(((นายเข้าใจพูด)))
ถ้ายึดหลัก กาลามสูตร มันไม่ต้องเชื่อหรอกครับ ส่วนเรื่อง นรก สวรรค์ เราก็ไม่ต้องเชื่อ เรารู้แค่ไหนก็แค่นั้น ผมไม่เห็น ว่ามันจะมีประโยชน์อะไร กับการ เชื่อ นรก สวรรค์ แบบสุดโต่ง เวลาเราตายไปจริงๆ แล้ว ถ้ามี นรก สวรรค์ เราจะได้ไปเรียนรู้ โลกใหม่ มีสติ ติดตัวไปตอนตาย เอาแต่เชื่อ นรก สวรรค์ ไม่เห็นมีประโยชน์อะไรเลย
(((นายปลงใจถาม)))
เพราะเหตุไรจึงต้องไม่เชื่อล่ะครับ ขัดกับกาลามสูตรตรงไหน
(((นายเข้าใจตอบ)))
กาลามสูตร 10 คือ อย่าปลงใจเชื่อ 10 ประการ
( แล้วการเชื่อ มันขัดไหม ปลงใจเชื่อ เรื่อง นรกสวรรค์ เพราะ ถือสืบบกันมา เพราะ ตำราปิฎกว่าไว้อย่างนั้น เพราะ ถึกทักเอาตามอาการ )
(((นายปลงใจถาม)))
ถ้างั้น ถ้ามีคนบอกว่าโลกกลม งั้น เราก็เชื่อไม่ได้น่ะสิ ตามหลักกาลามสูตร 10 ประการ
(((นายเชื่อแทรกมาถาม)))
คห 14 ..... ครูบาอาจารย์ ที่คุณเคารพนับถือ .... ท่านแนะนำคุณว่าอย่างไรล่ะครับ
ท่านให้เชื่อ หรือ ท่านไม่ให้เชื่อล่ะ??
(((นายเข้าใจตอบทั้งคู่)))
ถ้ามี คนบอกว่าโลกกลม ผมก็ไม่เชื่อไง แต่ผมทำความเข้าใจ ว่าผมเข้าใจโลกเป็นยังไง มันแบน มันกลมดิก หรือ กลมแบบผลส้ม
( ไม่ใช่ใครบอกอะไร แล้วต้องเลือก เชื่อ หรือ ไม่เชื่อ บ้าไปแล้ว )
ครู ที่ผมนับถือ คือครูที่ สอนให้ผมเข้าใจ
(((นายปลงใจถาม)))
ตกลงคุณไม่เชื่อว่าโลกกลมใช่ไหม
(((นายเข้าใจตอบ)))
เอ นี่คุณ อ่านภาษาไทยไม่เข้าใจ หรือ ไม่อยากยอมรับความจริง ( ผมบอกว่าผมใช้ความเข้าใจ ) วันนี้ผมก็เข้าใจ ว่า โลกกลมแบบผลส้ม ไว้วันหน้า ผมอาจเข้าใจแบบใหม่ก็ได้
ทำไมต้องเชื่อ หรือ ไม่เชื่อ แบบนั้นมันก็ทำให้เรา ทำได้แค่ เห็นช้างขี้ก็ขี้ตามช้าง ช้างจะขี้ถูก ขี้ผิด เราก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร แต่ถ้าใช้ความเข้าใจ ต่อให้วันนี้เราเข้าใจผิด เราก็ยังได้ประโยชน์ เพราะรู้ว่าเราเข้าใจผิดยังไง
แก้ไขข้อความเมื่อ 1 ชั่วโมงที่แล้ว
(((นายปลงใจบัฟ)))
ตั้งสติให้ดีครับ อย่าเพิ่งสติแตก ผม ถามคำถามง่ายๆ คุณแค่ตอบให้ตรงคำถาม ก็แค่นั้นเอง เพราะ ถ้าคุณตอบไม่ได้ ก็ชัดเจนเลยว่าคุณกำลังสับสน ถ้าคุณตอบได้ก็ตอบมา เอาให้สั้นที่สุด ง่ายๆ
ตกลง ตอนนี้คุณ ไม่เชื่อว่าโลกกลม ใช่ไหม
ระวัง ตอบให้ตรงนะครับ อย่า เฉไฉ หรือ อย่า สติแตกเสียก่อนล่ะ ใจเย็นๆครับ ไม่มีใครทำอะไรคุณหรอก.
