“...ดูเหมือนคงต้องยอมรับว่ามันจบสิ้นแล้ว และพวกเราเป็นฝ่ายแพ้”
วสันต์มองดูแผ่นหลังของชายชรา ไหล่ทั้งสองของเขาสู่ตกลง ท่ายืนไร้เรี่ยวแรง เสื้อผ้าที่เคยเรียบร้อยอยู่เสมอกลับสกปรกมอมแมม ตามใบหน้า มือ และแขนยังคงมีร่องรอยคราบเลือดแห้งจากบาดแผลขีดข่วน เธอแทบไม่อยากเชื่อเลยว่าผู้ที่กำลังยืนอยู่ต่อหน้านี้จะเป็นคนเดียวกันกับผู้ว่าการมหานครคนปัจจุบัน เอ เฮช ลินคอน ที่เธอรู้จัก
“ท่านไม่เคยยอมแพ้อะไรง่ายๆ แบบนี้” เธอรำพึง
“คุณวสันต์...” เขายังคงยืนเหม่อมองออกไปยังสายน้ำดำมืดเบื้องหน้า สายน้ำที่ไหลผ่านเข้าสู่เงาของบางสิ่งที่มืดดำยิ่งกว่า สายน้ำที่บอกให้รู้ว่าเวลายังคงเดินอยู่เป็นปกติ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะอีกนานเท่าใด “ผมได้ผ่านสงคราม ผ่านความเลวร้าย ผ่านเรื่องราวในชีวิตมามาก ผมเป็นนักสู้...แต่ผมก็รู้ว่าเมื่อไรที่ควรจะหยุดเสียที”
กู๊ดแมนได้ทำการรายงานสรุปเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ท่านผู้ว่าฟังเรียบร้อยแล้ว
กู๊ดแมนผู้ซึ่งในระหว่างที่เกิดสงครามนั้นได้ทำงานบางอย่างที่มากไปกว่าการเป็นนักเขียน มีมนุษย์หมาป่าหลายคนที่ได้เข้าร่วมสนับสนุนฝ่ายมนุษย์ในการทำสงครามกับผีดูดเลือด ทั้งสองฝ่ายนั้นไม่ค่อยถูกกันมานานแล้ว นานจนไม่มีใครรู้ว่าความบาดหมางนั้นเริ่มขึ้นจากสาเหตุใด และเขาเองก็เป็นหนึ่งในนั้น จนมีโอกาสได้รู้จัก และทำงานร่วมกันกับลินคอน ก่อนที่จะขอแยกตัวออกมาเมื่อสงครามสิ้นสุดลง แต่ในภายหลังทั้งสองก็ยังคงมีการติดต่อกันอยู่ ซึ่งเป็นเหตุผลให้ท่านผู้ว่าตัดสินใจส่งพวกโฮมให้ไปพบกับเขา
“...ดิฉันเชื่อว่า สารวัตรยังคงปลอดภัยดีอยู่ค่ะ” เธออยากให้น้ำเสียงของตัวเองมีความมั่นใจมากกว่านี้
“ก็อาจเป็นได้ เราไม่มีหลักฐานยืนยันว่าพวกเขาเสียชีวิตไปแล้ว” เขาถอนหายใจ “แต่เราก็ไม่มีหลักฐานว่าพวกเขายังมีชีวิตอยู่เช่นกัน” เขาหันหน้ากลับมาจากสายน้ำ สีหน้าของเขานั้นทำให้เธอรู้สึกหดหู่ มันดูไร้สิ้นความหวังอย่างสิ้นเชิง “ผมไม่ได้อยากที่จะพูดให้คุณต้องเสียใจหรอกนะ คุณวสันต์”
เธอพึ่งรู้ตัวว่าหยาดน้ำตาอุ่นๆ กำลังไหลลงมาตามร่องแก้ม บางทีร่องเล็กๆ พวกนี้อาจวิวัฒนาการขึ้นมาจากความโศกเศร้าของมนุษยชาติที่สะสมกัดกินเรื่อยมาก็เป็นได้
“และถึงแม้พวกเขาจะยังคงมีชีวิตรอดอยู่ สามคนนั้นจะไปทำอะไรสาวน้อยหมวกแดง ผู้ที่สามารถจัดการกับคนเก่าแก่ที่สำคัญมากถึงสองคนได้ นั่นยังไม่รวมถึงเรื่องที่ใครจะเป็นคนพาพวกเขากลับมหานครด้วย”
เธอต้องยอมรับอย่างเจ็บปวดว่าที่เขาพูดออกมานั้นก็มีส่วนถูก เธอเองก็ยังนึกไม่ออกเหมือนกัน “...ดิฉันคิดว่าคุณทอยเป็นส่วนหนึ่งในแผนของท่านเสียอีก” เธอสงสัยเรื่องนี้มาพักหนึ่งแล้ว
