“Last call for passenger Cara travelling to London, please proceed immediately to Gate number 32”
เสียงวิ่งกระหืดกระหอบตรงรี่ไปที่ gate 32 พร้อมยื่น Boarding pass ในพนักงานตรวจบัตร เมื่อเดินขึ้นเครื่องสาวน้อยก็ได้มองหาที่นั่งของเธอ
เมื่อเจอเธอก็ได้จัดการเอากระเป๋าลากใบเล็กขึ้นไปใส่บนชั้นวางของเหนือศรีษะ จากนั้นก็นั่งประจำที่เตรียมพร้อมบิน
“Please pay attention to this short safety demonstration”
สาวน้อยจ้องดูการสาธิตความปลอดภัยด้วยนัยต์ตาเบิกกว้าง เป็นการขึ้นเครื่องบินครั้งแรกของเธอ เธอกำลังจะไปเรียนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนสอนภาษาที่เมืองริมชายทะเลตอนใต้ของประเทศอังกฤษ เมื่อเครื่องใกล้จะขึ้นแล้ว เธอก็ได้ยินประกาศอีกว่า
“Please turn off all mobile phones and electronic devices. Fasten your seatbelt and return your seat to the upright position”
เธอปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เครื่องเร่งเครื่องบินดังมากขึ้นจนเครื่องบินถึงระดับ สาวน้อยบีบมือแน่นด้วยความหวาดเสียว พร้อมกับหลับตาสนิท เธอเป็นคนที่กลัวความสูงอย่างมาก ทุกครั้งที่ขึ้นที่สูงเธอมักมีอาการขาสั่น มือเย็น เหงื่ออก ตัวเกร็ง และรู้สึกหวิวๆที่หน้าท้อง รู้สึกคล้ายกับว่าตัวเองหลุดไปสุ่สภาวะไร้แรงโน้มถ่วง ทันใดนั้นเธอก็ได้ยินจากผู้ชายคนนึงข้างๆเธอพูดว่า
“Are you okay? You’re terrified of height?”
เธอค่อยๆเปิดตาขึ้น พร้อมทั้งตอบไปว่า
“Yes” (แย่จัง อย่าถามไรมากกว่านี้นะ ชั้นภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง พูดได้แค่นี้ละ Yes No Ok)
“No worries. You’re gonna be ok. Taking off was finished.”
เค้าพูดว่าอะไรนะ ไม่แน่ใจเลย เอางี้ ยิ้มไปละกัน เราเป็นคนเมืองสยาม ยิ้มไว้ก่อน สยามเมืองยิ้ม ว่าแล้วสาวน้อยก็ฉีกรอยยิ้มกว้างๆให้กับชายคนนั้น จากนั้นตลอดทั้ง flight เธอก้เอาแต่จ้องอยู่กับหน้าจอทีวีหน้าที่นั่ง ดูหนัง ฟังเพลงไปเรื่อยๆ จนหลับไป เมื่อเธอตื่นมาอีกที เธอก็ได้ชะโงกหน้าออกไปมองที่หน้าต่างและเธอก็ได้เห็น ชิงช้าสวรรค์ขนาดใหญ่อยู่นริมแม่น้ำ นี่คงเป็น London eye ซินะ นี่เรามาถึง London แล้วหรอเนี่ย
“Here we are. London at last” ชายคนนั่งข้างเธอกล่าว
“OK”
เธอยิ้มพร้อมกับเกดอาการหวิวหน้าท้องอีกครั้งเมื่อเครื่องบินมีการลดระดับลงจะจอดที่สนามบิน Heathrow เสียงประกาศดังขึ้น