(((นายเข้าใจตอบย้ำ)))
ผมบอกว่า ผมใช้ความเข้าใจไม่ใช้ความเชื่อ ( คุณงงตรงไหน ตอบให้ชัดครับ )
( คุณจะมาบังคับ ให้ผมตอบ ว่า เชื่อ หรือ ไม่เชื่อ ทำไม )
ผมนะไม่สับสน แล้ว วิธีการปรามาส แบบนี้ ใช้กับผมไม่ได้ผลหรอกครับ เพราะผมใช้ความเข้าใจ ให้ตีลังกาตอบผมก็ตอบได้ มาคุยกันตรงๆดีกว่านะครับ
แก้ไขข้อความเมื่อ 51 นาทีที่แล้ว
(((นายปลงใจเริ่มขึ้น)))
คุณ น่ะสิ งง ตรงไหน
ผมถามว่า คุณ ไม่เชื่อว่าโลกกลมใช่ไหม ผมไม่ได้ถามว่าคุณ เข้าใจ หรือไม่เข้าใจว่าอะไร
ตกลง คุณ เชื่อ หรือไม่เชื่อ ตอบมาง่ายๆ นนี่เราคุยกันเรื่องความเชื่ออยู่ครับ ไม่ได้คุยเรื่องความเข้าใจครับ กาลามสูตร เป็นสูตรที่ใช้เกี่ยวกับความเชื่อครับ.
(((นายเข้าใจใจเย็นตอบ)))
กาลามสูตร ( แปลว่า อย่าปลงใจเชื่อ ) ไม่ใช่สูตร ที่ใช้เกี่ยวกับความเชื่อ หรือ ใช้เพื่อให้เชื่อ
เรื่องโลกกลม ผมเข้าใจ เพราะผมเห็นจากดาวเทียม เห็น การหมุนรอบตัวเองเกิดกลางวันกลางคืน
( ผมไม่ได้เชื่อ ว่าโลกกลม แต่เพราะผมเข้าใจ ว่า โลกมันกลม )
คุณถามผมว่า ผมเชื่อ หรือ ไม่เชื่อ ว่าโลกกลม
ผมตอบว่า ผมไม่ได้ใช้ความเชื่อ ผมใช้ความเข้าใจ ( เพราะผมใช้หลัก กาลามสูตร คือ การอย่าปลงใจเชื่อ )
คุณไม่เข้าใจคำตอบผมตรงไหน ( จะมาบังคับให้ผมใช้ความเชื่อทำไม ผมงง )
(((นายปลงใจไม่จบ)))
อ้าว ก็เกี่ยวกับความเชื่อไง ซึ่งสำหรับคุณ คุณเข้าใจว่า มีเพื่อไม่ให้เชื่อ ไม่ให้ปลงใจ เชื่อ คุณเขียนเองแท้ๆ ยังสับสนได้อีกหรือ ไม่ถูกหรือไง เกี่ยวกับความ เชื่อ ทั้งในแง่ ให้เชื่อและไม่ให้เชื่อครับ สิบข้อแรกนั้นคือไม่ให้เชื่อ แต่ยังมีอีกสี่ข้อหลังที่คุณไม่ได้สนใจจะอ่านกัน อันนั้นเขาบอกให้เชื่อได้ แล้วค่อยว่ากันทีหลัง ตรงนี้ เอาตามคุณว่าก่อน
ตกลง แม้แต่โลกกลมคุณก็ไม่ได้เชื่อนะครับ งั้น คุณอธิบายหน่อยสิ คุณเข้าใจว่าโลกกลมได้อย่างไร คุณคิดเอง อ่านหนังสือเอา เดาเอา คิดตรึกตรองเอาตามเหตุตามผล มีคนบอกคุณมา ครูสอนมา หรือคุณเห็นได้ด้วยตาคุณเอง
(((นายเข้าใจพยายาม)))
