เหนือกว่าอิทธิปาฏิหาริย์

การที่หลวงพ่อละสังขารด้วยอาการสงบนั้นถือว่าเป็นปาฏิหาริย์   คนที่กำลังจะตายจากไปโดยไม่มีอาการทุรนทุราย ทั้งๆ ที่หายใจไม่ออก แต่ยังสงบนิ่งได้
เหมือนกับว่าความตายทำอะไรไม่ได้เลย อย่างนี้ถ้าไม่เรียกว่าปาฏิหาริย์แล้วจะเรียกว่าอะไร   แต่เป็นปาฏิหาริย์ที่ดูธรรมดาเพราะว่ามันไม่ได้ดูเหนือมนุษย์
ไม่เหมือนกับการเหาะเหินเดินอากาศ การหายตัว    อาตมาอยู่กับหลวงพ่อคำเขียนมา ๓๐ กว่าปี ไม่เคยเห็นท่านพูดชื่นชมหรือแสดงอิทธิปาฏิหาริย์
ท่านสอนแต่ธรรมะล้วนๆ และเป็นธรรมะขั้นแก่นธรรม ไม่ใช่แค่สอนด้วยคำพูดเท่านั้น แต่ว่าทำให้ดู อยู่ให้เห็นด้วย
ทำให้แต่ละขณะ แต่ละนาทีของท่านเป็นการแสดงธรรม แสดงภูมิจิต ภูมิปัญญาหรือภูมิธรรมโดยตลอด

  
หลวงพ่อไม่ชื่นชมอิทธิปาฏิหาริย์ เพราะท่านประสบด้วยตัวเองว่า แค่ความรู้สึกตัวอย่างเดียวก็ช่วยท่านได้มากกว่าอิทธิปาฏิหาริย์ หรือคาถาอาคม
หลวงพ่อเล่าว่าสมัยที่ท่านบวชใหม่ๆ ราวพรรษาแรกหรือพรรษาสองมีคราวหนึ่งท่านไปพักในป่าไกลจากเพื่อนๆ เข้าใจว่าเป็นที่วัดป่าพุทธอุทยาน
ตอนนั้นท่านได้รู้ธรรมจากการปฏิบัติกับหลวงพ่อเทียนแล้ว แต่ยังไม่ถึงที่สุด   วันหนึ่งมีผู้ร้ายถูกยิงตาย กว่าจะพบศพก็เน่าแล้ว ส่งกลิ่นเหม็น
เมื่อเขาฝังศพท่านก็ไปดู เห็นหีบศพเป็นไม้ตะแบกแผ่นใหญ่ ท่านจึงขอเขาเพื่อเอามาทำเป็นเตียง เขาก็แกะให้ท่าน


ท่านเอาไม้แผ่นนั้นแช่น้ำทั้งเดือน แล้วก็เอาขึ้นมาขัดมาฟอกมาถู จากนั้นก็เอามาปูนอน แต่ก็ยังมีกลิ่น
ยิ่งเวลาฝนตก กลิ่นก็ยิ่งเหม็น พอได้กลิ่นเหม็นทีไร ก็คิดถึงศพที่เน่า
คืนหนึ่งหลับไปก็ฝันว่า ศพของผู้ชายคนนั้นกลิ้งมาหาท่าน ท่านจึงบริกรรมคาถาไล่ผี ศพนั้นก็กลิ้งกลับไป แต่พอหยุดบริกรรมมันก็กลิ้งเข้ามาหาอีก
ท่านก็บริกรรมคาถาอีกจนมันกลิ้งออกไป แล้วก็กลิ้งมาหาอีก ท่านสู้กับศพจนเหนื่อย แล้วท่านก็ตื่นขึ้นมา ตื่นขึ้นมาก็ยังได้กลิ่นเหม็น ท่านจึงยกมือสร้างจังหวะ
พอความรู้สึกตัวกลับมา กลิ่นเหม็นก็หายไป ท่านว่าหลังจากนั้นไม่มีความกลัวผีอีกเลย


เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า คาถาอาคมนั้นช่วยได้เป็นครั้งเป็นคราว แต่สู้ความรู้สึกตัวไม่ได้
มันเป็นอุทาหรณ์สอนใจว่าอย่าไปฝากความหวังไว้กับคาถาอาคมเลย ความรู้สึกตัวนั้นประเสริฐที่สุดแล้ว


ความรู้สึกตัวทำให้หลวงพ่อพบธรรมขั้นสูง เพราะเมื่อมีความรู้สึกตัวก็ไม่มีความหลง ช่วยทำให้จิตสามารถเห็นความจริงของกายและใจได้เป็นลำดับ
จนกระทั่งปล่อยวางสิ่งทั้งปวง เพราะเห็นว่าสิ่งที่ยึดถือมันเป็นแค่มายาภาพ หลวงพ่อท่านบอกเสมอว่ามันเหมือนกับคนที่เคยดูนักเล่นกล
ทีแรกก็หลงเชื่อ เห็นเขาดึงกระต่ายออกมาจากกระเป๋า หรือผ่าตัวออกเป็นสองท่อน คนก็ตื่นเต้น อัศจรรย์ใจ แต่พอรู้เทคนิคของนักเล่นกล
มายากลของเขาก็หลอกเราอีกต่อไป เห็นแล้วก็รู้สึกจืดชืดไม่มีความตื่นเต้นเลย


การที่ท่านเห็นธรรมจนกระทั่งพบว่า สิ่งที่คิดว่าเป็นตัวตนหรือตัวกูนั้นแท้จริงก็เป็นแค่มายาภาพที่จิตปรุงแต่งขึ้นมา มันเหมือนมายากล เป็นแค่ของของปลอม
พอท่านเข้าใจความจริงขั้นปรมัตถ์ จิตก็วางหมด ไม่มีความตื่นเต้นกับอะไรอีกต่อไป เห็นอะไรก็วางได้
หลวงพ่อเทียนอธิบายว่าคนทั่วไปเวลาเกิดผัสสะ รับรู้อะไรก็ตามไม่ว่าทางตาหูลิ้นจมูกกายและใจ ก็เหมือนกับขว้างดินเหนียวไปที่ข้างฝามันก็ติดหนึบ
แต่พอปฏิบัติธรรมจนถึงที่สุดแล้ว ขว้างดินไป มันไม่ติดข้างฝาแล้ว หรือที่พระพุทธเจ้าอุปมาอุปไมยว่า เหมือนกับใบบัวที่น้ำฉาบไม่ติด น้ำฝนตกลงมาก็ไม่ติดใบบัว
นี้เป็นสภาวะจิตของผู้ที่เห็นธรรมอย่างแจ่มแจ้ง กิเลสก็แปดเปื้อนไม่ได้ เมื่อเกิดผัสสะ ก็ไม่ติดในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส อันนี้แหละคืออนุสาสนีปาฏิหาริย์
เกิดจากการเข้าถึงธรรมอย่างแจ่มแจ้ง




พระไพศาล วิสาโล - Phra Paisal Visalo
http://www.visalo.org/article/person15lpKumkien13.html
https://th-th.facebook.com/visalo

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่