“Captain has switched on the Fasten Seatbelt sign. We'll be landing in about fifteen minutes. Please fasten your seatbelt and return your seat to the upright position. Please stay in your seat until the aircraft has come to a complete standstill and the Fasten Seatbelt sign has been switched off. The local time is 9.20pm. The temperature is 3 degrees Celsius”
จากนั้นเมื่อเครื่องลงจอดเรียบร้อยสัญญาณคาดเข็มขัดดับลง ทุกคนทยอยออกจากเครื่องบินอย่างเป็นระเบียบ สาวน้อยเดินตรงไปที่สายพานรับกระเป๋า พร้อมทั้งเดินตรงไปที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง เธอได้เห็นการสนทนากันระหว่างเจ้าหน้าที่และคนที่จะเข้าเมือง เธอตกใจเล็กน้อยเพราะเธอไม่ได้เก่งภาษาขนาดที่จะฟังและโต้ตอบได้ขนาดนั้น เธอกลัวมากและเกิดความคิดว่า จะเขียนรายละเอียดกับตัวเอและมาที่นี่เพื่อเรียนภาษา ว่าแล้วเธอก็เขียนข้อความลงบนกระดาษเปล่า เมื่อถึง ตม เธอโดนถามคำถามเบสิค ชื่อ นามสกุล อายุ มาอยู่นานเท่าไหร่ กลับเมื่อไหร่ พ่อแม่ทำงานอะไร ซึ่งเธอพอเอาตัวรอดจากคำถามพวกนั้นได้ เอเดินออกมาสู่ประตูทางออก และกวาดตาไปทั่วๆ จนเจอผู้ชายร่างสูงแต่งตัวเหมือนพ่อมดในเรื่องแฮรี่พอร์ตเตอร์รอรับเธออยู่ เธอเดินตรงเข้าไปและขอดูรหัวรับตัวเมื่อเห็นว่าตรงกันแล้วเป็นตัวแทนโรงเรียนมารับแน่นอน เธอก็ตามผู้ชายคนดังกล่าวไปขึ้นรถ
รถตู้ขนาดใหญ่วิ่งเร็วบนถนน ภาพที่หน้าต่างเปลี่ยนจากไฟเมืองกรุงเป็นภาพเงาต้นไม้มืดๆตามรายทางผ่านสายตาสาวน้อยอย่างรวดเร็ว ตอนนี้ได้เข้าเขตเมืองชายทะเลตอนใต้ดังกล่าวแล้วซินะ เธอใช้ปลายนิ้วแตะบนกระจกและสัมผัสได้ว่าอากาศข้างนอกคงจะหนาวมากๆ จากนั้นไม่นานรถตู้ก็ได้หยุดจอดลงที่หน้าบ้านโฮสแฟมิลี่ของเธอ
เธอรู้สึกคุ้นตากับบ้านและถนนแถบนี้เป็นอย่างดี เนื่องจากก่อนมาเธอได้เข้าไปดูแผนที่ google earth หลายที จนจำถนนระแวกนี้ได้ ประตูรถเปิดออก ลมเย็นโชยเข้ารถมาอย่างรวดเร็ว อากาศหนาวเย็นยะเยือกจับใจมาก ไม่นานสาวน้อยก็เริ่มร้สึกหนาวจนแทบจะจนไม่ไหว จากนั้นเธอก็เห็นประตูบ้านเปิดออก มีผู้หญิงร่างอวบ ผมน้ำตาลเข้ม หน้าตาเป็นมิตร กับ ผู้ชายร่างสูงโปร่ง ผอม หน้าตาใจดี เดินออกมา เธอดีใจมากที่ได้เห็นโฮสแฟมิลี่ของเธอ โฮสแฟมิลี่เดินเข้ามากอดทักทายเธอและดูเหมือนว่าเธอจะรู้สึกอุ่นขึ้นเมื่อได้รับการกอดนั้น เธอหันไปกล่าวขอบคุณคนขับรถ และเดินเข้าบ้านพร้อมกับโฮสแฟมิลี่ของเธอ
