สวัสดีค่ะ .. วันนี้เจ้าของกระทู้ขอพาเพื่อนๆ หนีความวุ่ยวายไปเที่ยวสุราษฎร์ธานีกันสัก 2-3 วันนะคะ
เผื่อใครสนใจจะได้เอาไว้เป็นไกด์ไลน์ไม่ต้องขลุกขลักเหมือนเจ้าของกระทู้อ่ะ 555
ที่จริงแล้ว เจ้าของกระทู้พาพ่อแม่ไปเที่ยวฉลองอายุครบ 60 ขวบอ่ะค่ะ พ่อแม่เขาก็ไม่ได้อยากไปเท่าไหร่หรอกนะคะ
แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไม .. ชาวบ้านเขารู้กันไปทั่วเลยค่ะ ว่าเราจะพาเขาไปเที่ยว
วันที่ 1
ทริปของเราบังเอิญเริ่มตรงกับวันออกพรรษาค่ะ เราตื่นกันแต่เช้าหิ้วปิ่นโตไปทำบุญ ตักบาตรเทโวที่วัด
พอสายๆ ก็เก็บกระเป๋าออกเดินทาง เราจะค้างที่กรุงเทพ 1 คืน แล้วเย็นๆ เราก็ไปจิบเบียร์นุ่มๆ
ฉลองออกพรรษากันที่โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง อาหารที่นี่เขาอร่อย แล้วก็มีโชว์สนุกๆ ด้วย
เป็นการวอร์มอัพก่อนเที่ยวจริง
วันที่ 2
ต้องบอกว่าเราพลาดเองค่ะที่จองไฟล์ทบินช่วงสาย มันทำให้เรามีเวลาอยู่ที่เขื่อนน้อยไปหน่อย
เพราะไปถึงไม่ทันเรือเที่ยวแรกตอน 11.00 น. ต้องไปเที่ยว 14.00 น. แทน

ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 10 นาที เราก็มาถึงแย้วววว สนามบินนานาชาติสุราษฎร์ธานี
จากนั้นก็รอรถตู้มารับ เดินทางต่ออีก 1 ชั่วโมง เพื่อไปต่อเรือหางยาวที่ท่าเรือเทศบาลฯ นี่ก็พลาดอีกแล้ว
ด้วยความที่กลัวว่าจะไม่มีที่รับฝากรถ และไม่ชำนาญเส้นทาง เลยไม่เช่ารถขับไปเอง
ปรากฎว่า ที่ท่าเรือมีที่รับฝากรถ คืนละ 80 บาท และเส้นทางไปเขื่อนนี่ง่ายมากจร้าาาา เสียใจ T^T
ถึงแล้วค๊าบบบบบ ท่าเรือเทศบาลฯ ^^/

และการที่เราไม่เช่ารถขับมาเองก็ทำให้เราไม่มีโอกาสได้แวะซื้อขนม หรือเครื่องดื่มก่อนมาถึงเขื่อน
ลองไปถามราคาที่ร้านค้าบริเวณท่าเรือแล้ว ซื้อไม่ลงค่ะ เบียร์กระป๋องละ 60 บาท ขุ่นพระ !!!!
ระหว่างที่รออีกกรุ๊ปหนึ่งมาขึ้นเรือพร้อมกัน เราก็บ่นงุ๊งงิ๊งๆ จนพี่ไกด์ใจดีต้องไปหายืมมอเตอร์ไซค์ขับพาไปซื้อในหมู่บ้าน
ระหว่างที่แฟนแว๊นไปซื้อของ เราก็ถ่ายรูปเล่นๆ ไปเรื่อย โชคดีมากที่ฟ้าเปิด เพราะวันที่ผ่านมาฝนตกหนักมากกกกกกกก

และแล้วเมื่อคนพร้อม เสบียงพร้อม เรือพร้อมเราก็ออกเดินทางสู่แพพันวารีย์รีสอร์ทที่พักของเราคืนนี้
ทัศนียภาพข้างทางทำให้เราลืมความหิวไปเลย .. คือบ่าย 2 แล้วยังไม่ได้กินข้าวเลยง่ะ -*-

เขาสามเกลอที่เป็นไฮไลต์อย่างหนึ่งของที่นี่ ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น "กุ้นหลินเมืองไทย"

