แบ่งฝันปันสุข เด็กนักเรียนที่เมืองกาญจน์

กระทู้สนทนา
ผมมีโอกาสเดินทางไปจังหวัดกาญจนบุรีเมื่อไม่นานมานี้ ตามคำชวนของ “พี่ต้อม-พี่ติ๋ว” เจ้าของสำนักบัญชีแห่งหนึ่ง ซึ่งทั้งสองตั้งใจจะช่วยเหลือเด็กๆที่ยากจนในโรงเรียนชนบทห่างไกล
    พี่ติ๋วเคยเล่าให้ฟังว่า เธอเข้าใจความรู้สึกของนักเรียนที่ไม่มีเงินเรียนหนังสือ  เพราะสมัยเธอเป็นเด็ก เธอก็ประสบกับชะตากรรมเช่นนั้นเหมือนกัน เมื่อมีโอกาสเธอก็อยากจะช่วยเหลือเด็กเหล่านั้นบ้างตามกำลังทุนที่มี ซึ่งคงไม่อาจช่วยทั้งประเทศได้
    ผมเองสมัยเด็กๆ ก็ไม่ต่างกับเด็กเหล่านั้นเท่าใดนัก ฐานะทางบ้านไม่ได้ดีมากมาย ผมมีชุดนักเรียนไปเรียนเพียง 2 ชุดต้องใส่สลับกัน 5 วัน ได้เงินไปกินโรงเรียนวันละ 3  บาท กิน 1  บาทอีก 2 บาทเอากลับมาหยอดกระปุกที่บ้าน
    สมัยนั้น ต้องเอาข้าวกล่องไปกินโรงเรียน เป็นกล่องอลูมิเนียมสีเงิน อัดข้าวไว้เต็ม โปะด้วยปลาสลิดทอด 1 ตัว กลางวันผมกินข้าวกับปลาสลิดไปด้านหนึ่ง เหลืออีกด้านหนึ่ง เอากลับมากินกับข้าวที่บ้านตอนเย็น
    จะว่าไป ชีวิตผมก็ไม่ต่างจากเด็กเหล่านั้นเท่าใดนัก ผมก็รู้สึกรับรู้ได้ แม้ปัจจุบัน ผมก็ไม่ได้ร่ำรวยเป็นเศรษฐี พอมีพอกิน และพอมีเหลือบ้างก็อยากช่วยแบ่งปันเท่าที่เราจะปันส่วนทุนทรัพย์และน้ำใจให้พวกเขาบ้าง ก็เท่านั้นเอง...
    ตลอดชีวิตการทำงานของผม ทำงานในภาคเอกชนมาโดยตลอด และก็ทำเพื่อตัวเอง คงถึงเวลาแล้วที่จะทำอะไรที่เป็นประโยชน์เพื่อสังคม บ้านเกิดเมืองนอนของเราบ้าง ก่อนที่จะไม่มีโอกาสได้ทำ
    ผมออกเดินทางแต่เช้ามืด นัดกับพี่ต้อมไว้ที่อำเภอไทรโยค ไปถึงเวลาประมาณ 7.20 น. พี่ต้อมขับรถออกมารับ ซึ่งในวันนั้นมีผู้มีอุปการะคุณอีกหลายท่าน มีที่มาจากไต้หวัน และมาเลเซียร่วมกับคณะไปมอบทุนการศึกษาให้กับเด็กนักเรียนครั้งนี้ด้วย
    เราตั้งขบวนกันที่หน้าวัดเขาน้อยชินราช นำโดยรถกระบะของพระครูกาญจนสวัสดิโชติ เจ้าอาวาสวัดเข้าน้อยชินราช และเจ้าคณะตำบลบ้องตี้ จ.กาญจนบุรี  
    ท่านเจ้าอาวาสท่านเป็นผู้ประสานงานกับโรงเรียนต่างๆ เพื่อคัดเลือกนักเรียนที่จะได้รับทุนในแต่ละปี และเป็นผู้นำพวกเราไปตามโรงเรียนต่างๆ วันที่ผมไปนั้น เราจะไปมอบทุนให้โรงเรียน 3 แห่ง ก่อนหน้านั้น 1 วันทางคณะก็ไปมอบให้โรงเรียนอีกหลายแห่งมาแล้ว