บรรทัดแรกของคุณ ผมอ่านไม่เข้าใจนะครับ ( ไม่เข้าใจที่คุณพิม ) งั้นขอตอบตั้งแต่ บรรทัดที่ 2
สิบข้อแรก ของ กาลามสูตร ไม่ได้เขียนว่า ไม่ให้เชื่อ เขาเขียนว่าอย่าปลงใจเชื่อ ถามว่าต่างกันอย่างไรต่างกันมากนะครับ ถ้าเขียนว่าไม่ให้เชื่อ มันก็จะมีคนแบบคุณตีความไปว่า ใครบอกอะไรต้องไม่เชื่อ ทั้งหมด ปฎิเสธให้หมด ซึ่ง กาลามสูตร 10 ไม่ได้สอนอย่างนั้น เขาสอนว่า อย่าปลงใจเชื่อ คือ อย่าวางใจ ปักใจ ทั้งเชื่อและไม่เชื่อ ให้ใช้ความเข้าใจ
ส่วน 4 ข้อหลังนะ มันไม่ใช่ 4 ข้อ มันเขียนรวมกันว่า ให้พิจารณาเห็นคุณและโทษ พิจารณาว่า ทำแล้วเสื่อมหรือเจริญ แล้วดูว่า ปราชสรรเสริญไหม ( สรุป ที่คุณว่า 4 ข้อหลัง ก็คือการทำความเข้าใจนั้นเอง แต่มันมีคน อุตริ ไปต่อท้าย ว่า เมื่อพิจารณา แล้ว จึงเชื่อ)
ที่คุณถามว่า ผมเข้าใจว่าโลกกลมได้อย่างไร ผมเห็น จากภาพถ่ายดาวเทียม ผมเข้าใจการเกิดกลางวันกลางคืน และผมก็ ใช้หลักกาลามสูตร 10 ผมไม่ได้ ปลงใจเชื่อ ปักใจในสิ่งที่ผมเข้าใจว่าต้องเป็นอย่างนี้ ไว้วันหน้า ผมได้เห็นอะไรเพิ่ม เข้าใจอะไรเพิ่ม ผมอาจจะเข้าใจว่าโลกไม่กลมก็ได้
แก้ไขข้อความเมื่อ 23 นาทีที่แล้ว
คุณ พอจะเห็นความต่างไมครับ ว่าการศึกษา ศาสนาพุทธ โดยใช้ความเชื่อ กับ ความเข้าใจมันต่างกันยังไง
( ผมกับคุณ เนี่ย เป็นตัวอย่างที่ดีของทั้ง 2 ด้าน )
(((นายปลงใจเริ่มเย็น)))
ผมตอบ 14-11 ครับ แต่คุณมาพิมพ์เพิ่ม ไม่เข้าใจก็ผ่านไปก่อน
ตกลงตอนนี้ คุณแยกแยะคำว่า ความเข้าใจกับความเชื่อให้เห็นหน่อยว่ามันต่างกันตรงไหน ในเมื่อคุณปลงใจเชื่อไปแล้วว่าโลกกลม แต่ถ้ามีข้อมูลมาใหม่ก็อาจจะเปลี่ยนใจได้ งั้นมันจะต่างอะไรกับความเชื่อเล่า และเหตุผลที่คุณเข้าใจ ก็เกิดจากการดูภาพถ่ายซึ่ง คนอื่นถ่ายมาให้ดู ก็เข้าเงื่อนไข เชื่อตามตำรา เชื่อตามคนอื่นๆบอกมา เพียงแต่คุณเลี่ยงไปใช้คำว่าความเข้าใจแทน ก็แค่นั้นเอง เท่าที่เห็น คุณเข้าใจเองก็คือ คิดตรึกตรองจนเข้าใจเอง เข้าใจว่าอย่างนั้น เข้าใจว่าอย่างนี้ นั่นแหละ ต่างกันตรงไหน จริงไหมครับ
(((นายเข้าใจอธิบาย)))
