ช่างไม่รู้อรรถกถาเลย ตอนที่ 10 คิดแบบวิทยาศาสตร์มีปัญญาหรือไม่? (ตัวอย่างการนำนิยามของสุตมยปัญญาในวิภังค์มาใช้วินิจฉัย)

เนื้อหาอยู่ถัดจากสารบัญนะครับ
อย่าคลิกลิงก์ ถ้าต้องการอ่านบทความตามหัวข้อข้างบนครับ.


สารบัญทุกตอน
ตอนที่ 1. วิจารตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์
ตอนที่ 1. (เพิ่มเติม 1) วิธีการสังเกตว่าตรงไหนเป็นอรรถกถายุคใด (พร้อมตัวอย่าง)
ตอนที่ 2. ต้องแทรกวิสุทธิมรรคไว้เองในอรรถกถาหลักที่เกี่ยวข้องทุกครั้ง
ตอนที่ 3. คัมภีร์มหาวงศ์&สัทธัมมสังคหะไม่ได้กล่าวว่า อรรถกถาขึ้นสู่สังคายนาเฉพาะครั้งที่ 3
ตอนที่ 4. พระอุบาลีตอบพระมหากัสสปะอย่างนี้ ถ้าพระไตรปิฎกถูกแต่งเติมจริง เท่ากับพระอุบาลีโกหกเช่นนั้นหรือ?
ตอนที่ 5. อรรถกถาบอกว่า เนยยะเป็นเจโตวิมุต, ไม่ใช่สุกขวิปัสสกะที่เป็นปัญญาวิมุต
ตอนที่ 6. เหตุผลที่เนยยบุคคลควรต้องทำฌานนำหน้าแล้วเจริญวิปัสสนา
ตอนที่ 7. ตัวอย่างความเป็นมหายานอ้อมๆ ของสรวาสติวาทะ (อ่านแล้วจะสังเวช)
ตอนที่ 8. ฌานก็เป็นสติปัฏฐานตามหลักมหาสติปัฏฐานสูตร
ตอนที่ 9. สุตมยปัญญา จินตามยปัญญา ภาวนามยปัญญาในวิภังคปกรณ์ แปลใหม่ตามอนุฏีกา
ตอนที่ 10. วิจารตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ (หน้าที่กำลังอ่านอยู่นี้)

-------------------------------------------------------------------------------
อนึ่ง ใครที่ต้องการอ่านแบบตัดบรรทัดสวยๆ
ให้อ่านในรูป หรือ ในลิงก์นะครับ [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ในพันทิพจะไม่ตัดบรรทัด เพื่อสะดวกกับแท็ปเล็ตและมือถือ ครับ.

--------------------------------------------------------

เนื่องจากตอนที่แล้ว ได้เสนอเรื่องปัญญา 3 ไป, ซึ่งเป็นการแปลที่ยังใหม่มากสำหรับชาวไทย, ตอนนี้เลยยกตัวอย่างวิธีนำมาใช้วินิจฉัยวาระจิตกันพอสังเขป เพราะมีคนถามมาในทำนองว่า "นักวิทยาศาสตร์คิดผิด หรือ คิดถูก? คิดแบบวิทยาศาสตร์มีปัญญาหรือไม่?" พอดี.

อันดับแรก ให้ทราบก่อนว่า ปัญญา คิดถูกเสมอ ครับ.

แต่ปัญญาสามารถเกิดสลับกับกุศลจิตที่ไม่มีปัญญา หรือแม้กระทั่งเกิดสลับกับมิจฉาทิฏฐิก็ยังได้. และการเกิดสลับกันนี้ ก็รวดเร็วมากจนคนทั่วไปแยกไม่ออก เข้าใจไปได้ว่า ปัญญาก็คิดผิดได้.

เช่นคิดว่าการทำวิปัสสนาจะทำให้หลุดพ้นจากทุกข์ นี้เป็นปัญญา/แต่คิดต่อไปว่า การทำวิปัสสนาไม่ต้องพิจารณาอุปาทานขันธ์ทั้งหมดก็ได้ เช่นนี้วิปลาสก็ได้เป็นญาณวิปยุตก็ได้/พอติดใจ ยึดถือตามความคิดนั้น ทิฏฐิคตสัมปยุตก็ตามมา.

หรือ นักวิทยาศาสตร์ที่ยกมา ก็อาจจะมีปัญญาตอนคำนึงถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึนกับคนอื่น (เข้ากับข้อ 2 ของสุตมยปัญญา จินตามยปัญญา), แต่พอคิดต่อไปว่า การจะทำประโยชน์กับคนอื่นได้ต้องฆ่าสัตว์เพื่อมาทำยา, ตอนนี้ไม่มีปัญญาแล้ว เป็นบาป คือ เป็นโทสมูลจิตที่มีปัจจัยมาจากโลภทิฏฐิคตสัมปยุตอีกที. ก็จะเกิดสลับกันในทำนองนี้ ครับ.

จะเห็นได้นะครับว่า แยกกันชัดเจนระหว่างช่วงที่เป็นบาปบุญ. ถ้าเป็นปัญญา จะไม่ผิดแน่นอน, เช่นเดียวกับมิจฉาทิฏฐิ ที่จะต้องผิดแน่นอน, แต่ที่ทำให้ดูเหมือนว่าปัญญาผิด นั่นก็เพราะเราแยกแยะจิตช่วงที่ถูก กับช่วงที่ผิดไม่ออกจึงเหมารวมไปหมดนั่นเอง. อันนี้ต้องฉลาดในอภิธรรม ครับจึงจะแยกแยะได้.

อนึ่ง การแยกแยะช่วงจิตนี้เรียกว่า "ฆนวินิพโภคะ" ครับ.

---------------------------------------------
เพิ่มเติม:

กุศล เกิดร่วมกับอกุศลไม่ได้ ครับ, ขณะที่เป็นกุศล ไม่มีอกุศลเกิดร่วม.

ในที่นี้ คือ เกิดสลับวาระกัน คือ เช่น

วาระแรกอาจจะคิดว่า "จะช่วยคน" (กุศล),
วาระต่อมา "คิดว่าจะช่วยด้วยการฆ่าสัตว์" (อกุศล),
วาระถัดไป อาจจะคิดว่า "ฆ่าสัตว์ เป็นบาป" (กุศล),
วาระถัดไปอีกอาจจะคิดว่า "บาปก็ต้องฆ่า" (อกุศล),
วาระต่อมาอาจคิดว่า "เพราะคนที่จะช่วยเป็นแม่ มีบุญคุณ" (กุศล) เป็นต้น.
---------------------------------------------
ฝากเพจธรรมะ
ตอบปัญหาธรรมะลึกซึ้ง:
https://www.facebook.com/DhammaComment
กลุ่มผู้รักษาศีล 8 สัปดาห์ละครั้ง (ศีล 5 ก็เข้าร่วมได้):
https://www.facebook.com/gsila8
เครือข่ายโยมอาสาช่วยงานพุทธศาสนา
https://www.facebook.com/pages/เครือข่ายโยมอาสาช่วยงานพุทธศาสนา/528975920543584
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่