เมื่อเดินเข้าไปในตัวบ้าน เธอได้มองไปรอบๆและพบว่าบ้านหลังนี้กว้างขวางมาก แต่งตัวได้อบอุ่นน่ารัก ตอนนี้เธอได้มุมโปรดของเธอแล้ว นั่นก็คือห้องกระจกไว้สำหรับดื่มน้ำชายามบ่ายและมีแดดอ่อนๆส่องลงมาให้ความอุ่น แต่ตอนนี้มืดไม่มีแสงอาทิตย์สาดส่องมายังห้องน้ำชาห้องนี้เลยดูธรรมดา เสียงตุบๆลงมาจากบันได เมื่อเธอหันหน้าไปดูก็พบเด็กชายตัวน้อย ผมทอง ตาสีน้ำข้าว ส่งยิ้มให้ เด็กน้อยคนนี้เดินเข้ามาแนะนำตัวเองพร้อมกับส่งยิ้มให้เธอ จากนั้นเธอก็ได้ยินเสียงโฮสเรียกให้ไปดื่มนมอุ่นกับขนมปังปิ้งที่ครัว เธอจึงเดินไปยังครัว เด็กชายตัวน้อยก็ได้เดินตามเธอเข้ามาด้วย เธอนั่งดื่มนมอุ่นพร้อมขนมปังและพูดคุยกับเด็กชายตัวน้อยคนนั้นจนพบรู้ว่าเด็กคนนี้ชื่อ ลุค อายุ 7 ขวบ และเกิดวันเดียวกันกับเธอ
เมื่อทานเสร็จเธอก็กล่าวราตรีสวัสดิ์โฮสและลุค เพื่อขึ้นไปเก็บข้าวของเธอ อาบน้ำ แล้วเข้านอน
ตื่นมาในตอนเช้า โฮสของเธอก็ได้พาเธอเดินไปโรงเรียนภาษา เช้านี้เธอมี placement test วัดระดับภาษาว่าเธอจะได้เรียนคลาสไหน
เมื่อเสียงอ็อดดังขึ้น เธอก้ได้เดินเข้าห้องสอบ พร้อมกับทำการสอบไปสามชั่วโมง พอสอบเสร็จทางโรงเรียนก็ได้พานักเรียนใหม่ทุกคนขึ้นรถบัส พาทัวร์รอบเมือง เมือง Bournemouth เป็นเมืองริมชายทะเลตอนใต้ของอังกฤษ เป็นเมืองที่สวยงามด้วยธรรมชขาติและอยู่ไม่ไกลจากลอนดอนนัก ฉะนั้นชาวลอนดอนจึงนิยมมาพักผ่อนริมทะเลที่เมืองนี้
ขณะที่รถขับพาดูวิวไปเรื่อยๆ สาวน้อยได้หยิบกล้องถ่ายรูปออกจากกระเป๋าและรัวชัตเตอร์ไม่ยั้ง เธอเป็นคนที่รักการถ่ายรูปเป็นชีวิตจิตใจ เวลาที่เธอถ่ายรูปเธอมักจะอดยิ้มไม่ได้ และทุกภาพก่อนที่จะกดชัตเตอร์ เธอจะมองภาพเหล่านั้นด้วยตาเปล่าก่อนเสมอ เพราะภาพที่มองด้วยตาและเก็บบันทึกด้วยความรู้สึกนั้นเป็นภาพที่วิเศษสุดยิ่งกว่าภาพที่มาจากกล้องโปรใดๆ
ผ่านไปหนึ่งวัน สำหรับการเรียนรู้สถานที่ต่างๆของเมืองนี้ และอย่างที่บอกเวลาที่มีความสุขมักผ่านไปเร็วมาก ตอนนี้เวลาก็ผ่านไปได้สามอาทิตย์แล้ว เธอมีเพื่อนสนิทที่โรงเรียน มีเพื่อนไปเที่ยวหลังเลิกเรียนและมี friday night กะเพื่อนๆบ่อย เธอเริ่มที่จะมีความสุขและปรับตัวได้กับสภาพแวดล้อม และเมื่อเวลาผ่านไปได้หนึ่งเดือนเธอได้เรียนรู้อะไรต่างๆมากมายจากการอยู่ที่ประเทศอังกฤษ เธอไปเที่ยวเมืองรอบๆได้ 7-8 เมือง และเรียนรู้วิถีการดำรงชีวิตของผู้คนที่ประเทศนี้ และที่สำคัญ ตอนนี้ภาษาอังกฤษของเธอพัฒนาได้เร็วมาก เพราะเธอต้องใช้มันสื่อสารกะคนรอบตัวเธอทั้งวัน และใช้เวลาอยู่กะโฮสแฟมิลี่และลูกๆของโฮสจนประหนึ่งว่าเป็นครอบครัวเธอไปแล้ว
