สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 18
..ถึงพี่จะชอบทานขนมอบ เบเกอรี่ ..จนจะกลิ้งได้อยู่แล้วเนี่ย ..
และพี่ก็โตมากับร้านอาหาร - เครื่องดื่มร้อนเย็น - ขนมหวาน ..กระทั่งเคยเป็นแม่ค้าบัวลอยมาแล้วสมัยสาวๆ ^^
..แต่พี่ไม่นึกอยากทำเบเกอรี่เท่าไหร่ เพราะอุปกรณ์เครื่องเครามันเยอะจัด.. แถมราคาก็ไม่ใช่ถูกๆ ด้วยสิ
อย่างเก่งพี่ก็ทำแค่บลูเบอรี่ชีสพาย แบบนานๆ ทำที
..ในความที่พี่โตมากับการค้าขาย ระดับรากหญ้า ช่วยพ่อแม่ขายอาหารมาตั้งแต่ ม.ต้น
เรียนจบ ทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือน ..ทำตั้งแต่ระดับปลายติ่งของ Organization chart ตามประสาเด็กจบใหม่
จนเริ่มขึ้นเป็นระดับจัดการ ตอนอายุ 26 ..
..ลาออกมาเป็นแม่บ้านเต็มเวลา เพื่อเลี้ยงลูก ..ตอนเข้าหลัก 3 เพราะลักษณะงาน ไม่เอื้อต่อการใช้ชีวิตครอบครัวที่สมบูรณ์ได้
จนกลับมาเริ่มกิจการเล็กๆ ของตัวเอง ตอนลูกเข้าเตรียมอนุบาล ..เพราะเริ่มว่าง เลยทำงานอยู่กับบ้าน
จนตอนนี้นายคนโต เรียน ป.6 แล้ว ..และกิจการเติบโตขึ้นทุกปี .. ปีนี้โตกว่าปีที่แล้ว เกือบเท่าตัว
..จากประสบการณ์ทั้งทางตรง และทางอ้อม .. พี่ขออนุญาตให้ข้อเสนอแนะว่า..
สำหรับท่านที่มี "ภาระหนี้สิน" ที่เป็นรายจ่ายประจำ ..โดยเฉพาะ ถ้าเป็นหนี้ก้อนใหญ่ และยาว เช่น ผ่อนบ้าน ผ่อนรถอยู่
..หากวันไหนจิตตก เบื่องานประจำที่ทำอยู่ ชนิดที่ตอนเช้าไม่อยากตื่นไปทำงาน
ให้คิดถึงภาระหนี้สินที่ตัวเองก่อไว้ให้จงหนักก่อนค่ะ ..
เพราะหากใจเร็ว รีบไปเขียนใบลาออก เพื่อให้พ้นความเครียดในที่ทำงาน
โดยที่ยังไม่ได้งานใหม่ ที่ดีกว่า มารองรับ
หรือคิดแต่จะออกมาทำธุรกิจส่วนตัวในฝัน เป็นเจ้านายตัวเอง .. โดยยังไม่รู้ว่าผลการดำเนินงาน จะหมู่หรือจ่า
..เท่าที่เคยประสบพบเจอมา .. ส่วนใหญ่ เครียดหนักกว่าเดิม ! ..
เพราะการเป็นเจ้าของกิจการนั้น คุณต้องแบกรับทุกอย่างไว้
..ขายไม่ดี ก็เครียด ..อันนี้เรื่องธรรมชาติ ไม่ต้องอธิบาย
..แต่ขายดีเกินไป ก็เครียด เพราะทำไม่ทัน กำลังคนไม่พอ ไม่ได้หยุดหายใจหายคอ กระแสเงินสดหมุนเวียนไม่พอ ฯลฯ
( กิจการพี่เป็นอย่างหลังค่ะ ^^ )
ยิ่งไปกว่านั้น .."มนุษยสัมพันธ์" เป็นเรื่องสำคัญในการดำเนินธุรกิจ
เพราะคุณต้องปะทะสังสรรค์โดยตรงกับลูกค้า ..ซึ่งลูกค้าบางประเภท ก็มักจะคิดว่า ตนเป็นพระเจ้า ..
