาดบ้าน ถูบ้าน บลาๆๆๆ เป็นหรอ เราก็ตอบแม่เค้าไปตามตรงค่ะว่าทำกับข้าวเป็นค่ะ แต่งานบ้านปกติไม่ค่อยได้ทำ (เราเลือกที่จะตอบตามความจริงค่ะ เพราะปกติอยู่บ้านเราไม่เคยทำงานบ้านเลย นอกจากล้างจานชามที่เราหรือพ่อแม่กิน แล้วก็ล้างพวกอุปกรณ์ครัวที่เราเป็นคนทำ พวกกวาดถูไม่เคยทำเลยค่ะ เพราะอะไรหรอคะ เพราะเราขี้เกียจค่ะ T^T เรารู้สึกว่ามันเหนื่อยและไม่สนุก)


          พอตอบไปเสร็จแม่เค้านี่ปรี๊ดเลยค่ะแล้วบอก นั่นไง แล้วจะดูแลบ้าน ดูแลลูกชายเค้าได้ยังไง เราก็บอกว่าจะค่อยๆหัดและเรียนรู้ค่ะ ซึ่งแฟนเก่าเราเค้าก็ช่วยเรานะคะ เค้าบอกแม่เค้าว่าของแบบนี้หัดกันได้ สุดท้ายแม่เค้ายื่นคำขาดค่ะว่าให้รอไปก่อน แต่แฟนเก่าเราก็ยื่นคำขาดเหมือนกันค่ะว่ารอไม่ได้แล้ว แม่เค้าเลยบอกว่างั้นมีหลานชายให้เค้าก่อน ถ้ามีให้เค้าได้เค้าจะให้แต่ง (คืออะไรอ่ะ ยังไม่ให้แต่งแต่ให้มีหลานให้เค้าก่อน สรุปคือจะให้ช้านท้องก่อนแต่งหรอ) เรารีบบอกเลยค่ะว่าไม่ได้ ทำอย่างนั้นไม่ได้ค่ะ ยังไม่แต่งงานเลยจะท้องได้ยังไง แล้วพ่อแม่หนูจะเป็นยังไง ถ้าหนูท้องโดยที่ยังไม่ได้แต่งงาน ท่านจะเสียใจนะคะ แม่แกก็รีบพูดเลยค่ะว่า นั่นไง เห็นมั๊ยล่ะ เค้ารักลูกจริงที่ไหน ถ้ารักจริงก็ต้องยอมรับได้ทุกอย่างสิ ที่แม่พูดนี่ไม่ได้คิดจะให้เค้าท้องก่อนแต่งจริงๆหรอกนะ แม่แค่จะทดสอบลองใจเฉยๆว่าเค้าจะทำทุกอย่างเพื่อลูกของแม่ได้มั๊ย แล้วสุดท้ายเป็นยังไง ไม่มีใครรักลูกจริงเหมือนที่แม่รักลูกหรอก


          (อารมณ์เราตอนนั้นไม่เหลือความเคารพ เกรงใจ ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหนแล้ว คิดในใจว่า eแก่นี่วอนนนนแล้ว แก่ไม่อยู่ส่วนแก่ วางแผนสลับซับซ้อนยังกะในละครน้ำเน่า แผนลับกำจัดลูกสะใภ้ อะไรเทือกนั้น) เราโมโหมากเลยค่ะ เลยถามไปว่าทำไมแม่ทำแบบนี้ หนูไม่ดีตรงไหน  แม่แกก็ไม่ตอบลอยหน้าลอยตาได้น่าหมั่นไส้มาก


          เราเลยหันไปหาแฟนเก่าเรา คิดว่าเค้าคงจะว่าแม่เค้าที่ทำแบบนี้ แต่เปล๊า เปล่าเลยค่ะเพื่อนๆ เค้านั่งนิ่ง พอเราเรียกซ้ำเค้าก็บอกว่าให้เรากลับไปก่อน พี่ขอคิดดูก่อน ขอคุยกับแม่ก่อน (เฮ้ยยยย นี่คือคุณเข้าข้างแม่คุณใช่ปะ คุณแยกแยะไม่ออกใช่ปะว่าอันไหนคือเรื่องจริง อันไหนคือมารยา แล้วบอกให้เรากลับไปก่อน จะกลับไปยังไงฟระ บ้านก็อยู่ซอยท้ายๆหมู่บ้าน แถมเข้าซอยมาแล้วยังอยู่สุดซอยอีก แต่อารมณ์เราตอนนั้นก็เต็มที่เหมือนกัน เอาวะ กลับก็กลับ เดินก็เดิน ดีกว่าอยู่ให้คนมันรังแก)


          เราก็ลุกเดินออกมาโดยที่ไม่ได้ยกมือไหว้แม่เค้า(ปกติไหว้ทุกครั้งนะคะ เราเป็นคนมีสัมมาคารวะเสมอค่ะ แต่มีไว้สำหรับคนที่คู่ควรเท่านั้นค่ะ) เท่านั้นแหละค่ะ เสียงลอยมาตามลมเลยว่า ก็มารยาทอย่างนี่เล่าใครจะอยากได้ ไม่รู้พ่อแม่สั่งสอนกันมายังไง (มันปรี๊ดดดดอ่ะ eแก่นี่เป็นใครวะ มาว่าลามปามถึงพ่อแม่ จากตอนแรกเราคิดว่าวันนี้อารมณ์ร้อนทุกฝ่าย แยกกันไปก่อนดีกว่า อารมณ์เย็นค่อยมาคุยกันใหม่ ความคิดนั้นหายวับไปกับตาเลยค่ะ เป็นไงเป็นกัน) เราเดินย้อนกลับไปหาแฟนเก่าเราค่ะ โดยไม่มองหน้าeแก่ นั่นเลย แล้วถามเค้าไปว่า “ตัดสินใจเดี๋ยวนี้” (สั้นๆง่ายๆ ไม่เยิ่นเย้อค่ะ) เค้าก็นิ่งไปแปปนึงค่ะ แล้วก็ตอบเราว่า “แม่” (สั้นๆง่ายๆไม่เยิ่นเย้อเหมือนกัน) พอได้คำตอบเราก็เดินหันหลังออกมาเลยค่ะ