โฮสแฟมิลี่ดูแลและให้ความใส่ใจช่วยเหลือเธอเป็นอย่างดี บางเสาร์อาทิตย์เธอได้ไปเที่ยวกะโฮศแฟมิลี่ที่ยังเมืองต่างๆ ช่วงเวลาเดือนนึงที่ผ่านมาเธอมีความสุขมากๆ ในขณะเดียวกันเธอก็ได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างจากการอยู่ต่างเเดนแบบนี้
แต่เรื่องมีอยู่ว่าเธอมีความเป็นอยู่ที่เรียกว่าค่อนข้างจะลำบากใจเพราะถึงแม้จะเรียนต่างประเทศซึ่งเป็นประเทศที่เจริญมาก แต่คนเค้าก็ดูถูกคนเอเชีย (บางคนไม่ใช่ทุกคน) และยิ่งรู้ว่าเป็นคนไทยแล้วหล่ะก็ ไม่ต้องพูดเลย ชื่อเสียงโด่งดังด้านผู้หญิงขายตัวมาก ทำให้บางทีเธอถูกคนจากข้างทางพูดจาแซวแบบไม่สุภาพ แต่ในความไม่ดีก็มักมีสิ่งดีๆแอบซ่อนอยู่เสมอ
จนกระทั่งมีวันนึง เธอได้พบกันชายคนนึงบนรถประจำทาง รูปร่างสูงโปร่ง จมูกโด่ง ผมน้ำตาลเข้ม นัยน์ตาสีน้ำขาวอ่อน ริมฝีปากแดง แก้มระเรื่อยชมพู ลักษณะของชายผู้นี้ดูอ่อนโยน อันที่จริงเธอพบกับเค้าทุกวัน เนื่องจากเธอจะต้องขึ้นรถสายนี้เป็นประจำและขึ้นด้วยเวลานี้เป็นประจำด้วยเพื่อไปโรงเรียน แต่วันนั้นเธอเผอิญลืมกระเป๋าหิ้วไว้บนรถประจำทาง ซึ่งภายในกระเป๋ามีกล้องถ่ายรูปและขวดน้ำ พร้อมสมุดจดบันทึกส่วนตัว สาวน้อยมารู้ตัวอีกทีก็เที่ยงๆ ในใจเธอก็กังวลตลอดเวลาเพราะกล้องนั้นมีความสำคัญมาก แต่เธอก็ยังทำอะไรไม่ได้นอกจากต้องรอเรียนให้จบบทเรียนในช่วงเช้าซะก่อน
หลังจากคลาสเรียนเลิก เธอจึงเดินไปที่สถานีรถประจำทาง เขียนใบแจ้งของหายทิ้งไว้ พนักงานที่สถานีก็รับเรื่องไว้และคืนนั้นตอนสี่ทุ่มก็ได้รับสายโทรศัพท์ พร้อมกับข่าวร้ายว่าไม่มีใครส่งกระเป๋าคืนมายังสถานีเลย รถทุกคันกลับเข้าอู่มาหมดแล้วด้วย เธอก้เลยห่อเหี่ยว และบ่นรำพึงรำพันแต่ว่า "กล้องช้าน ภาพต่างๆในกล้องช้านนนนหายหมด T__T"
รุ่งเช้าเธอก็หอบหนังสือขึ้นรถเมล์คันเดิม เวลาเดิม ที่ป้ายเดิมไปเรียน ขณะที่รถประจำทางขับลงเนินไปนั้นเธอก็ได้เห็นชายคนเดิมที่เธอเจอทุกวันนั้น ยืนรอขึ้นรถอยู่ และในมือของเค้าก็มีกระเป๋าหิ้วของเธออยู่ด้วย เธอดีใจมาก วินาทีที่ชายคนนี้ก้าวขึ้นรถมานั้น เค้าได้กวาดสายตาไปทั่วรถจนตาเค้าได้มาสบกับตาของเธอ ในตอนนี้หัวใจสาวน้อยเต้นแรงและดังมากจนเธอสามารถได้ยินเสียงใจเต้นของเธอเอง เค้าเดินตรงปี่มาที่เธอ พร้อมกับพูดว่า "Is this yours?" เธอดีใจมากที่ได้เห็นว่ากระเป๋าของเธอไม่ได้หายไป
ติดตามตอนต่อไปค่ะ ...