ยิ่งขายของหน้าร้านนี่ ยิ่งหนุกหนานค่ะ ..เรียกว่า ร้อยพ่อพันแม่..กันเลยทีเดียว
..ถ้าคุณบอกว่าโดย nature คุณ ออกจะสันโดษ .. คุณออกมาขายของนะ .. รับรองว่าคุณจะประสาทเสียไปเลย
ดังนั้น พี่มักจะแนะนำเสมอว่า ถ้าในครอบครัวหนึ่ง ที่มีภาระหนี้สินที่เป็นค่าใช้จ่ายแบบประจำ
ครอบครัวนั้น ควรจะมีคนหนึ่งที่มีรายได้ประจำ ที่เพียงพอต่อการชำระหนี้นั้น
ส่วนอีกคนหนึ่ง หากไม่อาจทนทำงานประจำ ซึ่งทำไปก็รังแต่จะจิตตก ซึมเศร้า ชีวิตไม่มีความสุข ..
ก็ออกมาหางานอิสระทำ เป็นรายได้เสริม ..และคิดหน้าคิดหลัง ไตร่ครอง ใคร่ครวญให้ดีก่อนลงทุน
..ครอบครัวพี่ คุณสามีพี่ทำงานประจำเป็นหลัก ..งานพี่ ตอนแรกๆ เป็นรายได้เสริม เป็นค่าขนมลูก ..ขาดเหลือพี่ก็ไถคุณสามี
..พี่มักจะแนะนำให้เริ่มจากสิ่งที่ตัวเองถนัด และลงทุนแต่น้อย เผื่อผิดทาง จะได้ไม่เจ็บตัวมาก
หรือให้ทำควบคู่ไปก่อน เช่น ลองทำอะไรง่ายๆ ไปขายที่ตลาดนัดดูก่อน ขายดีค่อยขยับขยาย
ไม่ใช่ยังไม่ทันลองตลาดเลย ..คิดไปเซ้งร้านในตลาดซะแล้ว ..อะไรประมาณนั้น..
..พี่ไม่แนะนำให้กู้หนี้ยืมสินมาลงทุน ในสิ่งที่ตัวเองก็ยังไม่รู้จักมันดีพอ หรือเป็นสิ่งที่เห็นคนอื่นทำ หรือคุยให้ฟังว่าขายดี
รวยจนไม่รู้จะเอาเงินไปเก็บไว้ไหน ..
พี่ยกตัวอย่าง..ตัวพี่เองละกัน .. พี่ไม่คิดจะทำธุรกิจขายเสื้อผ้า ครีม - เครื่องสำอาง .. เพราะพี่ไม่ได้วิ่งตามแฟชั่น
พี่ไม่ค่อยได้ใส่ใจประทินโฉม ..นั่งหน้ากระจกนานๆ หรือชอบส่องกระจก เป็นนกหงส์หยก ..
ขืนพี่ริจะไปขาย ..คงเจ๊ง ..จอดไม่ต้องแจว เพราะพี่อ่านตลาดไม่ขาด แถมใจไม่รักอีกต่างหาก
..ในทางกลับกัน ..งานก๊อกๆ แก๊กๆ ที่ในสายตาคนอื่นเห็นว่าจิ๊บจ๊อยมาก เป็นอย่างเก่งแค่งานอดิเรก
แต่หากเรามีใจรักที่จะทำ มีสมอง มีสองมือ ..มีมานะ วิริยะ อุตสาหะ ...ทำจนเชี่ยวชาญ จนสามารถหา differential ได้
..ประกอบกับถ้าสามารถคว้าโอกาส เมื่อมีจังหวะดีๆ ในชีวิตผ่านเข้ามา ..และสามารถรักษา และขยายโอกาสนั้นต่อไปได้
เราก็สามารถสร้างงานอดิเรกนั้น ให้กลายเป็นงานหลักได้ ..
พี่พิสูจน์มาแล้ว และทำให้คนรอบๆ ตัวเห็นแล้ว ..ว่าถ้าคนเราตั้งใจทำอะไร แล้วทำจริง ไม่จับจด ทิ้งๆ ขว้างๆ
..ก็สามารถประสบความสำเร็จได้ค่ะ
ยังไงคุณน้อง จขกท. ก็ลองตรองดีๆ ..พิจารณาจากบริบทของตัวเองและครอบครัว แล้วตัดสินใจดีๆ ..
