ก่อนหน้านี้ ดิฉันเคยคบกับผู้ชายคนนี้ แบบแฟน แต่ได้เลิกราไปแล้ว 3 ปี เพราะฝ่ายชายบอกว่า ดิฉันเป็นคนงี่เง่า จึงขอเลิก
และเนื่องจากทำงานที่เดียวกัน ทำให้เจอกันทุกวัน ดิฉันเสียใจมากในช่วงแรก แต่ยอมรับว่าดิฉันเป็นคนเข้มแข็ง สามารถทำใจให้เป็นปกติได้ในเร็ววัน ทำให้การทำงานร่วมกันเป็นไปได้ด้วยดี
ต่อมา ดิฉันกำลังจะคบหาดูใจกับผู้ชายคนใหม่ที่เข้ามา ทำให้แฟนเก่า เกิดความหวงก้าง และพยายามทำทุกวิถีทางไม่ให้ดิฉันคบกับคนใหม่ แต่ด้วยความรักที่ดิฉันมีให้แบบแฟนกับเขานั้น มันหมดไปแล้ว ความรู้สึกคือ คบกันอย่างบริสุทธิ์ใจแบบเพื่อน
และเมื่อมีคนอื่นเข้ามาจีบดิฉัน ทำให้เขาเปลี่ยนไปมาก เขาค่อนข้างมีอาการทางจิต ไม่กิน ไม่นอน เป็นโรคซึมเศร้า อยากตาย
และไปนอนโรงพยาบาลปีละ 2-3 รอบ ดิฉันต้องไปเฝ้า และบอกให้เขาค่อยๆ ทำใจ เพราะดิฉันจะไม่มีทางกลับไปคบเขาแบบแฟนอีกแล้ว ทำให้เขาตรอมใจ และเปลี่ยนไปในทางแย่ลงเรื่อยๆ ไม่เป็นอันทำงาน ป่วย และหยุดงานบ่อยมาก
คนที่อ่าน อาจคิดว่าดิฉันเป็นคนใจร้าย ที่ไม่ได้กลับไปคืนดีกับเขา แต่อยากให้เข้าใจดิฉันว่า ในวันที่ดิฉันเจ็บที่สุด ดิฉันก็ย่ำแย่ที่สุด
ล้มและต้องลุกขึ้นมาด้วยตัวเอง ซึ่งคนปกติทั่วไป ก็จะทำได้แบบดิฉัน ไม่ได้อกหักจนนึกอยากตายแบบคนบางส่วน และเมื่อดิฉันรักษาใจตัวเองมาได้ดีแล้ว เป็นปกติแล้ว ดิฉันจึงปล่อยวาง และให้อภัยเขาทุกอย่าง ไม่ว่าเขาจะเอาดิฉันไปพูดว่าให้เพื่อนของเขาหลายๆ คนฟัง ทั้งเรื่องที่จริง หรือ ไม่จริง ที่เขาสร้างขึ้นก็ตาม
ต่อมา พ่อของเขาเสียชีวิตกระทันหันด้วยอาการเส้นเลือดในสมองแตก ทำให้เขารับไม่ได้อย่างหนัก อาการซึมเศร้าเป็นหนักขึ้นเรื่อยๆ
อีก 1 ปีต่อมา เขาตัดสินบวช 1 พรรษา ก่อนหน้าที่เขาจะบวชประมาณครึ่งปี ดิฉันเคยคุยกับเขาว่า ขออโหสิกรรมในสิ่งที่ดิฉันทำให้เขาเสียใจได้ไหม ดิฉันได้อโหสิกรรมให้ในสิ่งที่เขาทำแล้ว ดิฉันปล่อยวางแล้ว จึงอยากให้เขาปล่อยวางด้วย เขาจะได้เลิกทุกข์ แต่เขาบอกว่า คุณอยากทำอะไรก็เรื่องของคุณ มันไม่เกี่ยวกับเขาเลย