*** การเขียนนิยายครั้งแรก *** - " รักที่ปลายฟ้า"
เสียงวิ่งกระหืดกระหอบตรงรี่ไปที่ gate 32 พร้อมยื่น Boarding pass ในพนักงานตรวจบัตร เมื่อเดินขึ้นเครื่องสาวน้อยก็ได้มองหาที่นั่งของเธอ
เมื่อเจอเธอก็ได้จัดการเอากระเป๋าลากใบเล็กขึ้นไปใส่บนชั้นวางของเหนือศรีษะ จากนั้นก็นั่งประจำที่เตรียมพร้อมบิน
“Please pay attention to this short safety demonstration”
สาวน้อยจ้องดูการสาธิตความปลอดภัยด้วยนัยต์ตาเบิกกว้าง เป็นการขึ้นเครื่องบินครั้งแรกของเธอ เธอกำลังจะไปเรียนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนสอนภาษาที่เมืองริมชายทะเลตอนใต้ของประเทศอังกฤษ เมื่อเครื่องใกล้จะขึ้นแล้ว เธอก็ได้ยินประกาศอีกว่า
“Please turn off all mobile phones and electronic devices. Fasten your seatbelt and return your seat to the upright position”
เธอปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เครื่องเร่งเครื่องบินดังมากขึ้นจนเครื่องบินถึงระดับ สาวน้อยบีบมือแน่นด้วยความหวาดเสียว พร้อมกับหลับตาสนิท เธอเป็นคนที่กลัวความสูงอย่างมาก ทุกครั้งที่ขึ้นที่สูงเธอมักมีอาการขาสั่น มือเย็น เหงื่ออก ตัวเกร็ง และรู้สึกหวิวๆที่หน้าท้อง รู้สึกคล้ายกับว่าตัวเองหลุดไปสุ่สภาวะไร้แรงโน้มถ่วง ทันใดนั้นเธอก็ได้ยินจากผู้ชายคนนึงข้างๆเธอพูดว่า
“Are you okay? You’re terrified of height?”
เธอค่อยๆเปิดตาขึ้น พร้อมทั้งตอบไปว่า
“Yes” (แย่จัง อย่าถามไรมากกว่านี้นะ ชั้นภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง พูดได้แค่นี้ละ Yes No Ok)
“No worries. You’re gonna be ok. Taking off was finished.”
เค้าพูดว่าอะไรนะ ไม่แน่ใจเลย เอางี้ ยิ้มไปละกัน เราเป็นคนเมืองสยาม ยิ้มไว้ก่อน สยามเมืองยิ้ม ว่าแล้วสาวน้อยก็ฉีกรอยยิ้มกว้างๆให้กับชายคนนั้น จากนั้นตลอดทั้ง flight เธอก้เอาแต่จ้องอยู่กับหน้าจอทีวีหน้าที่นั่ง ดูหนัง ฟังเพลงไปเรื่อยๆ จนหลับไป เมื่อเธอตื่นมาอีกที เธอก็ได้ชะโงกหน้าออกไปมองที่หน้าต่างและเธอก็ได้เห็น ชิงช้าสวรรค์ขนาดใหญ่อยู่นริมแม่น้ำ นี่คงเป็น London eye ซินะ นี่เรามาถึง London แล้วหรอเนี่ย
“Here we are. London at last” ชายคนนั่งข้างเธอกล่าว
“OK”
เธอยิ้มพร้อมกับเกดอาการหวิวหน้าท้องอีกครั้งเมื่อเครื่องบินมีการลดระดับลงจะจอดที่สนามบิน Heathrow เสียงประกาศดังขึ้น