ใช้เวลาประมาณ 45 นาที ก็ถึงที่พักค่ะ แพพันวารีย์รีสอร์ท ด้านหลังเป็นภูเขาสูงมากกกก ด้านหน้าเป็นผืนน้ำสีเขียวมรกต
ฮวงจุ้ยดี๊ดีเนอะ

มีเวลคัมดริ๊งค์เป็นน้ำตะไคร้เย็นๆ ช่วยลดอารมณ์โหโหหิวได้นิดหนึ่ง

และสิ่งแรกที่เราทำเมื่อไปถึง จะเป็นอะไรไปไม่ได้เลยค่ะ นอกจาก "กิน" ค่ะ !!! อาหารที่แพเขาทำไว้รอก็เป็นอาหารทั่วๆ ไปนะ
แต่อร่อยใช้ได้เลย มี 4 อย่าง คือ แกงเขียวหวานหมู ฟักทองผัดใส่ไข่ ต้มยำปลาอะไรสักอย่าง และไก่ทอด กับข้าวเติมได้
" ยกเว้นไก่ทอด "

ใครอิ่มก่อน .. ก็ไปเดินชมบรรยากาศรอบๆ แพก่อน .. ลมพัดตลอด เย็นสบ๊ายสบายยยย ก่อน 4 โมงเย็นจะยังไม่มีไฟฟ้าใช้นะ
แต่มีน้ำใช้ เพราะเขาวางถังน้ำขนาดใหญ่ไว้บนภูเขาด้านหลัง ให้ไหลลงมาที่แพ

มีเรือคายักไว้ให้ห้องละ 1 ลำนะคะ

ความเห็นเรา เราว่าที่พักที่นี่ จัดว่าสะดวกสบายนะ สำหรับที่พักประเภทแพ แอร์ เครื่องทำน้ำอุ่น ไดร์เป่าผม ทีวี
ตู้เย็น ตู้เสื้อผ้า โต๊ะเครื่องแป้ง แถมพัดลมให้อีกตัวด้วย ห้องพักสะอาด และยังใหม่อยู่ แพ 1 หลังมี 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ
ห้องนอน 1 ห้อง นอนได้ 4 คน เสริมได้อีก 1 คน ผ้าห่ม ผ้าเช็ดหน้าเช็ดตัวมีให้พร้อม กลิ่นหอมสะอาด

กินอิ่ม หายเหนื่อยแล้ว ก็เตรียมตัวไปเที่ยวกันต่อค่ะ เป้าหมายของเราในช่วงบ่ายนี้ ก็คือ "ถ้ำประการัง"
การเดินทางไปก็นั่งเรือไปเพลินๆ เดินต่ออีกแค่ 1 กิโลกว่าๆ กิโลแม้วนะคะ -*- เรียกง่ายๆ ว่าเดินข้ามเขา 1 ลูกน่ะค่ะ

ระหว่างทางที่เดินชมป่า สังเกตว่าป่าที่นี่อุดมสมบูรณ์มากๆ เลยค่ะ ต้นไม้เขียวครึ้ม จนนึกว่าพระอาทิตย์ตกไปแล้ว
จนเมื่อเดินทะลุไปอีกด้านแหละค่ะ ถึงจะเจอแสงสว่าง อารมณ์เหมือนเดินทะลุมิติเลย
เมื่อเดินข้ามเขามาแล้ว ก็ยังไม่ถึงนะคะ ก็ต้องต่อแพยนต์ไปอีกทอดค่ะ

เสียดายที่ไม่มีรูปในถ้ำให้ดูนะคะ แต่บอกเลยว่าสวยคุ้มกับที่เดินมาแหละค่ะ คนขับแพยนต์จะเป็นคนพาชมถ้ำ
ก็มีหินหงอกหินย้วยสวยดี เดินสัก 15 นาทีก็ทั่วถ้ำแล้ว เราก็เดินทางกลับ เป็นช่วงที่พระอาทิตย์กำลังจะตกพอดี
แสงพระอาทิตย์ย้อมภูเขาเป็นสีทองสวยม๊ากกกกกก > <

กว่าจะกลับมาถึงแพ ก็เย็นแล้ว กว่าจะอาบน้ำกันเสร็จก็ได้เวลาอาหารเย็นพอดี บรรยากาศช่วงหัวค่ำที่แพนี่คือดีงามมมม