สรุป เขาไม่อโหสิกรรมให้ ทำให้ดิฉันไม่สบายใจมาโดยตลอด ในวันบวช เขาก็ไม่ได้เชิญดิฉัน แม้ดิฉันจะอยากไปร่วมงานก็ตาม แต่ดิฉันคิดว่าไม่ไปดีกว่า กลัวจะทำให้นาคต้องมีจิตใจหม่นหมอง เพราะเขารับไม่ได้กับการมองหน้าดิฉันเลย ในระยะหลังๆมา ไม่มองหน้า ไม่อยากได้ยินเสียง หรืออะไรเกี่ยวกับตัวดิฉันทั้งสิ้น หากเขาได้มองหน้า หรือได้ยินเสียงดิฉัน เขาจะมีอาการซึมเศร้าอีก
และเวลาก็ผ่านไป 1 พรรษา สึกออกมา และกลับมาทำงานแล้ว ดิฉันหวังเสมอมาว่า เขาคงได้ศึกษาธรรมะ และปล่อยวางได้บ้าง สักเล็กน้อยก็ยังดี ย้อนกลับไประหว่างที่บวช เขายังคงเล่นเฟสบุ้คสม่ำเสมอ ดิฉันไม่เห็นหรอกนะคะว่าเขาเล่น เพราะเขาบล็อคดิฉัน แต่ดิฉันรู้ได้จากน้องๆ เพื่อนๆ พี่ๆ ที่ทำงาน ที่ยังคงพูดถึงพระตลอด และพระก็มาตอบเฟสแบบสม่ำเสมอ เล่นพันทิพ รู้เหตุการณ์บ้านเมืองสม่ำเสมอ ดิฉันไม่ว่าหรอกนะคะ คิดว่ามันเป็นการเปิดหูตาดูโลก ของพระสมัยนี้ ที่จะเปิดรับข่าวสาร เลือกด้านดีและด้านไม่ดี ไปสอนแก่ฆารวาส ดิฉันนับถือตลอดมาค่ะ
ตั้งแต่เขาสึกมา เขาก็ยังคงเหมือนเดิม ไม่มองหน้า และไม่พูดอะไรกับดิฉัน แต่กับทุกคนเขาก็พูดคุยดีมาก และเหตุการณ์ในวันนี้ ได้บอกให้รู้แล้วว่า เขาไม่สามารถปล่อยวางได้เลย ดิฉันมีงานที่ต้องประสานกับเขา ดิฉันเดินไปพูดเรื่องงานกับเขา 1 ประโยคเขาไม่มองหน้า กลับทำสีหน้ารังเกียจ แสดงให้เห็นชัดว่าไม่อยากวิสาสะกับดิฉัน ตาเขาจ้องแต่คอมพิวเตอร์ ไม่หือ ไม่อือ และไม่ตอบอะไรสักคำ ทำท่ากัด ขบฟันเล็กน้อย เหมือนคนที่กำลังเครียด และกลัวการคุยกับดิฉัน
ดิฉันรู้สึกเศร้าใจมาก ว่าทำไมเขาถึงไม่ยอมปล่อยวาง ในเมือดิฉันได้วางแล้ว
ดิฉันคิดเสมอว่า เมื่อความรักหนุ่มสาวมันไปกันไม่ได้ มันคือ การหมดเวร หมดกรรม ซึ่งกันและกัน
ดิฉันขอถามผู้รู้ ผู้ปฏิบัติธรรม ท่านอาจารย์ และเพื่อนๆ ในนี้ค่ะว่า
1. ดิฉันกลัวว่า ถ้าหากเขาไม่ยอมปล่อยวาง และอโหสิกรรมในสิ่งที่เคยทำ จะเป็นบ่วงติดตามกันไปชาติหน้าหรือไม่
2. คนที่บวชเรียนมาแล้ว เขาจะสามารถปล่อยวางความทุกข์ ได้ทุกคนหรือไม่
3. ดิฉันสามารถทำอะไรได้บ้าง เพื่อทำให้ความทุกข์นี้เบาบางลงได้บ้าง
ขอบคุณสำหรับทุกความเห็นค่ะ