    โรงเรียนแรกที่เราจะเดินทางไปคือ โรงเรียนบ้านห้วยกะทะทอง อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี โรงเรียนนี้ห่างจากที่ทำการอำเภอไทรโยค ประมาณ 12 กิโลเมตร
    คุณสุพจน์ สุดจิตต์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยกะทะทอง เล่าให้ฟังว่า โรงเรียนแห่งนี้มีนักเรียนประมาณ  170 คน สอนตั้งแต่อนุบาลถึงป.6 มีครูทั้งสิ้นเพียง 10 คน เด็กส่วนใหญ่มีฐานะยากจน เป็นคนต่างด้าวคือ พม่า มอญ และกะเหรี่ยง ประมาณ 80% ของนักเรียนทั้งหมด แต่ส่วนใหญ่พูดไทยได้ เพราะพ่อแม่มาอยู่เมืองไทยนานแล้ว
    พ่อแม่ของเด็กส่วนมาก ทำไร่ ทำสวน อ้อย มันสำปะหลัง และบางคนก็รับจ้างทั่วไป สิ่งที่ยังขาดแคลนในเวลานี้ ก็คือ ห้องสมุดที่ยังไม่มีหนังสือ อุปกรณ์ใช้ในห้องสมุด เช่น โต๊ะ เก้าอี้ เป็นต้น นอกจากนี้อุปกรณ์ในสนามเด็กเล่น ก็ยังชำรุดเสียหายอีกด้วย
    คณะของพวกเราเดินทางไปถึง ประมาณ 10 โมงแล้ว ทางคณะได้เตรียมขนมเป็นน้ำแข็งใสไปให้กับเด็กๆได้รับประทานกันอย่างเอร็ดอร่อย ก่อนทำการมอบทุนการศึกษาให้กับเด็กในโรงเรียน ซึ่งบรรดาครูได้กล่าวขอบคุณผู้มีอุปการะคุณทุกๆท่าน  
    เราเดิทางต่อไปยังโรงเรียนบ้านบ้องตี้ ซึ่งจากโรงเรียนบ้านห้วยกะทะทอง เป็นระยะทางประมาณ 26.2 กิโลเมตร เส้นทางเป็นถนนสองเลน วิ่งสวนกัน มีหลุมบ่อเป็นระยะๆ รถเก๋งไม่เหมาะที่จะเข้าไปนะครับ
    โรงเรียนแห่งนี้ เป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ มีเด็กนักเรียน 800 คน สอนตั้งแต่อนุบาลถึง ม.3 เป็นโรงเรียนที่ติดกับภูเขา ซึ่งเขตแดนประเทศพม่า ซึ่งในช่วงที่มีการรบกันระหว่างทหารพม่ากับกะเหรี่ยง เด็กๆยังได้ยินเสียงปืนระหว่างเรียนดังชัดเจน
    เด็กนักเรียนส่วนใหญ่ พ่อแม่มีฐานะยากจน ทำการเกษตรและรับจ้างทั่วไป
    ผมลงจากรถแล้วเดินสำรวจรอบๆ บริเวณ เห็นเด็กชายกลุ่มหนึ่ง เด็กหญิงกลุ่มหนึ่งนั่งเล่นหมากเก็บกัน ซึ่งหมากเก็บนี้ เด็กในเมืองกรุงคงไม่รู้จัก แต่ยังมีให้เห็นในโรงเรียนชนบทแห่งนี้ เป็นภาพที่น่ารักไปอีกแบบ
    ท่านเจ้าอาวาส นำเครื่องปั่นน้ำแข็งมาปั่นเพื่อทำน้ำแข็งใสน้ำแดงให้เด็กๆกินกัน เพราะใกล้เวลาเที่ยงแล้ว เมื่อเด็กกินข้าวแล้วจะได้กินขนมหวานไปด้วย
