การมองความรักของคนสมัยก่อนกับคนสมัยใหม่ต่างกัน????

คือเราอ่านเจอหนังสือเล่มหนึ่งที่เขียนเรื่องประวัติศาสตร์ความรัก นึกๆก้รู้สึกอายนี้มันแสดงให้เห็นถึงความตื้นเขินทางประวัติศาสตร์เรื่องความรักของมนุษย์ของเราเป็นอย่างมาก คนก่อน คศ 18 มองว่าความรักเป็นของฟุ่มเฟือย และที่สำคัญคือคนสมัยก่อนมองว่าความรักจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อต้องอยู่ด้วยกันแล้ว ไม่ใช่ความรักต้องมีก่อนถึงแต่งงานกันได้ ดังนั้นการคลุมถุงชนมันจึงเป็นเรื่องปกติไม่ได้เลวร้ายเหมือนที่เราเข้าใจในปัจจุบัน แต่พวกเราเปนผลผลิตของรัฐนิยมจอมพล ป. แต่ก็อีกนั่นแหละ ก็ไม่รู้อยู่ดีว่ามันพึ่งมี สมัยก่อน มีกฎหมายที่เรียกว่าอัยการลักษณะผัวเมีย ผู้ชายจะมีเมียกี่คนก็ได้ มีเมียแบบไม่ต้องแต่งหนีตามกันไปก็เรียกเมียหรือทัสนะคติที่ไม่มีความซิงการรักษาความบริสุทธิ์ของหญิงสาวอยู่ในศีลของศาสนาพุทธเหมือนคริสต์ จะเห็นได้ว่าทัศนะของคนยุคก่อนไม่ได้มองการแต่งงานเหมือนพิธีกรรมแต่มองลึกไปกว่านั้นคือการอยู่ร่วมกัน การแสดงออกมากกว่า


อันนี้เป็นภาพของการแต่งงานของชนชั้นสูงของยุโรป จะสังเกตุว่าการคลุมถุงชนดูเป็นเรื่องปกติ การแต่งงานไม่ใช่เพื่อรักแต่แต่งเพื่อผลประโยชน์ การเชื่อมโยงระหว่างตระกูล ในยุคที่ยังไม่มีจุฬา ธรรมศาสตร์ รุ่น การแต่งงานคือการสร้างคอนเน้กชั่นที่ทรงพลังที่สุด


อีกอันเป็นภาพการแต่งงานของรัสเซียสมัยก่อนปฏิวัติ ซึ่งก็ไม่ได้มีความรักแล้วถึงแต่งงานกัน ความรักต้องอยู่ด้วยกันก่อนถึงจะรักกันได้


อันนี้เป็นภาพที่เราคุ้นชินกันดีจะเห็นว่าทัศนะเรื่องความรักต่างออกไป ภาพนี้เกิดขึ้น 1902 ยุดที่เสรีภาพเริ่มหยั่งรากลึกลงไปถึงความรักและ

   สรุป โดยร่วมๆแล้วการแต่งงานมันคือผลประโยชน์ล้วนๆ มันเป็นการบอกว่าใครจะมีสิทธิ์สืบมรดกต่อไป มันถึงต้องมีสินสอดไง เพราะฉะนั้นเมื่อมีความรู้แล้ว ก็หวังว่าคนที่อ่าน จะไม่ไปเที่ยวกระแดะด่าคนที่อยู่กันก่อนแต่ง หรือ คงจะไม่มีกระทู้แนวๆ ว่า ผุ้หญิงที่ดีบริสุทธืเหมาะจะเป็นแม่ของลูกผมยังมีอีกมั้ย หรือแนวว่าผู้ชายที่รักผู้หญิงซิงยังมีอยู่รึเปล่า อีกนะ หรืออ่านหนังสือเล่มนี้ก้ได้

แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่