คนที่เคยบวช 1 พรรษาแล้ว แต่เขาก็ยังไม่ปล่อยวางเรื่องที่เคยทำให้ทุกข์ จะทำให้ดีขึ้นได้มั้ยคะ
และเนื่องจากทำงานที่เดียวกัน ทำให้เจอกันทุกวัน ดิฉันเสียใจมากในช่วงแรก แต่ยอมรับว่าดิฉันเป็นคนเข้มแข็ง สามารถทำใจให้เป็นปกติได้ในเร็ววัน ทำให้การทำงานร่วมกันเป็นไปได้ด้วยดี
ต่อมา ดิฉันกำลังจะคบหาดูใจกับผู้ชายคนใหม่ที่เข้ามา ทำให้แฟนเก่า เกิดความหวงก้าง และพยายามทำทุกวิถีทางไม่ให้ดิฉันคบกับคนใหม่ แต่ด้วยความรักที่ดิฉันมีให้แบบแฟนกับเขานั้น มันหมดไปแล้ว ความรู้สึกคือ คบกันอย่างบริสุทธิ์ใจแบบเพื่อน
และเมื่อมีคนอื่นเข้ามาจีบดิฉัน ทำให้เขาเปลี่ยนไปมาก เขาค่อนข้างมีอาการทางจิต ไม่กิน ไม่นอน เป็นโรคซึมเศร้า อยากตาย
และไปนอนโรงพยาบาลปีละ 2-3 รอบ ดิฉันต้องไปเฝ้า และบอกให้เขาค่อยๆ ทำใจ เพราะดิฉันจะไม่มีทางกลับไปคบเขาแบบแฟนอีกแล้ว ทำให้เขาตรอมใจ และเปลี่ยนไปในทางแย่ลงเรื่อยๆ ไม่เป็นอันทำงาน ป่วย และหยุดงานบ่อยมาก
คนที่อ่าน อาจคิดว่าดิฉันเป็นคนใจร้าย ที่ไม่ได้กลับไปคืนดีกับเขา แต่อยากให้เข้าใจดิฉันว่า ในวันที่ดิฉันเจ็บที่สุด ดิฉันก็ย่ำแย่ที่สุด
ล้มและต้องลุกขึ้นมาด้วยตัวเอง ซึ่งคนปกติทั่วไป ก็จะทำได้แบบดิฉัน ไม่ได้อกหักจนนึกอยากตายแบบคนบางส่วน และเมื่อดิฉันรักษาใจตัวเองมาได้ดีแล้ว เป็นปกติแล้ว ดิฉันจึงปล่อยวาง และให้อภัยเขาทุกอย่าง ไม่ว่าเขาจะเอาดิฉันไปพูดว่าให้เพื่อนของเขาหลายๆ คนฟัง ทั้งเรื่องที่จริง หรือ ไม่จริง ที่เขาสร้างขึ้นก็ตาม
ต่อมา พ่อของเขาเสียชีวิตกระทันหันด้วยอาการเส้นเลือดในสมองแตก ทำให้เขารับไม่ได้อย่างหนัก อาการซึมเศร้าเป็นหนักขึ้นเรื่อยๆ
อีก 1 ปีต่อมา เขาตัดสินบวช 1 พรรษา ก่อนหน้าที่เขาจะบวชประมาณครึ่งปี ดิฉันเคยคุยกับเขาว่า ขออโหสิกรรมในสิ่งที่ดิฉันทำให้เขาเสียใจได้ไหม ดิฉันได้อโหสิกรรมให้ในสิ่งที่เขาทำแล้ว ดิฉันปล่อยวางแล้ว จึงอยากให้เขาปล่อยวางด้วย เขาจะได้เลิกทุกข์ แต่เขาบอกว่า คุณอยากทำอะไรก็เรื่องของคุณ มันไม่เกี่ยวกับเขาเลย