- ความเชื่อกับความเข้าใจต่างกันตรงไหน โคตรของความต่าง ความเชื่อ ไม่ต้องใช้เหตุผล ไม่ต้องการพิสูจณ์ทดลอง ส่วนความเข้าใจต้องใช้
- เมื่อปลงใจเชื่อ ไปแล้ว เปลี่ยนยาก แต่ความเข้าใจ ไม่ต้องเปลี่ยนแค่เข้าใจเพิ่ม เข้าใจว่าที่ผ่านมาเข้าใจผิด ก็ยังได้ประโยชน์
- ถามว่า ความเชื่อ ต่างกับความเข้าใจอย่างไร ความเชื่อก็เหมือนเห็นช้างขี้ก็ขี้ตามช้าง ไม่ได้รู้เลยว่า ขี้ทำไม แต่ความเข้าใจก็เหมือน
การเดินตามหลังผู้ใหญ่ แล้วหมาไม่กัด แต่ถ้าวันใดโดนกัด วันหน้า อาจะเดินข้างหน้า แต่ความเชื่อ มันไม่มีประโยชน์ มันก็ขี้ตามช้างอยู่
อย่างนั้น ขี้ไม่ออกก็ยังจะขี้
( กาลามสูตร 10 สอนว่า อย่าปลงใจเชื่อ ปักใจเชื่อ วางใจเชื่อ ไม่ได้สอนว่า ไม่ให้เชื่อ ตรงนี้คุณเข้าใจหรือยัง มองเห็นความต่างไหม )
(((นายปลงใจเริ่มอธิบาย)))
คุณเข้าใจว่าโลกกลม เกิดจากการคิดไตร่ตรองด้วยตนเอง เข้าตามกลามสูตรข้อ
4.มา ปิฏกสมฺปทาเนน - อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์
5.มา ตกฺกเหตุ - อย่าปลงใจเชื่อ เพราะเดาว่าเป็นเหตุผลกัน
6.มา นยเหตุ - อย่าปลงใจเชื่อ เพราะการอนุมานคาดคะเน
7.มา อาการปริวิตกฺเกน - อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเดาจากอาการที่เห็น
คุณเข้าใจเอา ก็ คือ ปลงใจเชื่อ นั่นเอง เชื่อโดยการอนุมานเอา เพราะคุณไม่ได้เห็นด้วยตาตนเองนี่ครับ
(((นายเข้าใจยกตัวอย่าง)))
การเข้าใจ ไม่เหมือนกับ ปลงใจเชื่อนะครับ
ยกตัวอย่าง
ผมเข้าใจว่า 1+1 = 2 ผมก็จะเข้าใจไปอีกว่า 2 + 2 ได้เท่าไร หรือ อาจจะเข้าใจ ไปถึง คูณ หาร ยกกำลัง
แต่ถ้า ปลงใจเชื่อ ว่า 1+1 = 2 มันจะได้เท่านั้น แต่จะไม่รู้ว่า 2 + 2 ได้เท่าไร แต่แบบนี้ แค่ บวกลบ ก็ใช้ประโยชน์ไม่ได้แล้ว
แล้วที่ คุณยกมา 4 ข้อ ของกาลามสูตร 10 ( ให้ รวม 4 ข้อที่คุณว่าด้วย ) ก็คือ พระพุทธเจ้า ท่านสอนให้คนใช้ความเข้าใจ อย่าปลงใจเชื่อ พิจารณาให้เห็นคุณเห็นโทษ ลองทำ พิสูจณ์ ว่าเจริญ หรือเสื่อม
