คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 9
ของเรา เราก็รู้สึกได้ในวันที่ชีวิตรู้สึกสิ้นหวังที่สุด หมดพลัง อ่อนแอ ไม่รู้จะหันไปทางไหน ในทางที่เรานับถืออยู่ก่อนเราไม่อบอุ่น อ้างว้าง
วันนั้นในใจคิดตลอดว่าจะหลุดจากความรู้สึกแย่ๆได้อย่างไร แล้วในใจก็พบคำตอบคือ ความรัก
พระเจ้าทำให้เราสัมผัสได้ว่าความรักจะนำพาเราหลุดจากความเจ็บปวด และบอบช้ำ และเสริมพลังให้เราทำอะไรได้อีกมากมาย
ทุกวันนี้ เมื่อคิดถึงวันที่สัมผัสได้วันนั้น ยังน้ำตาไหลเลยค่ะ ว่าถ้าเราไม่ได้พบพระเจ้า ไม่รู้สึกถึงการทรงเรียก และการปกป้องวันนั้น วันนี้จะเป็นยังไงบ้างแล้วไม่รู้
วันนั้นในใจคิดตลอดว่าจะหลุดจากความรู้สึกแย่ๆได้อย่างไร แล้วในใจก็พบคำตอบคือ ความรัก
พระเจ้าทำให้เราสัมผัสได้ว่าความรักจะนำพาเราหลุดจากความเจ็บปวด และบอบช้ำ และเสริมพลังให้เราทำอะไรได้อีกมากมาย
ทุกวันนี้ เมื่อคิดถึงวันที่สัมผัสได้วันนั้น ยังน้ำตาไหลเลยค่ะ ว่าถ้าเราไม่ได้พบพระเจ้า ไม่รู้สึกถึงการทรงเรียก และการปกป้องวันนั้น วันนี้จะเป็นยังไงบ้างแล้วไม่รู้
▼ กำลังโหลดข้อมูล... ▼
แสดงความคิดเห็น
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นกับกระทู้นี้ได้ด้วยการเข้าสู่ระบบ
กระทู้ที่คุณอาจสนใจ
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ
ศาสนาคริสต์
พระเจ้าทรงกำลังเรียกเราหรือเปล่า?
ก่อนอื่นต้องขอแนะนำตัวก่อนเลยว่าปัจจุบันเราไม่ได้นับถือศาสนาคริสต์
เราเกิดมาในครอบครัวที่เคร่งในศาสนามาก และมักถูกสั่งสอนให้เป็นเช่นนั้น
แต่ว่าตั้งแต่เกิดมาจนถึงตอนนี้ ความรู้สึกของเราที่มีต่อศาสนาที่พ่อแม่เรานับถือคือ “ความกลัว”
บ่อยครั้งที่เรากลัว โดยที่ไม่รู้ว่ากลัวอะไร ไม่ว่าจะเป็นบรรยากาศ คำสอน หรืออะไรก็ตามแต่
และบ่อยครั้ง เรารู้สึกว่าเราโดดเดี่ยวมากเหมือนกับมีช่องว่างบางอย่างอยู่ในใจ
จนกระทั่งในคืนหนึ่งที่ฝนตก วันนั้นเราอ่อนแอมากๆ จนไม่อยากจะมีชีวิตอยู่บนโลกนี้อีกต่อไป
เรานั่งอยู่ในรถยนต์ ได้แต่ร้องไห้เงียบๆ ตาก็มองไปตามถนนที่มีแต่น้ำฝน
นั่นเป็นครั้งแรกกับประสบการณ์ที่เรายังไม่แน่ใจ
บนถนนที่แยกไฟแดง บนพื้นมีตัวอักษรนูนเขียนคำว่า “love” ไว้บนนั้น
เป็นไปไม่ได้ที่ใครจะทำได้ บนถนนที่มีแต่การสัญจรตลอดทั้งวันทั้งคืน