          จากวันนั้นจนมาถึงวันนี้เราไม่เสียใจเลยค่ะที่ได้ให้เค้าเลือก เรารู้ว่าเป็นคำถามที่ทำให้เค้าลำบากใจ และโอกาสที่คำตอบจะออกมาเป็นเรานั้นแทบไม่มีเลย เพราะใครก็ต้องเลือกแม่อยู่แล้ว ซึ่งจริงๆเราก็คิดว่าคงไม่สามารถคบกับเค้าต่อไปได้ เพราะขนาดยังไม่แต่งงานยังขนาดนี้ ถ้าแต่งกันไปจะขนาดนั้น แต่ที่ตัดใจถามไปเพราะคำตอบของเค้ามันจะได้ทำให้เราตัดใจได้เด็ดขาด ทำใจได้ง่ายขึ้น จะได้ไม่มีการใจอ่อนกันอีกภายหลัง เพราะคำตอบของเค้ามันชัดแจ้งแล้วว่าเค้าไม่เลือกเรา


          หลังจากเลิกกันไปเค้าก็ยังติดต่อมาขอคืนดีค่ะ บอกว่าจะลองหาโอกาสคุยกับแม่เค้าให้ เราก็ปฎิเสธไปตลอด (มันด่าพ่อแม่กุ กุไม่มีทางญาติดีกับมัน) จนผ่านมาหลายเดือนซึ่งเค้าคงเห็นว่ายังไงเราคงไม่กลับไปคบกับเค้าอีกแล้ว คงเปล่าประโยชน์ที่จะง้อเราแล้ว


          แต่เหมือนเค้านึกอะไรขึ้นมาได้มั้งคะ เค้าโทรมาหาเราค่ะบอกว่าเค้าขอแหวนคืนได้มั๊ย เราก็ถามว่าแหวนคู่น่ะหรอ เค้าก็บอกว่าใช่ ที่เค้าขอคืนนี่ไม่ได้อะไรนะ แต่ว่าถึงคนไม่ได้อยู่คู่กันแล้ว อย่างน้อยให้แหวนอยู่คู่กันก็ยังดี (อารมณ์เราตอนนั้นพอดีได้ฟังแล้วแบบว่าจะร้องไห้อ่ะค่ะ คิดว่าเค้านี่คงยังรักจะตัดใจจากเราไม่ได้) เราก็คืนให้เค้าค่ะ


          หลังจากนั้นก็มีโทรมาอีกบอกว่าขอสร้อยคืน จะเอาไปใส่ให้ teddy bear ตัวที่เราซื้อให้ เพราะทุกคืนเค้าจะนอนกอดเจ้า teddy bear จนหลับไป ถ้าเอาสร้อยไปคล้องคอเจ้า teddy bear ไว้ จะได้เหมือนนอนกอดเราหลับไปทุกคืน (แม่เจ้า!! เป็นไงละคะ สำนวนพี่เค้า ซึ่งเราตอนนั้นก็เชื่อเค้าอีกนะคะ)


          แล้วก็โทรมาเรื่องโทรศัพท์ค่ะ เราก็บอกว่าเราขายไปแล้ว ไม่อยากเก็บไว้ จะเอาเงินค่าขายมั๊ย (อันนี้รีบบอกไปค่ะ เลยไม่ได้ฟังเหตุผลว่าเค้าอยกาได้คืนไปทำไม) เค้าก็ปฎิเสธไม่รับ


          แล้วก็หายไปอีกสักพักใหญ่ๆค่ะ โทรมาอีกบอกว่าเดือดร้อนเรื่องเงิน เราพอจะช่วยเค้าได้มั๊ย เราก็ถามไปว่าระดับพี่นี่มีเดือดร้อนเรื่องเงินด้วยหรอ แค่นั้นแหละค่ะ เค้าโมโห ขึ้นเสียงใส่เราเลยว่าอะไรกันเงินแค่นี้เอง นิดหน่อยช่วยพี่ไม่ได้เลยหรอ ทีเมื่อก่อนพี่พาไปเที่ยว กินข้าว ดูหนัง บลาๆๆๆ ยังไม่เคยบ่นสักคำ (อ้าวเฮ้ยยยย!! นี่ทวงบุญคุณหรอวะ ผู้ชายโลกไหนเค้าทำแบบนี้กัน เกิดมาเพิ่งจะเคยเจอ) เราก็ให้ไปค่ะ เพราะคิดว่าที่เค้าพูดมาก็ถูก แต่เราไม่รู้ว่าเราทำถูกหรือผิด แต่พ่อเราเคยสอนไว้ว่าคนเราจะยากดีมีจน แต่เมื่อเป็นหนี้ก็ต้องชดใช้
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่