    ผมถูกตามไปกินข้าวเที่ยงที่ทางคณะจัดไว้ให้ มีข้าวเหนียว น้ำพริกปลาร้า ปลาสลิดทอดหั่นเป็นชิ้นๆ ไข่เจียว ฯลฯ แต่ผมสนใจข้าวเหนียวจิ้มน้ำพริกปลาร้ากับปลาสลิดทอดที่เคยกินสมัยเด็กๆ
    น้ำพริกปลาร้าอร่อยมาก ผมถามพี่ติ๋วว่าใครทำ...พี่ติ๋วบอกฝีมือท่านเจ้าอาวาสวัดเขาน้อยชินราช อร่อยอย่าบอกใครเลยครับ เล่นเอาอิ่มแปล้ไปเลย
    พักเที่ยง เด็กๆ มาทำกิจกรรมในสนามบอลกัน เด็กผู้ชายก็วิ่งเตะฟุตบอลกัน ทั้งที่เป็นเวลาเที่ยง แดดร้อนพอควร
    จากนั้นก็มีพิธีมอบทุนแก่นักเรียนที่ยากจน โดยท่านพระครูกาญจนสวัสดิโชติ ได้กล่าวกับนักเรียนที่ได้รับทุนว่า ทุนนี้ผู้มีอุปการะคุณต้องการให้เป็นทุนการศึกษาของนักเรียน เพราะฉะนั้นอย่านำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ของผู้มอบ และควรฝากไว้กับคุณครู เพื่อใช้ในการศึกษา อย่านำไปฝากไว้กับพ่อแม่ ซึ่งอาจจะนำเงินไปใช้ในสิ่งที่ผิดวัตถุประสงค์ได้
    จากนั้นเราจึงเดินทางต่อไปยังโรงเรียน ตชด.บ้านบ้องตี้ล่าง ระยะทางประมาณ 350 เมตร เส้นทางยังเหมือนเดิมมีขรุขระเป็นบางช่วง
    ที่นี่มีนักเรียนประมาณ 200 คน สอนตั้งแต่อนุบาลถึงป.6 เป็นเด็กกะเหรี่ยง พ่อแม่ทำไร่รับจ้าง
    เด็กๆที่นี่ เท่าที่เห็นส่วนใหญ่จะเป็นเด็กเล็กเสียมากกว่า ทั้งหญิงชายกำลังอยู่ในช่วงซุกซน เด็กชายบางคนหน้าขาวเหมือนตกกระป๋องแป้งมาเลย แต่ก็น่ารักดี มีบ้างบางคนแววตาเศร้าสร้อยไปบ้าง
    คณะของเราก็ยังนำขนมมาเลี้ยงเด็กเช่นโรงเรียนอื่นๆ แต่เนื่องจากเด็กมีจำนวนมาก ทำให้ไม่พอกับทุกคน ท่านเจ้าอาวาสจึงขอรับบริจาคจากผู้มีอุปการะคุณสมทบทุนได้เงินกว่า 3 พันบาท มอบให้ครูเพื่อซื้อขนมให้กับเด็กๆในโอกาสต่อไป
    เด็กที่นี่ส่วนใหญ่อยากรู้อยากเห็น ผมไปนั่งรวมกลุ่มกับพวกเขา พอเห็นกล้องในโทรศัพท์มือถือ ก็เข้ามามุ่งกันใหญ่ เลยถ่ายรูปกล้องหน้าไปหลายใบ เด็กๆก็หัวเราะชอบใจกันใหญ่ที่เห็นมีรูปตัวเองอยู่ในโทรศัพท์มือถือของผม
    กว่าจะเสร็จภารกิจดังกล่าว ก็เกือบบ่าย 3 โมงกว่าแล้ว พวกเราขับรถกลับมาที่วัดเขาน้อยชินราชอีกครั้งหนึ่ง แล้วจึงแยกย้ายกัน บางคนไปนอนบ้านสวนที่เป็นญาติของพี่ติ๋ว บางคนก็ขับรถกลับกรุงเทพฯเลย