ป่ะ .. กินข้าวกันนนน เหมือนเดิมค่ะ .. กับข้าวดูธรรมดา แต่อร่อยใช้ได้ โดยเฉพาะกระดูกหมูตุ๋นเห็ดหอม กับข้าวเติมได้ไม่อั้น
"ยกเว้นปลาทอด" พ่อกับแม่ทานข้าวได้น้อยมาก เพราะซัดกับข้าวเน้นๆ 555

พนักงานที่นี่ดูแลเอาใจใส่ดีมาก เหมือนกับว่าแขกจะอยู่ในสายตาพนักงานตลอด อยากได้อะไรบอก เซอร์วิสมายด์ขิงๆ
ต้องยอมรับเลยค่ะว่าที่นี่ เป็นที่เที่ยวที่แรกที่รู้สึกว่า ไม่อยากนอน นอนแล้วก็อยากจะรีบๆ ตื่นขึ้นมากอบโกยบรรยากาศ
นั่งที่ระเบียงหน้าบ้านเห็นดาวระยิบระยับ พอ 3 ทุ่มพระจันทร์จะขึ้นพ้นจากภูเขา ดวงโตสว่างมาก เท่านั้นแหละค่ะ
นี่ก็รีบไปหอบหมอน ผ้าห่มมานอนมันที่ระเบียงหน้าบ้านเลย นอนอาบแสงจันทร์เผื่อจะเป็นอมตะไรงี้

Close to nature สุดๆ .. ตื่นเช้าขึ้นมาแล้วเจออะไรแบบนี้

พายเรือคายักชมบรรยากาศยามเช้าสักหน่อย .. ชิลเกิ้นนนนนนน

อาหารเช้าพร้อมตั้งแต่ 7 โมง จานหลักเป็นโจ๊ก ไข่ลวก ชา กาแฟ โอวัลติน ขนมปังปิ้ง ประมาณนี้ค่ะ