และเป็นไปไม่ได้...ที่จะปรากฏให้เห็นในจังหวะที่เรากำลังคิดว่า “ไม่มีใครในโลกนี้รักเราเลย”
ราวกับว่า...มีใครสักคนตอบคำถามในใจ
และเป็นไปไม่ได้...ที่หลังจากคืนนั้น ตัวอักษรบนถนนนั้นก็หายไป...แม้จะพยายามมองหามันเท่าไรก็ตาม
เราไม่ได้ตาฝาดแน่นอน คืนนั้นเราเห็นมัน เรามองมันนานเป็นนาที หากมีอยู่จริงๆมันก็ไม่ควรจะหายไปไหนได้
เพราะตัวอักษรนูนที่เห็นนั้น จำได้แม่นยำว่ามันนูนขึ้นจากเนื้อถนนเป็นขอบจนเห็นชัด ไม่ใช่หมึกที่จะลบไปได้ง่ายๆ
หลังจากนั้นก็มีเหตุการณ์หลายอย่าง
บ่อยครั้งเวลาที่มีใครตั้งใจพูดจาทำร้ายจิตใจเรา ไม่ว่าเสียงตะคอกนั้นจะดังแค่ไหน
แต่ว่าเราไม่ได้ยินเหมือนกับมีใครสักคนปิดหูเราเอาไว้ ทั้งๆที่คนที่ว่าเรายืนอยู่ตรงหน้าเรา
ตะคอกใส่เราท่าทางดังมากเพราะคนอื่นๆพากันหันมองเราเป็นตาเดียว แต่เราไม่ได้ยินจริงๆ
เห็นเพียงปากเขาขยับ แต่ไม่ได้ยินเสียงออกมา เหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นหลายครั้ง จนเรารู้สึกแปลกใจ
และทุกครั้งเราจะรู้สึกได้ถึงฝ่ามือใหญ่ๆของใครบางคนที่วางแนบกับหูทั้งสองข้าง เรากับมีเลือดเนื้อจริงๆ
แล้วก็เวลาเห็นใครเดือดร้อนเราเป็นต้องเข้าไปช่วยเขาทุกที แม้เขาจะเป็นคนที่เคยทำไม่ดีกับเรา
แต่เหมือนมีบางอย่างในใจกระตุ้นให้เราต้องช่วยเขา เหมือนกับเป็นสิ่งที่ต้องทำเหมือนเป็นหน้าที่
นอกจากนั้นเวลาเราผ่านโบสถ์หรือได้เห็นไม้กางเขนหรือรูปปั้นพระเยซู เราจะมีความรู้สึกปลอดภัย
รู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด รู้สึกเคารพไปพร้อมๆกับรัก
แต่เราไม่มีความรู้ทางด้านนี้เลย เราไม่รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราคืออะไร เราพยายามหาข้อมูลอ่าน
ตามเว็บไซต์ของศาสนาคริสต์ มีส่วนหนึ่งเขียนว่า “พระเจ้าทรงมีสัญญาณเรียกเราได้”
เราจึงเริ่มสงสัยกับหลายสิ่งที่เราเจอ...เลยอยากปรึกษากับทุกคนว่า
- ความรู้สึกของเราที่ผ่านมา คือสัญญาณที่พระองค์เรียกเราหรือเปล่า?
- เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเราไม่ได้คิดไปเอง?
- ถ้าพระองค์ไม่ได้เรียกเรา แล้วพระองค์จะทรงรับเราไหม? พระองค์จะทรงรังเกียจเราไหม?
ขอขอบคุณทุกคำปรึกษาล่วงหน้านะคะ
และขออนุญาตไม่บอกว่าปัจจุบันนับถือศาสนาอะไรอยู่นะคะ ไม่อยากให้เป็นประเด็นการเปรียบเทียบ
เพราะเราเชื่อว่าทุกศาสนาก็ล้วนดีด้วยกันทั้งนั้น ขอบคุณค่ะ