และขอให้โชคดีค่ะ
และพี่ก็โตมากับร้านอาหาร - เครื่องดื่มร้อนเย็น - ขนมหวาน ..กระทั่งเคยเป็นแม่ค้าบัวลอยมาแล้วสมัยสาวๆ ^^
..แต่พี่ไม่นึกอยากทำเบเกอรี่เท่าไหร่ เพราะอุปกรณ์เครื่องเครามันเยอะจัด.. แถมราคาก็ไม่ใช่ถูกๆ ด้วยสิ
อย่างเก่งพี่ก็ทำแค่บลูเบอรี่ชีสพาย แบบนานๆ ทำที
..ในความที่พี่โตมากับการค้าขาย ระดับรากหญ้า ช่วยพ่อแม่ขายอาหารมาตั้งแต่ ม.ต้น
เรียนจบ ทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือน ..ทำตั้งแต่ระดับปลายติ่งของ Organization chart ตามประสาเด็กจบใหม่
จนเริ่มขึ้นเป็นระดับจัดการ ตอนอายุ 26 ..
..ลาออกมาเป็นแม่บ้านเต็มเวลา เพื่อเลี้ยงลูก ..ตอนเข้าหลัก 3 เพราะลักษณะงาน ไม่เอื้อต่อการใช้ชีวิตครอบครัวที่สมบูรณ์ได้
จนกลับมาเริ่มกิจการเล็กๆ ของตัวเอง ตอนลูกเข้าเตรียมอนุบาล ..เพราะเริ่มว่าง เลยทำงานอยู่กับบ้าน
จนตอนนี้นายคนโต เรียน ป.6 แล้ว ..และกิจการเติบโตขึ้นทุกปี .. ปีนี้โตกว่าปีที่แล้ว เกือบเท่าตัว
..จากประสบการณ์ทั้งทางตรง และทางอ้อม .. พี่ขออนุญาตให้ข้อเสนอแนะว่า..
สำหรับท่านที่มี "ภาระหนี้สิน" ที่เป็นรายจ่ายประจำ ..โดยเฉพาะ ถ้าเป็นหนี้ก้อนใหญ่ และยาว เช่น ผ่อนบ้าน ผ่อนรถอยู่
..หากวันไหนจิตตก เบื่องานประจำที่ทำอยู่ ชนิดที่ตอนเช้าไม่อยากตื่นไปทำงาน
ให้คิดถึงภาระหนี้สินที่ตัวเองก่อไว้ให้จงหนักก่อนค่ะ ..
เพราะหากใจเร็ว รีบไปเขียนใบลาออก เพื่อให้พ้นความเครียดในที่ทำงาน
โดยที่ยังไม่ได้งานใหม่ ที่ดีกว่า มารองรับ
หรือคิดแต่จะออกมาทำธุรกิจส่วนตัวในฝัน เป็นเจ้านายตัวเอง .. โดยยังไม่รู้ว่าผลการดำเนินงาน จะหมู่หรือจ่า
..เท่าที่เคยประสบพบเจอมา .. ส่วนใหญ่ เครียดหนักกว่าเดิม ! ..
เพราะการเป็นเจ้าของกิจการนั้น คุณต้องแบกรับทุกอย่างไว้
..ขายไม่ดี ก็เครียด ..อันนี้เรื่องธรรมชาติ ไม่ต้องอธิบาย
..แต่ขายดีเกินไป ก็เครียด เพราะทำไม่ทัน กำลังคนไม่พอ ไม่ได้หยุดหายใจหายคอ กระแสเงินสดหมุนเวียนไม่พอ ฯลฯ
( กิจการพี่เป็นอย่างหลังค่ะ ^^ )
ยิ่งไปกว่านั้น .."มนุษยสัมพันธ์" เป็นเรื่องสำคัญในการดำเนินธุรกิจ
เพราะคุณต้องปะทะสังสรรค์โดยตรงกับลูกค้า ..ซึ่งลูกค้าบางประเภท ก็มักจะคิดว่า ตนเป็นพระเจ้า ..