เช็คเอ้าท์ 9 โมง ยังมีเวลาให้เก็บบรรยากาศอีกนิดหน่อย

แล้วก็ถึงเวลาโบกมือลากัน ณ จุดนี้ มีเพลงอยู่ต่อเลยได้ไหมเป็น sound ประกอบค่ะ 5555
.
.
แต่เดี๋ยวก่อน ทริปของเรายังไม่จบ .. แต่ตอนนี้ puase ไว้แค่นี้ก่อน .. ง่วงข่าาาาา
บลายยยยย ~*
สุราษฎร์ธานีไม่ได้มีแค่ทะเล : เขื่อนรัชชประภา แพพันวารีย์
เผื่อใครสนใจจะได้เอาไว้เป็นไกด์ไลน์ไม่ต้องขลุกขลักเหมือนเจ้าของกระทู้อ่ะ 555
ที่จริงแล้ว เจ้าของกระทู้พาพ่อแม่ไปเที่ยวฉลองอายุครบ 60 ขวบอ่ะค่ะ พ่อแม่เขาก็ไม่ได้อยากไปเท่าไหร่หรอกนะคะ
แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไม .. ชาวบ้านเขารู้กันไปทั่วเลยค่ะ ว่าเราจะพาเขาไปเที่ยว
วันที่ 1
ทริปของเราบังเอิญเริ่มตรงกับวันออกพรรษาค่ะ เราตื่นกันแต่เช้าหิ้วปิ่นโตไปทำบุญ ตักบาตรเทโวที่วัด
พอสายๆ ก็เก็บกระเป๋าออกเดินทาง เราจะค้างที่กรุงเทพ 1 คืน แล้วเย็นๆ เราก็ไปจิบเบียร์นุ่มๆ
ฉลองออกพรรษากันที่โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง อาหารที่นี่เขาอร่อย แล้วก็มีโชว์สนุกๆ ด้วย
เป็นการวอร์มอัพก่อนเที่ยวจริง
วันที่ 2
ต้องบอกว่าเราพลาดเองค่ะที่จองไฟล์ทบินช่วงสาย มันทำให้เรามีเวลาอยู่ที่เขื่อนน้อยไปหน่อย
เพราะไปถึงไม่ทันเรือเที่ยวแรกตอน 11.00 น. ต้องไปเที่ยว 14.00 น. แทน
ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 10 นาที เราก็มาถึงแย้วววว สนามบินนานาชาติสุราษฎร์ธานี
จากนั้นก็รอรถตู้มารับ เดินทางต่ออีก 1 ชั่วโมง เพื่อไปต่อเรือหางยาวที่ท่าเรือเทศบาลฯ นี่ก็พลาดอีกแล้ว
ด้วยความที่กลัวว่าจะไม่มีที่รับฝากรถ และไม่ชำนาญเส้นทาง เลยไม่เช่ารถขับไปเอง
ปรากฎว่า ที่ท่าเรือมีที่รับฝากรถ คืนละ 80 บาท และเส้นทางไปเขื่อนนี่ง่ายมากจร้าาาา เสียใจ T^T
ถึงแล้วค๊าบบบบบ ท่าเรือเทศบาลฯ ^^/
และการที่เราไม่เช่ารถขับมาเองก็ทำให้เราไม่มีโอกาสได้แวะซื้อขนม หรือเครื่องดื่มก่อนมาถึงเขื่อน
ลองไปถามราคาที่ร้านค้าบริเวณท่าเรือแล้ว ซื้อไม่ลงค่ะ เบียร์กระป๋องละ 60 บาท ขุ่นพระ !!!!
ระหว่างที่รออีกกรุ๊ปหนึ่งมาขึ้นเรือพร้อมกัน เราก็บ่นงุ๊งงิ๊งๆ จนพี่ไกด์ใจดีต้องไปหายืมมอเตอร์ไซค์ขับพาไปซื้อในหมู่บ้าน
ระหว่างที่แฟนแว๊นไปซื้อของ เราก็ถ่ายรูปเล่นๆ ไปเรื่อย โชคดีมากที่ฟ้าเปิด เพราะวันที่ผ่านมาฝนตกหนักมากกกกกกกก
และแล้วเมื่อคนพร้อม เสบียงพร้อม เรือพร้อมเราก็ออกเดินทางสู่แพพันวารีย์รีสอร์ทที่พักของเราคืนนี้
ทัศนียภาพข้างทางทำให้เราลืมความหิวไปเลย .. คือบ่าย 2 แล้วยังไม่ได้กินข้าวเลยง่ะ -*-
เขาสามเกลอที่เป็นไฮไลต์อย่างหนึ่งของที่นี่ ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น "กุ้นหลินเมืองไทย"
ใช้เวลาประมาณ 45 นาที ก็ถึงที่พักค่ะ แพพันวารีย์รีสอร์ท ด้านหลังเป็นภูเขาสูงมากกกก ด้านหน้าเป็นผืนน้ำสีเขียวมรกต
ฮวงจุ้ยดี๊ดีเนอะ
มีเวลคัมดริ๊งค์เป็นน้ำตะไคร้เย็นๆ ช่วยลดอารมณ์โหโหหิวได้นิดหนึ่ง
และสิ่งแรกที่เราทำเมื่อไปถึง จะเป็นอะไรไปไม่ได้เลยค่ะ นอกจาก "กิน" ค่ะ !!! อาหารที่แพเขาทำไว้รอก็เป็นอาหารทั่วๆ ไปนะ