คุณอาจจะเข้าใจ เพราะการบอกเล่า ก็เหมือน โกทัญญะ ฟังธรรม จากพระพุทธเจ้า เหมือน พระสาลีบุตร ต่างตรัสรุ้ก็ด้วยความเข้าใจ
มีใคร ตรัสรู้ด้วยความเชื่อ หรือ ปลงใจเชื่อครับ
ขอเชิญชม การดีเบท เรื่องความเชื่อ กาลามสูตร 10
ถ้ายึดหลัก กาลามสูตร มันไม่ต้องเชื่อหรอกครับ ส่วนเรื่อง นรก สวรรค์ เราก็ไม่ต้องเชื่อ เรารู้แค่ไหนก็แค่นั้น ผมไม่เห็น ว่ามันจะมีประโยชน์อะไร กับการ เชื่อ นรก สวรรค์ แบบสุดโต่ง เวลาเราตายไปจริงๆ แล้ว ถ้ามี นรก สวรรค์ เราจะได้ไปเรียนรู้ โลกใหม่ มีสติ ติดตัวไปตอนตาย เอาแต่เชื่อ นรก สวรรค์ ไม่เห็นมีประโยชน์อะไรเลย
(((นายปลงใจถาม)))
เพราะเหตุไรจึงต้องไม่เชื่อล่ะครับ ขัดกับกาลามสูตรตรงไหน
(((นายเข้าใจตอบ)))
กาลามสูตร 10 คือ อย่าปลงใจเชื่อ 10 ประการ
( แล้วการเชื่อ มันขัดไหม ปลงใจเชื่อ เรื่อง นรกสวรรค์ เพราะ ถือสืบบกันมา เพราะ ตำราปิฎกว่าไว้อย่างนั้น เพราะ ถึกทักเอาตามอาการ )
(((นายปลงใจถาม)))
ถ้างั้น ถ้ามีคนบอกว่าโลกกลม งั้น เราก็เชื่อไม่ได้น่ะสิ ตามหลักกาลามสูตร 10 ประการ
(((นายเชื่อแทรกมาถาม)))
คห 14 ..... ครูบาอาจารย์ ที่คุณเคารพนับถือ .... ท่านแนะนำคุณว่าอย่างไรล่ะครับ
ท่านให้เชื่อ หรือ ท่านไม่ให้เชื่อล่ะ??
(((นายเข้าใจตอบทั้งคู่)))
ถ้ามี คนบอกว่าโลกกลม ผมก็ไม่เชื่อไง แต่ผมทำความเข้าใจ ว่าผมเข้าใจโลกเป็นยังไง มันแบน มันกลมดิก หรือ กลมแบบผลส้ม
( ไม่ใช่ใครบอกอะไร แล้วต้องเลือก เชื่อ หรือ ไม่เชื่อ บ้าไปแล้ว )
ครู ที่ผมนับถือ คือครูที่ สอนให้ผมเข้าใจ
(((นายปลงใจถาม)))
ตกลงคุณไม่เชื่อว่าโลกกลมใช่ไหม
(((นายเข้าใจตอบ)))
เอ นี่คุณ อ่านภาษาไทยไม่เข้าใจ หรือ ไม่อยากยอมรับความจริง ( ผมบอกว่าผมใช้ความเข้าใจ ) วันนี้ผมก็เข้าใจ ว่า โลกกลมแบบผลส้ม ไว้วันหน้า ผมอาจเข้าใจแบบใหม่ก็ได้
ทำไมต้องเชื่อ หรือ ไม่เชื่อ แบบนั้นมันก็ทำให้เรา ทำได้แค่ เห็นช้างขี้ก็ขี้ตามช้าง ช้างจะขี้ถูก ขี้ผิด เราก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร แต่ถ้าใช้ความเข้าใจ ต่อให้วันนี้เราเข้าใจผิด เราก็ยังได้ประโยชน์ เพราะรู้ว่าเราเข้าใจผิดยังไง