ยิ่งขายของหน้าร้านนี่ ยิ่งหนุกหนานค่ะ ..เรียกว่า ร้อยพ่อพันแม่..กันเลยทีเดียว
..ถ้าคุณบอกว่าโดย nature คุณ ออกจะสันโดษ .. คุณออกมาขายของนะ .. รับรองว่าคุณจะประสาทเสียไปเลย
ดังนั้น พี่มักจะแนะนำเสมอว่า ถ้าในครอบครัวหนึ่ง ที่มีภาระหนี้สินที่เป็นค่าใช้จ่ายแบบประจำ
ครอบครัวนั้น ควรจะมีคนหนึ่งที่มีรายได้ประจำ ที่เพียงพอต่อการชำระหนี้นั้น
ส่วนอีกคนหนึ่ง หากไม่อาจทนทำงานประจำ ซึ่งทำไปก็รังแต่จะจิตตก ซึมเศร้า ชีวิตไม่มีความสุข ..
ก็ออกมาหางานอิสระทำ เป็นรายได้เสริม ..และคิดหน้าคิดหลัง ไตร่ครอง ใคร่ครวญให้ดีก่อนลงทุน
..ครอบครัวพี่ คุณสามีพี่ทำงานประจำเป็นหลัก ..งานพี่ ตอนแรกๆ เป็นรายได้เสริม เป็นค่าขนมลูก ..ขาดเหลือพี่ก็ไถคุณสามี
..พี่มักจะแนะนำให้เริ่มจากสิ่งที่ตัวเองถนัด และลงทุนแต่น้อย เผื่อผิดทาง จะได้ไม่เจ็บตัวมาก
หรือให้ทำควบคู่ไปก่อน เช่น ลองทำอะไรง่ายๆ ไปขายที่ตลาดนัดดูก่อน ขายดีค่อยขยับขยาย
ไม่ใช่ยังไม่ทันลองตลาดเลย ..คิดไปเซ้งร้านในตลาดซะแล้ว ..อะไรประมาณนั้น..
..พี่ไม่แนะนำให้กู้หนี้ยืมสินมาลงทุน ในสิ่งที่ตัวเองก็ยังไม่รู้จักมันดีพอ หรือเป็นสิ่งที่เห็นคนอื่นทำ หรือคุยให้ฟังว่าขายดี
รวยจนไม่รู้จะเอาเงินไปเก็บไว้ไหน ..
พี่ยกตัวอย่าง..ตัวพี่เองละกัน .. พี่ไม่คิดจะทำธุรกิจขายเสื้อผ้า ครีม - เครื่องสำอาง .. เพราะพี่ไม่ได้วิ่งตามแฟชั่น
พี่ไม่ค่อยได้ใส่ใจประทินโฉม ..นั่งหน้ากระจกนานๆ หรือชอบส่องกระจก เป็นนกหงส์หยก ..
ขืนพี่ริจะไปขาย ..คงเจ๊ง ..จอดไม่ต้องแจว เพราะพี่อ่านตลาดไม่ขาด แถมใจไม่รักอีกต่างหาก
..ในทางกลับกัน ..งานก๊อกๆ แก๊กๆ ที่ในสายตาคนอื่นเห็นว่าจิ๊บจ๊อยมาก เป็นอย่างเก่งแค่งานอดิเรก
แต่หากเรามีใจรักที่จะทำ มีสมอง มีสองมือ ..มีมานะ วิริยะ อุตสาหะ ...ทำจนเชี่ยวชาญ จนสามารถหา differential ได้
..ประกอบกับถ้าสามารถคว้าโอกาส เมื่อมีจังหวะดีๆ ในชีวิตผ่านเข้ามา ..และสามารถรักษา และขยายโอกาสนั้นต่อไปได้
เราก็สามารถสร้างงานอดิเรกนั้น ให้กลายเป็นงานหลักได้ ..
พี่พิสูจน์มาแล้ว และทำให้คนรอบๆ ตัวเห็นแล้ว ..ว่าถ้าคนเราตั้งใจทำอะไร แล้วทำจริง ไม่จับจด ทิ้งๆ ขว้างๆ
..ก็สามารถประสบความสำเร็จได้ค่ะ
ยังไงคุณน้อง จขกท. ก็ลองตรองดีๆ ..พิจารณาจากบริบทของตัวเองและครอบครัว แล้วตัดสินใจดีๆ ..
และขอให้โชคดีค่ะ
แสดงความคิดเห็น
จะออกจากงาน ทำขนมขายจะอยู่ได้ไหม