เขาพยักหน้ายอมรับ ตามีประกายขึ้นเล็กน้อย “นักฆ่าหนุ่มคนนั้น เคย เป็นส่วนหนึ่งในแผนของผมจริง ผมคิดว่าความสามารถเฉพาะตัวของเขาอาจจะเป็นประโยชน์ให้กับงานของพวกเราได้บ้าง อันที่จริงแล้วผมสนใจในตัวของแจ็คจอบเสียบ ปู่ของเขามากกว่า ผมได้ข่าวในทางลับมาว่านักฆ่าคนนั้นได้เข้ามาป้วนเปี้ยนอยู่ภายในมหานครได้สักพักแล้ว” เพียงแต่ไม่มีข้อมูลว่าจอมเสียบรับทำงานอะไร โดยเฉพาะไม่ได้มีเป้าหมายเป็นบุคคลสำคัญ อย่างเช่น ผู้ว่าการมหานคร เป็นต้น จึงยังไม่มีคำสั่งให้ทางตำรวจเคลื่อนไหวอะไร
”แต่ถึงแจ็คคนนั้นจะไปกับพวกเขาจริง ก็คงจะทำอะไรได้ไม่มากนัก”
จากในเงามืด ท่านหญิงเฝ้าดูเหตุการณ์อยู่เงียบเงียบ โดยไม่ใส่ใจกับมนุษย์หมาป่าทั้งสองที่ทำท่าว่ากำลังคุมเชิงนางอยู่ นางไม่มีปัญหาอะไรกับพวกเขา ตราบเท่าที่พวกเขายังคงไม่สร้างปัญหาให้กับนาง นางกำลังรอ รอดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ครั้งนี้นับเป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่นางลงมือเคลื่อนไหวทำบางสิ่งโดยที่แม้แต่ตัวนางเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเพราะอะไร
นางกลับมาจากโลกในความฝันที่เป็นเหมือนกับอดีตที่เคยผ่านพ้นไปแล้ว กลับมาจากโอกาสครั้งที่สองที่จะได้แก้ไขชีวิตของตนเอง ได้ตัดสินใจเลือกทางเดินใหม่อีกครั้ง แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่ช่วยเปลี่ยนแปลงอะไรได้มากนัก เพราะชีวิตไม่ใช่ข้อสอบที่มีคำตอบให้เลือกเพียงแค่ถูกกับผิด มันมีคำตอบซ่อนอยู่ในแทบทุกที่ ทุกเวลา ในทุกจังหวะของลมหายใจเข้าออก มากมายมหาศาลไม่รู้จบ
อันที่จริงแล้ว ตัวชีวิตเองก็ไม่ใช่คำถามด้วยซ้ำไป
นางกลับมาพบเจอกับเพื่อนเก่า ในมหานครแห่งเดิม ในสภาพที่ไม่คล้ายกับที่นางเคยรู้จัก เขาหลงทางเดียวดายอยู่ภายในเมืองที่ถูกถมทับด้วยหิมะน้ำแข็ง ความหนาวเย็น ความวุ่นวาย และความหวาดกลัว ติดอยู่ในช่วงเวลาสุดท้ายก่อนที่ตัวหมากทุกตัว หรือแม้แต่กระดานเองกำลังจะถูกลบให้หายไปทั้งหมด
'ทำไมฉันถึงพาเขามายังสถานที่แห่งนี้'
นางเงยหน้าขึ้นมองสิ่งก่อสร้างที่อยู่เบื้องบนราวกับไม่เคยพบเห็นสิ่งที่ใหญ่โตนี้มาก่อน ตัวสะพานลอนดอนที่กำลังทอดเงาดำมืดของมันลงมาสู่สายน้ำเบื้องล่าง มันไม่ใช่สะพานลอนดอนแห่งเดียวกับที่นางพึ่งจากมา สะพานเก่าที่สร้างขึ้นมาอย่างยากลำบากด้วยไม้ หิน และหยาดเหงื่อแรงงานแห่งนั้นได้ถูกกาลเวลา ความเจริญ และความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นไม่รู้จบของมนุษย์ทุบทำลายลง ก่อนจะกลายมาเป็นสะพานลอนดอนใหม่ที่กว้างขึ้น แข็งแรงขึ้น แต่สุดท้ายก็ยังหนีไม่พ้นการที่ต้องกลับมาเป็นสะพานเก่าอีกครั้ง เมื่อมีสะพานแห่งอื่นๆ ถูกสร้างเพิ่มขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของเมือง
'แล้วทำไมเธอคนนี้ถึงได้มาปรากฎตัวขึ้นที่นี่ด้วย' นางหมายถึงวสันต์ ผู้หญิงคนนี้มีอะไรบางอย่างที่ทำให้นางนึกไปถึงลูกสาวของเกรเทล คนที่นางพึ่งได้พบเจอ และบอกลากันเมื่อครู่นี้เอง โลกนี้อาจเต็มไปด้วยความบังเอิญ เพียงแต่นางไม่เชื่อในสิ่งที่เรียกว่าความบังเอิญนี้สักเท่าไรนัก
“เวลานี้ภายในมหานครเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย ยังคงมีคนบาดเจ็บจากน้ำแข็งที่ถล่มลงมารอคอยความช่วยเหลือ มีกลุ่มคนที่เริ่มบ้าคลั่งไปกับคำว่าวันสิ้นโลก มีอีกหลายกลุ่มที่เริ่มกักตุนเสบียงอาหาร ร้านค้าหลายแห่งถูกปล้น รื้อ ทำลาย อีกหลายคนที่ต้องขังตัวเองกับคนที่รักไว้ในบ้านด้วยความหวาดกลัว และยังมีผู้คนที่ทำอะไรแปลกๆ อีกมาก พวกเขาทำในสิ่งที่ผมไม่มีวันคิดว่าใครจะทำได้ภายในเมืองของผมแห่งนี้”
น่าแปลกที่ดูเหมือนมันจะมีความโกรธมากว่าความเศร้าปะปนอยู่ในคำพูดของเขา
'อย่าโกรธไปเลยเอ็บที่รัก'
เสียงของหญิงชราที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นคุ้นเคยอย่างประหลาดดังก้องขึ้นภายในหัวของนาง มันคล้าย แต่ก็ไม่ใช่เสียงกระซิบเสียทีเดียว และเมื่อดูจากปฏิกิริยาของทุกคนในที่นี้แล้ว นางคิดว่าทั้งหมดก็คงได้ยินเสียงนี้เช่นเดียวกัน
'ดูเหมือนว่าเหตุผลของความบังเอิญในครั้งนี้กำลังจะเปิดเผยตัวตนออกมาในไม่ช้าแล้ว'
#####
ทอย (57)
วสันต์มองดูแผ่นหลังของชายชรา ไหล่ทั้งสองของเขาสู่ตกลง ท่ายืนไร้เรี่ยวแรง เสื้อผ้าที่เคยเรียบร้อยอยู่เสมอกลับสกปรกมอมแมม ตามใบหน้า มือ และแขนยังคงมีร่องรอยคราบเลือดแห้งจากบาดแผลขีดข่วน เธอแทบไม่อยากเชื่อเลยว่าผู้ที่กำลังยืนอยู่ต่อหน้านี้จะเป็นคนเดียวกันกับผู้ว่าการมหานครคนปัจจุบัน เอ เฮช ลินคอน ที่เธอรู้จัก
“ท่านไม่เคยยอมแพ้อะไรง่ายๆ แบบนี้” เธอรำพึง
“คุณวสันต์...” เขายังคงยืนเหม่อมองออกไปยังสายน้ำดำมืดเบื้องหน้า สายน้ำที่ไหลผ่านเข้าสู่เงาของบางสิ่งที่มืดดำยิ่งกว่า สายน้ำที่บอกให้รู้ว่าเวลายังคงเดินอยู่เป็นปกติ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะอีกนานเท่าใด “ผมได้ผ่านสงคราม ผ่านความเลวร้าย ผ่านเรื่องราวในชีวิตมามาก ผมเป็นนักสู้...แต่ผมก็รู้ว่าเมื่อไรที่ควรจะหยุดเสียที”
กู๊ดแมนได้ทำการรายงานสรุปเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ท่านผู้ว่าฟังเรียบร้อยแล้ว
กู๊ดแมนผู้ซึ่งในระหว่างที่เกิดสงครามนั้นได้ทำงานบางอย่างที่มากไปกว่าการเป็นนักเขียน มีมนุษย์หมาป่าหลายคนที่ได้เข้าร่วมสนับสนุนฝ่ายมนุษย์ในการทำสงครามกับผีดูดเลือด ทั้งสองฝ่ายนั้นไม่ค่อยถูกกันมานานแล้ว นานจนไม่มีใครรู้ว่าความบาดหมางนั้นเริ่มขึ้นจากสาเหตุใด และเขาเองก็เป็นหนึ่งในนั้น จนมีโอกาสได้รู้จัก และทำงานร่วมกันกับลินคอน ก่อนที่จะขอแยกตัวออกมาเมื่อสงครามสิ้นสุดลง แต่ในภายหลังทั้งสองก็ยังคงมีการติดต่อกันอยู่ ซึ่งเป็นเหตุผลให้ท่านผู้ว่าตัดสินใจส่งพวกโฮมให้ไปพบกับเขา