สรุป เขาไม่อโหสิกรรมให้ ทำให้ดิฉันไม่สบายใจมาโดยตลอด ในวันบวช เขาก็ไม่ได้เชิญดิฉัน แม้ดิฉันจะอยากไปร่วมงานก็ตาม แต่ดิฉันคิดว่าไม่ไปดีกว่า กลัวจะทำให้นาคต้องมีจิตใจหม่นหมอง เพราะเขารับไม่ได้กับการมองหน้าดิฉันเลย ในระยะหลังๆมา ไม่มองหน้า ไม่อยากได้ยินเสียง หรืออะไรเกี่ยวกับตัวดิฉันทั้งสิ้น หากเขาได้มองหน้า หรือได้ยินเสียงดิฉัน เขาจะมีอาการซึมเศร้าอีก
และเวลาก็ผ่านไป 1 พรรษา สึกออกมา และกลับมาทำงานแล้ว ดิฉันหวังเสมอมาว่า เขาคงได้ศึกษาธรรมะ และปล่อยวางได้บ้าง สักเล็กน้อยก็ยังดี ย้อนกลับไประหว่างที่บวช เขายังคงเล่นเฟสบุ้คสม่ำเสมอ ดิฉันไม่เห็นหรอกนะคะว่าเขาเล่น เพราะเขาบล็อคดิฉัน แต่ดิฉันรู้ได้จากน้องๆ เพื่อนๆ พี่ๆ ที่ทำงาน ที่ยังคงพูดถึงพระตลอด และพระก็มาตอบเฟสแบบสม่ำเสมอ เล่นพันทิพ รู้เหตุการณ์บ้านเมืองสม่ำเสมอ ดิฉันไม่ว่าหรอกนะคะ คิดว่ามันเป็นการเปิดหูตาดูโลก ของพระสมัยนี้ ที่จะเปิดรับข่าวสาร เลือกด้านดีและด้านไม่ดี ไปสอนแก่ฆารวาส ดิฉันนับถือตลอดมาค่ะ
ตั้งแต่เขาสึกมา เขาก็ยังคงเหมือนเดิม ไม่มองหน้า และไม่พูดอะไรกับดิฉัน แต่กับทุกคนเขาก็พูดคุยดีมาก และเหตุการณ์ในวันนี้ ได้บอกให้รู้แล้วว่า เขาไม่สามารถปล่อยวางได้เลย ดิฉันมีงานที่ต้องประสานกับเขา ดิฉันเดินไปพูดเรื่องงานกับเขา 1 ประโยคเขาไม่มองหน้า กลับทำสีหน้ารังเกียจ แสดงให้เห็นชัดว่าไม่อยากวิสาสะกับดิฉัน ตาเขาจ้องแต่คอมพิวเตอร์ ไม่หือ ไม่อือ และไม่ตอบอะไรสักคำ ทำท่ากัด ขบฟันเล็กน้อย เหมือนคนที่กำลังเครียด และกลัวการคุยกับดิฉัน
ดิฉันรู้สึกเศร้าใจมาก ว่าทำไมเขาถึงไม่ยอมปล่อยวาง ในเมือดิฉันได้วางแล้ว
ดิฉันคิดเสมอว่า เมื่อความรักหนุ่มสาวมันไปกันไม่ได้ มันคือ การหมดเวร หมดกรรม ซึ่งกันและกัน
ดิฉันขอถามผู้รู้ ผู้ปฏิบัติธรรม ท่านอาจารย์ และเพื่อนๆ ในนี้ค่ะว่า
1. ดิฉันกลัวว่า ถ้าหากเขาไม่ยอมปล่อยวาง และอโหสิกรรมในสิ่งที่เคยทำ จะเป็นบ่วงติดตามกันไปชาติหน้าหรือไม่
2. คนที่บวชเรียนมาแล้ว เขาจะสามารถปล่อยวางความทุกข์ ได้ทุกคนหรือไม่
3. ดิฉันสามารถทำอะไรได้บ้าง เพื่อทำให้ความทุกข์นี้เบาบางลงได้บ้าง
ขอบคุณสำหรับทุกความเห็นค่ะ