“Captain has switched on the Fasten Seatbelt sign. We'll be landing in about fifteen minutes. Please fasten your seatbelt and return your seat to the upright position. Please stay in your seat until the aircraft has come to a complete standstill and the Fasten Seatbelt sign has been switched off. The local time is 9.20pm. The temperature is 3 degrees Celsius”
จากนั้นเมื่อเครื่องลงจอดเรียบร้อยสัญญาณคาดเข็มขัดดับลง ทุกคนทยอยออกจากเครื่องบินอย่างเป็นระเบียบ สาวน้อยเดินตรงไปที่สายพานรับกระเป๋า พร้อมทั้งเดินตรงไปที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง เธอได้เห็นการสนทนากันระหว่างเจ้าหน้าที่และคนที่จะเข้าเมือง เธอตกใจเล็กน้อยเพราะเธอไม่ได้เก่งภาษาขนาดที่จะฟังและโต้ตอบได้ขนาดนั้น เธอกลัวมากและเกิดความคิดว่า จะเขียนรายละเอียดกับตัวเอและมาที่นี่เพื่อเรียนภาษา ว่าแล้วเธอก็เขียนข้อความลงบนกระดาษเปล่า เมื่อถึง ตม เธอโดนถามคำถามเบสิค ชื่อ นามสกุล อายุ มาอยู่นานเท่าไหร่ กลับเมื่อไหร่ พ่อแม่ทำงานอะไร ซึ่งเธอพอเอาตัวรอดจากคำถามพวกนั้นได้ เอเดินออกมาสู่ประตูทางออก และกวาดตาไปทั่วๆ จนเจอผู้ชายร่างสูงแต่งตัวเหมือนพ่อมดในเรื่องแฮรี่พอร์ตเตอร์รอรับเธออยู่ เธอเดินตรงเข้าไปและขอดูรหัวรับตัวเมื่อเห็นว่าตรงกันแล้วเป็นตัวแทนโรงเรียนมารับแน่นอน เธอก็ตามผู้ชายคนดังกล่าวไปขึ้นรถ
รถตู้ขนาดใหญ่วิ่งเร็วบนถนน ภาพที่หน้าต่างเปลี่ยนจากไฟเมืองกรุงเป็นภาพเงาต้นไม้มืดๆตามรายทางผ่านสายตาสาวน้อยอย่างรวดเร็ว ตอนนี้ได้เข้าเขตเมืองชายทะเลตอนใต้ดังกล่าวแล้วซินะ เธอใช้ปลายนิ้วแตะบนกระจกและสัมผัสได้ว่าอากาศข้างนอกคงจะหนาวมากๆ จากนั้นไม่นานรถตู้ก็ได้หยุดจอดลงที่หน้าบ้านโฮสแฟมิลี่ของเธอ
เธอรู้สึกคุ้นตากับบ้านและถนนแถบนี้เป็นอย่างดี เนื่องจากก่อนมาเธอได้เข้าไปดูแผนที่ google earth หลายที จนจำถนนระแวกนี้ได้ ประตูรถเปิดออก ลมเย็นโชยเข้ารถมาอย่างรวดเร็ว อากาศหนาวเย็นยะเยือกจับใจมาก ไม่นานสาวน้อยก็เริ่มร้สึกหนาวจนแทบจะจนไม่ไหว จากนั้นเธอก็เห็นประตูบ้านเปิดออก มีผู้หญิงร่างอวบ ผมน้ำตาลเข้ม หน้าตาเป็นมิตร กับ ผู้ชายร่างสูงโปร่ง ผอม หน้าตาใจดี เดินออกมา เธอดีใจมากที่ได้เห็นโฮสแฟมิลี่ของเธอ โฮสแฟมิลี่เดินเข้ามากอดทักทายเธอและดูเหมือนว่าเธอจะรู้สึกอุ่นขึ้นเมื่อได้รับการกอดนั้น เธอหันไปกล่าวขอบคุณคนขับรถ และเดินเข้าบ้านพร้อมกับโฮสแฟมิลี่ของเธอ