“...ดิฉันเชื่อว่า สารวัตรยังคงปลอดภัยดีอยู่ค่ะ” เธออยากให้น้ำเสียงของตัวเองมีความมั่นใจมากกว่านี้
“ก็อาจเป็นได้ เราไม่มีหลักฐานยืนยันว่าพวกเขาเสียชีวิตไปแล้ว” เขาถอนหายใจ “แต่เราก็ไม่มีหลักฐานว่าพวกเขายังมีชีวิตอยู่เช่นกัน” เขาหันหน้ากลับมาจากสายน้ำ สีหน้าของเขานั้นทำให้เธอรู้สึกหดหู่ มันดูไร้สิ้นความหวังอย่างสิ้นเชิง “ผมไม่ได้อยากที่จะพูดให้คุณต้องเสียใจหรอกนะ คุณวสันต์”
เธอพึ่งรู้ตัวว่าหยาดน้ำตาอุ่นๆ กำลังไหลลงมาตามร่องแก้ม บางทีร่องเล็กๆ พวกนี้อาจวิวัฒนาการขึ้นมาจากความโศกเศร้าของมนุษยชาติที่สะสมกัดกินเรื่อยมาก็เป็นได้
“และถึงแม้พวกเขาจะยังคงมีชีวิตรอดอยู่ สามคนนั้นจะไปทำอะไรสาวน้อยหมวกแดง ผู้ที่สามารถจัดการกับคนเก่าแก่ที่สำคัญมากถึงสองคนได้ นั่นยังไม่รวมถึงเรื่องที่ใครจะเป็นคนพาพวกเขากลับมหานครด้วย”
เธอต้องยอมรับอย่างเจ็บปวดว่าที่เขาพูดออกมานั้นก็มีส่วนถูก เธอเองก็ยังนึกไม่ออกเหมือนกัน “...ดิฉันคิดว่าคุณทอยเป็นส่วนหนึ่งในแผนของท่านเสียอีก” เธอสงสัยเรื่องนี้มาพักหนึ่งแล้ว
เขาพยักหน้ายอมรับ ตามีประกายขึ้นเล็กน้อย “นักฆ่าหนุ่มคนนั้น เคย เป็นส่วนหนึ่งในแผนของผมจริง ผมคิดว่าความสามารถเฉพาะตัวของเขาอาจจะเป็นประโยชน์ให้กับงานของพวกเราได้บ้าง อันที่จริงแล้วผมสนใจในตัวของแจ็คจอบเสียบ ปู่ของเขามากกว่า ผมได้ข่าวในทางลับมาว่านักฆ่าคนนั้นได้เข้ามาป้วนเปี้ยนอยู่ภายในมหานครได้สักพักแล้ว” เพียงแต่ไม่มีข้อมูลว่าจอมเสียบรับทำงานอะไร โดยเฉพาะไม่ได้มีเป้าหมายเป็นบุคคลสำคัญ อย่างเช่น ผู้ว่าการมหานคร เป็นต้น จึงยังไม่มีคำสั่งให้ทางตำรวจเคลื่อนไหวอะไร
”แต่ถึงแจ็คคนนั้นจะไปกับพวกเขาจริง ก็คงจะทำอะไรได้ไม่มากนัก”
จากในเงามืด ท่านหญิงเฝ้าดูเหตุการณ์อยู่เงียบเงียบ โดยไม่ใส่ใจกับมนุษย์หมาป่าทั้งสองที่ทำท่าว่ากำลังคุมเชิงนางอยู่ นางไม่มีปัญหาอะไรกับพวกเขา ตราบเท่าที่พวกเขายังคงไม่สร้างปัญหาให้กับนาง นางกำลังรอ รอดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ครั้งนี้นับเป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่นางลงมือเคลื่อนไหวทำบางสิ่งโดยที่แม้แต่ตัวนางเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเพราะอะไร
นางกลับมาจากโลกในความฝันที่เป็นเหมือนกับอดีตที่เคยผ่านพ้นไปแล้ว กลับมาจากโอกาสครั้งที่สองที่จะได้แก้ไขชีวิตของตนเอง ได้ตัดสินใจเลือกทางเดินใหม่อีกครั้ง แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่ช่วยเปลี่ยนแปลงอะไรได้มากนัก เพราะชีวิตไม่ใช่ข้อสอบที่มีคำตอบให้เลือกเพียงแค่ถูกกับผิด มันมีคำตอบซ่อนอยู่ในแทบทุกที่ ทุกเวลา ในทุกจังหวะของลมหายใจเข้าออก มากมายมหาศาลไม่รู้จบ