แก้ไขข้อความเมื่อ 1 ชั่วโมงที่แล้ว
(((นายปลงใจบัฟ)))
ตั้งสติให้ดีครับ อย่าเพิ่งสติแตก ผม ถามคำถามง่ายๆ คุณแค่ตอบให้ตรงคำถาม ก็แค่นั้นเอง เพราะ ถ้าคุณตอบไม่ได้ ก็ชัดเจนเลยว่าคุณกำลังสับสน ถ้าคุณตอบได้ก็ตอบมา เอาให้สั้นที่สุด ง่ายๆ
ตกลง ตอนนี้คุณ ไม่เชื่อว่าโลกกลม ใช่ไหม
ระวัง ตอบให้ตรงนะครับ อย่า เฉไฉ หรือ อย่า สติแตกเสียก่อนล่ะ ใจเย็นๆครับ ไม่มีใครทำอะไรคุณหรอก.
(((นายเข้าใจตอบย้ำ)))
ผมบอกว่า ผมใช้ความเข้าใจไม่ใช้ความเชื่อ ( คุณงงตรงไหน ตอบให้ชัดครับ )
( คุณจะมาบังคับ ให้ผมตอบ ว่า เชื่อ หรือ ไม่เชื่อ ทำไม )
ผมนะไม่สับสน แล้ว วิธีการปรามาส แบบนี้ ใช้กับผมไม่ได้ผลหรอกครับ เพราะผมใช้ความเข้าใจ ให้ตีลังกาตอบผมก็ตอบได้ มาคุยกันตรงๆดีกว่านะครับ
แก้ไขข้อความเมื่อ 51 นาทีที่แล้ว
(((นายปลงใจเริ่มขึ้น)))
คุณ น่ะสิ งง ตรงไหน
ผมถามว่า คุณ ไม่เชื่อว่าโลกกลมใช่ไหม ผมไม่ได้ถามว่าคุณ เข้าใจ หรือไม่เข้าใจว่าอะไร
ตกลง คุณ เชื่อ หรือไม่เชื่อ ตอบมาง่ายๆ นนี่เราคุยกันเรื่องความเชื่ออยู่ครับ ไม่ได้คุยเรื่องความเข้าใจครับ กาลามสูตร เป็นสูตรที่ใช้เกี่ยวกับความเชื่อครับ.
(((นายเข้าใจใจเย็นตอบ)))
กาลามสูตร ( แปลว่า อย่าปลงใจเชื่อ ) ไม่ใช่สูตร ที่ใช้เกี่ยวกับความเชื่อ หรือ ใช้เพื่อให้เชื่อ
เรื่องโลกกลม ผมเข้าใจ เพราะผมเห็นจากดาวเทียม เห็น การหมุนรอบตัวเองเกิดกลางวันกลางคืน
( ผมไม่ได้เชื่อ ว่าโลกกลม แต่เพราะผมเข้าใจ ว่า โลกมันกลม )
คุณถามผมว่า ผมเชื่อ หรือ ไม่เชื่อ ว่าโลกกลม
ผมตอบว่า ผมไม่ได้ใช้ความเชื่อ ผมใช้ความเข้าใจ ( เพราะผมใช้หลัก กาลามสูตร คือ การอย่าปลงใจเชื่อ )
คุณไม่เข้าใจคำตอบผมตรงไหน ( จะมาบังคับให้ผมใช้ความเชื่อทำไม ผมงง )
(((นายปลงใจไม่จบ)))
อ้าว ก็เกี่ยวกับความเชื่อไง ซึ่งสำหรับคุณ คุณเข้าใจว่า มีเพื่อไม่ให้เชื่อ ไม่ให้ปลงใจ เชื่อ คุณเขียนเองแท้ๆ ยังสับสนได้อีกหรือ ไม่ถูกหรือไง เกี่ยวกับความ เชื่อ ทั้งในแง่ ให้เชื่อและไม่ให้เชื่อครับ สิบข้อแรกนั้นคือไม่ให้เชื่อ แต่ยังมีอีกสี่ข้อหลังที่คุณไม่ได้สนใจจะอ่านกัน อันนั้นเขาบอกให้เชื่อได้ แล้วค่อยว่ากันทีหลัง ตรงนี้ เอาตามคุณว่าก่อน