แต่อร่อยใช้ได้เลย มี 4 อย่าง คือ แกงเขียวหวานหมู ฟักทองผัดใส่ไข่ ต้มยำปลาอะไรสักอย่าง และไก่ทอด กับข้าวเติมได้
" ยกเว้นไก่ทอด "
ใครอิ่มก่อน .. ก็ไปเดินชมบรรยากาศรอบๆ แพก่อน .. ลมพัดตลอด เย็นสบ๊ายสบายยยย ก่อน 4 โมงเย็นจะยังไม่มีไฟฟ้าใช้นะ
แต่มีน้ำใช้ เพราะเขาวางถังน้ำขนาดใหญ่ไว้บนภูเขาด้านหลัง ให้ไหลลงมาที่แพ
มีเรือคายักไว้ให้ห้องละ 1 ลำนะคะ
ความเห็นเรา เราว่าที่พักที่นี่ จัดว่าสะดวกสบายนะ สำหรับที่พักประเภทแพ แอร์ เครื่องทำน้ำอุ่น ไดร์เป่าผม ทีวี
ตู้เย็น ตู้เสื้อผ้า โต๊ะเครื่องแป้ง แถมพัดลมให้อีกตัวด้วย ห้องพักสะอาด และยังใหม่อยู่ แพ 1 หลังมี 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ
ห้องนอน 1 ห้อง นอนได้ 4 คน เสริมได้อีก 1 คน ผ้าห่ม ผ้าเช็ดหน้าเช็ดตัวมีให้พร้อม กลิ่นหอมสะอาด
กินอิ่ม หายเหนื่อยแล้ว ก็เตรียมตัวไปเที่ยวกันต่อค่ะ เป้าหมายของเราในช่วงบ่ายนี้ ก็คือ "ถ้ำประการัง"
การเดินทางไปก็นั่งเรือไปเพลินๆ เดินต่ออีกแค่ 1 กิโลกว่าๆ กิโลแม้วนะคะ -*- เรียกง่ายๆ ว่าเดินข้ามเขา 1 ลูกน่ะค่ะ
ระหว่างทางที่เดินชมป่า สังเกตว่าป่าที่นี่อุดมสมบูรณ์มากๆ เลยค่ะ ต้นไม้เขียวครึ้ม จนนึกว่าพระอาทิตย์ตกไปแล้ว
จนเมื่อเดินทะลุไปอีกด้านแหละค่ะ ถึงจะเจอแสงสว่าง อารมณ์เหมือนเดินทะลุมิติเลย
เมื่อเดินข้ามเขามาแล้ว ก็ยังไม่ถึงนะคะ ก็ต้องต่อแพยนต์ไปอีกทอดค่ะ
เสียดายที่ไม่มีรูปในถ้ำให้ดูนะคะ แต่บอกเลยว่าสวยคุ้มกับที่เดินมาแหละค่ะ คนขับแพยนต์จะเป็นคนพาชมถ้ำ
ก็มีหินหงอกหินย้วยสวยดี เดินสัก 15 นาทีก็ทั่วถ้ำแล้ว เราก็เดินทางกลับ เป็นช่วงที่พระอาทิตย์กำลังจะตกพอดี
แสงพระอาทิตย์ย้อมภูเขาเป็นสีทองสวยม๊ากกกกกก > <
กว่าจะกลับมาถึงแพ ก็เย็นแล้ว กว่าจะอาบน้ำกันเสร็จก็ได้เวลาอาหารเย็นพอดี บรรยากาศช่วงหัวค่ำที่แพนี่คือดีงามมมม
ป่ะ .. กินข้าวกันนนน เหมือนเดิมค่ะ .. กับข้าวดูธรรมดา แต่อร่อยใช้ได้ โดยเฉพาะกระดูกหมูตุ๋นเห็ดหอม กับข้าวเติมได้ไม่อั้น
"ยกเว้นปลาทอด" พ่อกับแม่ทานข้าวได้น้อยมาก เพราะซัดกับข้าวเน้นๆ 555
พนักงานที่นี่ดูแลเอาใจใส่ดีมาก เหมือนกับว่าแขกจะอยู่ในสายตาพนักงานตลอด อยากได้อะไรบอก เซอร์วิสมายด์ขิงๆ
ต้องยอมรับเลยค่ะว่าที่นี่ เป็นที่เที่ยวที่แรกที่รู้สึกว่า ไม่อยากนอน นอนแล้วก็อยากจะรีบๆ ตื่นขึ้นมากอบโกยบรรยากาศ
นั่งที่ระเบียงหน้าบ้านเห็นดาวระยิบระยับ พอ 3 ทุ่มพระจันทร์จะขึ้นพ้นจากภูเขา ดวงโตสว่างมาก เท่านั้นแหละค่ะ
นี่ก็รีบไปหอบหมอน ผ้าห่มมานอนมันที่ระเบียงหน้าบ้านเลย นอนอาบแสงจันทร์เผื่อจะเป็นอมตะไรงี้
Close to nature สุดๆ .. ตื่นเช้าขึ้นมาแล้วเจออะไรแบบนี้
พายเรือคายักชมบรรยากาศยามเช้าสักหน่อย .. ชิลเกิ้นนนนนนน
อาหารเช้าพร้อมตั้งแต่ 7 โมง จานหลักเป็นโจ๊ก ไข่ลวก ชา กาแฟ โอวัลติน ขนมปังปิ้ง ประมาณนี้ค่ะ
เช็คเอ้าท์ 9 โมง ยังมีเวลาให้เก็บบรรยากาศอีกนิดหน่อย
แล้วก็ถึงเวลาโบกมือลากัน ณ จุดนี้ มีเพลงอยู่ต่อเลยได้ไหมเป็น sound ประกอบค่ะ 5555
.
.
แต่เดี๋ยวก่อน ทริปของเรายังไม่จบ .. แต่ตอนนี้ puase ไว้แค่นี้ก่อน .. ง่วงข่าาาาา
บลายยยยย ~*