อันที่จริงแล้ว ตัวชีวิตเองก็ไม่ใช่คำถามด้วยซ้ำไป
นางกลับมาพบเจอกับเพื่อนเก่า ในมหานครแห่งเดิม ในสภาพที่ไม่คล้ายกับที่นางเคยรู้จัก เขาหลงทางเดียวดายอยู่ภายในเมืองที่ถูกถมทับด้วยหิมะน้ำแข็ง ความหนาวเย็น ความวุ่นวาย และความหวาดกลัว ติดอยู่ในช่วงเวลาสุดท้ายก่อนที่ตัวหมากทุกตัว หรือแม้แต่กระดานเองกำลังจะถูกลบให้หายไปทั้งหมด
'ทำไมฉันถึงพาเขามายังสถานที่แห่งนี้'
นางเงยหน้าขึ้นมองสิ่งก่อสร้างที่อยู่เบื้องบนราวกับไม่เคยพบเห็นสิ่งที่ใหญ่โตนี้มาก่อน ตัวสะพานลอนดอนที่กำลังทอดเงาดำมืดของมันลงมาสู่สายน้ำเบื้องล่าง มันไม่ใช่สะพานลอนดอนแห่งเดียวกับที่นางพึ่งจากมา สะพานเก่าที่สร้างขึ้นมาอย่างยากลำบากด้วยไม้ หิน และหยาดเหงื่อแรงงานแห่งนั้นได้ถูกกาลเวลา ความเจริญ และความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นไม่รู้จบของมนุษย์ทุบทำลายลง ก่อนจะกลายมาเป็นสะพานลอนดอนใหม่ที่กว้างขึ้น แข็งแรงขึ้น แต่สุดท้ายก็ยังหนีไม่พ้นการที่ต้องกลับมาเป็นสะพานเก่าอีกครั้ง เมื่อมีสะพานแห่งอื่นๆ ถูกสร้างเพิ่มขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของเมือง
'แล้วทำไมเธอคนนี้ถึงได้มาปรากฎตัวขึ้นที่นี่ด้วย' นางหมายถึงวสันต์ ผู้หญิงคนนี้มีอะไรบางอย่างที่ทำให้นางนึกไปถึงลูกสาวของเกรเทล คนที่นางพึ่งได้พบเจอ และบอกลากันเมื่อครู่นี้เอง โลกนี้อาจเต็มไปด้วยความบังเอิญ เพียงแต่นางไม่เชื่อในสิ่งที่เรียกว่าความบังเอิญนี้สักเท่าไรนัก
“เวลานี้ภายในมหานครเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย ยังคงมีคนบาดเจ็บจากน้ำแข็งที่ถล่มลงมารอคอยความช่วยเหลือ มีกลุ่มคนที่เริ่มบ้าคลั่งไปกับคำว่าวันสิ้นโลก มีอีกหลายกลุ่มที่เริ่มกักตุนเสบียงอาหาร ร้านค้าหลายแห่งถูกปล้น รื้อ ทำลาย อีกหลายคนที่ต้องขังตัวเองกับคนที่รักไว้ในบ้านด้วยความหวาดกลัว และยังมีผู้คนที่ทำอะไรแปลกๆ อีกมาก พวกเขาทำในสิ่งที่ผมไม่มีวันคิดว่าใครจะทำได้ภายในเมืองของผมแห่งนี้”
น่าแปลกที่ดูเหมือนมันจะมีความโกรธมากว่าความเศร้าปะปนอยู่ในคำพูดของเขา
'อย่าโกรธไปเลยเอ็บที่รัก'
เสียงของหญิงชราที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นคุ้นเคยอย่างประหลาดดังก้องขึ้นภายในหัวของนาง มันคล้าย แต่ก็ไม่ใช่เสียงกระซิบเสียทีเดียว และเมื่อดูจากปฏิกิริยาของทุกคนในที่นี้แล้ว นางคิดว่าทั้งหมดก็คงได้ยินเสียงนี้เช่นเดียวกัน
'ดูเหมือนว่าเหตุผลของความบังเอิญในครั้งนี้กำลังจะเปิดเผยตัวตนออกมาในไม่ช้าแล้ว'
#####