เมื่อเดินเข้าไปในตัวบ้าน เธอได้มองไปรอบๆและพบว่าบ้านหลังนี้กว้างขวางมาก แต่งตัวได้อบอุ่นน่ารัก ตอนนี้เธอได้มุมโปรดของเธอแล้ว นั่นก็คือห้องกระจกไว้สำหรับดื่มน้ำชายามบ่ายและมีแดดอ่อนๆส่องลงมาให้ความอุ่น แต่ตอนนี้มืดไม่มีแสงอาทิตย์สาดส่องมายังห้องน้ำชาห้องนี้เลยดูธรรมดา เสียงตุบๆลงมาจากบันได เมื่อเธอหันหน้าไปดูก็พบเด็กชายตัวน้อย ผมทอง ตาสีน้ำข้าว ส่งยิ้มให้ เด็กน้อยคนนี้เดินเข้ามาแนะนำตัวเองพร้อมกับส่งยิ้มให้เธอ จากนั้นเธอก็ได้ยินเสียงโฮสเรียกให้ไปดื่มนมอุ่นกับขนมปังปิ้งที่ครัว เธอจึงเดินไปยังครัว เด็กชายตัวน้อยก็ได้เดินตามเธอเข้ามาด้วย เธอนั่งดื่มนมอุ่นพร้อมขนมปังและพูดคุยกับเด็กชายตัวน้อยคนนั้นจนพบรู้ว่าเด็กคนนี้ชื่อ ลุค อายุ 7 ขวบ และเกิดวันเดียวกันกับเธอ
เมื่อทานเสร็จเธอก็กล่าวราตรีสวัสดิ์โฮสและลุค เพื่อขึ้นไปเก็บข้าวของเธอ อาบน้ำ แล้วเข้านอน
ตื่นมาในตอนเช้า โฮสของเธอก็ได้พาเธอเดินไปโรงเรียนภาษา เช้านี้เธอมี placement test วัดระดับภาษาว่าเธอจะได้เรียนคลาสไหน
เมื่อเสียงอ็อดดังขึ้น เธอก้ได้เดินเข้าห้องสอบ พร้อมกับทำการสอบไปสามชั่วโมง พอสอบเสร็จทางโรงเรียนก็ได้พานักเรียนใหม่ทุกคนขึ้นรถบัส พาทัวร์รอบเมือง เมือง Bournemouth เป็นเมืองริมชายทะเลตอนใต้ของอังกฤษ เป็นเมืองที่สวยงามด้วยธรรมชขาติและอยู่ไม่ไกลจากลอนดอนนัก ฉะนั้นชาวลอนดอนจึงนิยมมาพักผ่อนริมทะเลที่เมืองนี้
ขณะที่รถขับพาดูวิวไปเรื่อยๆ สาวน้อยได้หยิบกล้องถ่ายรูปออกจากกระเป๋าและรัวชัตเตอร์ไม่ยั้ง เธอเป็นคนที่รักการถ่ายรูปเป็นชีวิตจิตใจ เวลาที่เธอถ่ายรูปเธอมักจะอดยิ้มไม่ได้ และทุกภาพก่อนที่จะกดชัตเตอร์ เธอจะมองภาพเหล่านั้นด้วยตาเปล่าก่อนเสมอ เพราะภาพที่มองด้วยตาและเก็บบันทึกด้วยความรู้สึกนั้นเป็นภาพที่วิเศษสุดยิ่งกว่าภาพที่มาจากกล้องโปรใดๆ
ผ่านไปหนึ่งวัน สำหรับการเรียนรู้สถานที่ต่างๆของเมืองนี้ และอย่างที่บอกเวลาที่มีความสุขมักผ่านไปเร็วมาก ตอนนี้เวลาก็ผ่านไปได้สามอาทิตย์แล้ว เธอมีเพื่อนสนิทที่โรงเรียน มีเพื่อนไปเที่ยวหลังเลิกเรียนและมี friday night กะเพื่อนๆบ่อย เธอเริ่มที่จะมีความสุขและปรับตัวได้กับสภาพแวดล้อม และเมื่อเวลาผ่านไปได้หนึ่งเดือนเธอได้เรียนรู้อะไรต่างๆมากมายจากการอยู่ที่ประเทศอังกฤษ เธอไปเที่ยวเมืองรอบๆได้ 7-8 เมือง และเรียนรู้วิถีการดำรงชีวิตของผู้คนที่ประเทศนี้ และที่สำคัญ ตอนนี้ภาษาอังกฤษของเธอพัฒนาได้เร็วมาก เพราะเธอต้องใช้มันสื่อสารกะคนรอบตัวเธอทั้งวัน และใช้เวลาอยู่กะโฮสแฟมิลี่และลูกๆของโฮสจนประหนึ่งว่าเป็นครอบครัวเธอไปแล้ว