ตกลง แม้แต่โลกกลมคุณก็ไม่ได้เชื่อนะครับ งั้น คุณอธิบายหน่อยสิ คุณเข้าใจว่าโลกกลมได้อย่างไร คุณคิดเอง อ่านหนังสือเอา เดาเอา คิดตรึกตรองเอาตามเหตุตามผล มีคนบอกคุณมา ครูสอนมา หรือคุณเห็นได้ด้วยตาคุณเอง
(((นายเข้าใจพยายาม)))
บรรทัดแรกของคุณ ผมอ่านไม่เข้าใจนะครับ ( ไม่เข้าใจที่คุณพิม ) งั้นขอตอบตั้งแต่ บรรทัดที่ 2
สิบข้อแรก ของ กาลามสูตร ไม่ได้เขียนว่า ไม่ให้เชื่อ เขาเขียนว่าอย่าปลงใจเชื่อ ถามว่าต่างกันอย่างไรต่างกันมากนะครับ ถ้าเขียนว่าไม่ให้เชื่อ มันก็จะมีคนแบบคุณตีความไปว่า ใครบอกอะไรต้องไม่เชื่อ ทั้งหมด ปฎิเสธให้หมด ซึ่ง กาลามสูตร 10 ไม่ได้สอนอย่างนั้น เขาสอนว่า อย่าปลงใจเชื่อ คือ อย่าวางใจ ปักใจ ทั้งเชื่อและไม่เชื่อ ให้ใช้ความเข้าใจ
ส่วน 4 ข้อหลังนะ มันไม่ใช่ 4 ข้อ มันเขียนรวมกันว่า ให้พิจารณาเห็นคุณและโทษ พิจารณาว่า ทำแล้วเสื่อมหรือเจริญ แล้วดูว่า ปราชสรรเสริญไหม ( สรุป ที่คุณว่า 4 ข้อหลัง ก็คือการทำความเข้าใจนั้นเอง แต่มันมีคน อุตริ ไปต่อท้าย ว่า เมื่อพิจารณา แล้ว จึงเชื่อ)
ที่คุณถามว่า ผมเข้าใจว่าโลกกลมได้อย่างไร ผมเห็น จากภาพถ่ายดาวเทียม ผมเข้าใจการเกิดกลางวันกลางคืน และผมก็ ใช้หลักกาลามสูตร 10 ผมไม่ได้ ปลงใจเชื่อ ปักใจในสิ่งที่ผมเข้าใจว่าต้องเป็นอย่างนี้ ไว้วันหน้า ผมได้เห็นอะไรเพิ่ม เข้าใจอะไรเพิ่ม ผมอาจจะเข้าใจว่าโลกไม่กลมก็ได้
แก้ไขข้อความเมื่อ 23 นาทีที่แล้ว
คุณ พอจะเห็นความต่างไมครับ ว่าการศึกษา ศาสนาพุทธ โดยใช้ความเชื่อ กับ ความเข้าใจมันต่างกันยังไง
( ผมกับคุณ เนี่ย เป็นตัวอย่างที่ดีของทั้ง 2 ด้าน )
(((นายปลงใจเริ่มเย็น)))
ผมตอบ 14-11 ครับ แต่คุณมาพิมพ์เพิ่ม ไม่เข้าใจก็ผ่านไปก่อน