    แต่ผมขอนั่งคุยกับ “หลวงพี่” พระครูกาญจนสวัสดิโชติ ก่อนถึงความเป็นมาของโครงการนี้
    ท่านเล่าให้ฟังว่า โครงนี้เป็นเป็นโครงการของมหาเถระสมาคม ที่ต้องการให้พระมีส่วนช่วยเหลือเรื่องการศึกษา แบบเรียน ทุน และไปสอนนักเรียนในวิชาศีลธรรม ซึ่งหลวงพี่ก็ต้องไปสอนที่โรงเรียนบ้านบ้องตี้ทุกวันศุกร์ หลวงพี่เองทำเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2540 แล้ว  
    “ตอนแรกๆ ก็ต้องต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆ เพราะพอเด็กได้ทุนไป พ่อแม่ก็เอาไปใช้แทนเด็ก ไปใช้โน่นใช้นี่ พอถึงเวลาจะซื้ออุปกรณ์การเรียนของเด็ก ก็ไม่มีเงิน เงินใช้ไปหมดแล้ว เอาเงินไปกินเหล้าหมด”
    “อาตมาต้องให้โรงเรียนตามพ่อแม่ของเด็กที่ได้รับทุนมา แล้วอธิบายให้ฟังถึงวัตถุประสงค์ของผู้บริจาคว่า เขาต้องการให้เป็นทุนการศึกษากับเด็ก ไม่ใช่ให้พ่อแม่เอาไปใช้ อาตมาต้องชี้แจงเรื่องนี้ทุกปี บางคนไม่มาก็ต้องตามไปอธิบายให้ฟังถึงบ้าน”
    โรงเรียนและครูต้องเป็นคนติดตาม อย่าให้ใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ หากโรงเรียนไหนไม่ติดตาม ปล่อยปละละเลย อาตมาก็จะตัด ไม่ให้ทุนอีก
    ถามถึงความคาดหวังของหลวงพี่....ก็อยากให้ได้เด็กดี เติบโตเป็นคนดี มีการศึกษาสูงๆ แค่นี้ที่หวังไว้
    “อาตมาจะบอกกับเด็กๆว่า ตั้งใจเรียน อนาคตของเธอ พ่อแม่ไม่ได้อยู่กับเธอถึง 100 ปี หากไม่มีพ่อแม่ เราจะอยู่อย่างไร มีอนาคตอย่างไร ถ้าเราไม่ตั้งใจเรียนหนังสือ” พระครูกาญจสวัสดิโชติ กล่าวในตอนท้ายสุด
    ผมกราบลาหลวงพี่ เพื่อเดินทางกลับกรุงเทพฯวันนั้น ได้ยินได้ฟังสิ่งที่หลวงพี่พูด ได้รู้ได้เห็นสิ่งที่พี่ต้อมพี่ติ๋วและคณะผู้มีอุปการะคุณได้ทำ มันบอกเป็นความรู้สึกไม่ถูก ผมขับรถกลับบ้านด้วยใจที่เบิกบานที่สุด ถ่ายรูปกลับมาลงเฟซบุค “ครูผู้ถ่ายภาพชีวิต” เพื่ออยากสะท้อนให้กับท่านๆที่มีเหลือในทุกๆด้าน เผื่อแผ่ความสุขเหล่านั้นให้กับเด็กนักเรียนที่ยังขาดแคลนปัจจัยต่างๆอีกหลายอย่างมากในประเทศไทยของเรา
    ความสุข...อย่าเก็บไว้คนเดียว ปันส่วนให้กับเด็กๆบ้าง ก็ยังดีนะครับ...

ชาคริต เพชรอินทร์
ครูผู้ถ่ายภาพชีวิต
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่