โฮสแฟมิลี่ดูแลและให้ความใส่ใจช่วยเหลือเธอเป็นอย่างดี บางเสาร์อาทิตย์เธอได้ไปเที่ยวกะโฮศแฟมิลี่ที่ยังเมืองต่างๆ ช่วงเวลาเดือนนึงที่ผ่านมาเธอมีความสุขมากๆ ในขณะเดียวกันเธอก็ได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างจากการอยู่ต่างเเดนแบบนี้
แต่เรื่องมีอยู่ว่าเธอมีความเป็นอยู่ที่เรียกว่าค่อนข้างจะลำบากใจเพราะถึงแม้จะเรียนต่างประเทศซึ่งเป็นประเทศที่เจริญมาก แต่คนเค้าก็ดูถูกคนเอเชีย (บางคนไม่ใช่ทุกคน) และยิ่งรู้ว่าเป็นคนไทยแล้วหล่ะก็ ไม่ต้องพูดเลย ชื่อเสียงโด่งดังด้านผู้หญิงขายตัวมาก ทำให้บางทีเธอถูกคนจากข้างทางพูดจาแซวแบบไม่สุภาพ แต่ในความไม่ดีก็มักมีสิ่งดีๆแอบซ่อนอยู่เสมอ
จนกระทั่งมีวันนึง เธอได้พบกันชายคนนึงบนรถประจำทาง รูปร่างสูงโปร่ง จมูกโด่ง ผมน้ำตาลเข้ม นัยน์ตาสีน้ำขาวอ่อน ริมฝีปากแดง แก้มระเรื่อยชมพู ลักษณะของชายผู้นี้ดูอ่อนโยน อันที่จริงเธอพบกับเค้าทุกวัน เนื่องจากเธอจะต้องขึ้นรถสายนี้เป็นประจำและขึ้นด้วยเวลานี้เป็นประจำด้วยเพื่อไปโรงเรียน แต่วันนั้นเธอเผอิญลืมกระเป๋าหิ้วไว้บนรถประจำทาง ซึ่งภายในกระเป๋ามีกล้องถ่ายรูปและขวดน้ำ พร้อมสมุดจดบันทึกส่วนตัว สาวน้อยมารู้ตัวอีกทีก็เที่ยงๆ ในใจเธอก็กังวลตลอดเวลาเพราะกล้องนั้นมีความสำคัญมาก แต่เธอก็ยังทำอะไรไม่ได้นอกจากต้องรอเรียนให้จบบทเรียนในช่วงเช้าซะก่อน
หลังจากคลาสเรียนเลิก เธอจึงเดินไปที่สถานีรถประจำทาง เขียนใบแจ้งของหายทิ้งไว้ พนักงานที่สถานีก็รับเรื่องไว้และคืนนั้นตอนสี่ทุ่มก็ได้รับสายโทรศัพท์ พร้อมกับข่าวร้ายว่าไม่มีใครส่งกระเป๋าคืนมายังสถานีเลย รถทุกคันกลับเข้าอู่มาหมดแล้วด้วย เธอก้เลยห่อเหี่ยว และบ่นรำพึงรำพันแต่ว่า "กล้องช้าน ภาพต่างๆในกล้องช้านนนนหายหมด T__T"
รุ่งเช้าเธอก็หอบหนังสือขึ้นรถเมล์คันเดิม เวลาเดิม ที่ป้ายเดิมไปเรียน ขณะที่รถประจำทางขับลงเนินไปนั้นเธอก็ได้เห็นชายคนเดิมที่เธอเจอทุกวันนั้น ยืนรอขึ้นรถอยู่ และในมือของเค้าก็มีกระเป๋าหิ้วของเธออยู่ด้วย เธอดีใจมาก วินาทีที่ชายคนนี้ก้าวขึ้นรถมานั้น เค้าได้กวาดสายตาไปทั่วรถจนตาเค้าได้มาสบกับตาของเธอ ในตอนนี้หัวใจสาวน้อยเต้นแรงและดังมากจนเธอสามารถได้ยินเสียงใจเต้นของเธอเอง เค้าเดินตรงปี่มาที่เธอ พร้อมกับพูดว่า "Is this yours?" เธอดีใจมากที่ได้เห็นว่ากระเป๋าของเธอไม่ได้หายไป
ติดตามตอนต่อไปค่ะ ...