ตกลงตอนนี้ คุณแยกแยะคำว่า ความเข้าใจกับความเชื่อให้เห็นหน่อยว่ามันต่างกันตรงไหน ในเมื่อคุณปลงใจเชื่อไปแล้วว่าโลกกลม แต่ถ้ามีข้อมูลมาใหม่ก็อาจจะเปลี่ยนใจได้ งั้นมันจะต่างอะไรกับความเชื่อเล่า และเหตุผลที่คุณเข้าใจ ก็เกิดจากการดูภาพถ่ายซึ่ง คนอื่นถ่ายมาให้ดู ก็เข้าเงื่อนไข เชื่อตามตำรา เชื่อตามคนอื่นๆบอกมา เพียงแต่คุณเลี่ยงไปใช้คำว่าความเข้าใจแทน ก็แค่นั้นเอง เท่าที่เห็น คุณเข้าใจเองก็คือ คิดตรึกตรองจนเข้าใจเอง เข้าใจว่าอย่างนั้น เข้าใจว่าอย่างนี้ นั่นแหละ ต่างกันตรงไหน จริงไหมครับ
(((นายเข้าใจอธิบาย)))
- ความเชื่อกับความเข้าใจต่างกันตรงไหน โคตรของความต่าง ความเชื่อ ไม่ต้องใช้เหตุผล ไม่ต้องการพิสูจณ์ทดลอง ส่วนความเข้าใจต้องใช้
- เมื่อปลงใจเชื่อ ไปแล้ว เปลี่ยนยาก แต่ความเข้าใจ ไม่ต้องเปลี่ยนแค่เข้าใจเพิ่ม เข้าใจว่าที่ผ่านมาเข้าใจผิด ก็ยังได้ประโยชน์
- ถามว่า ความเชื่อ ต่างกับความเข้าใจอย่างไร ความเชื่อก็เหมือนเห็นช้างขี้ก็ขี้ตามช้าง ไม่ได้รู้เลยว่า ขี้ทำไม แต่ความเข้าใจก็เหมือน
การเดินตามหลังผู้ใหญ่ แล้วหมาไม่กัด แต่ถ้าวันใดโดนกัด วันหน้า อาจะเดินข้างหน้า แต่ความเชื่อ มันไม่มีประโยชน์ มันก็ขี้ตามช้างอยู่
อย่างนั้น ขี้ไม่ออกก็ยังจะขี้
( กาลามสูตร 10 สอนว่า อย่าปลงใจเชื่อ ปักใจเชื่อ วางใจเชื่อ ไม่ได้สอนว่า ไม่ให้เชื่อ ตรงนี้คุณเข้าใจหรือยัง มองเห็นความต่างไหม )
(((นายปลงใจเริ่มอธิบาย)))
คุณเข้าใจว่าโลกกลม เกิดจากการคิดไตร่ตรองด้วยตนเอง เข้าตามกลามสูตรข้อ
4.มา ปิฏกสมฺปทาเนน - อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์
5.มา ตกฺกเหตุ - อย่าปลงใจเชื่อ เพราะเดาว่าเป็นเหตุผลกัน
6.มา นยเหตุ - อย่าปลงใจเชื่อ เพราะการอนุมานคาดคะเน
7.มา อาการปริวิตกฺเกน - อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเดาจากอาการที่เห็น
คุณเข้าใจเอา ก็ คือ ปลงใจเชื่อ นั่นเอง เชื่อโดยการอนุมานเอา เพราะคุณไม่ได้เห็นด้วยตาตนเองนี่ครับ
(((นายเข้าใจยกตัวอย่าง)))
การเข้าใจ ไม่เหมือนกับ ปลงใจเชื่อนะครับ
ยกตัวอย่าง
ผมเข้าใจว่า 1+1 = 2 ผมก็จะเข้าใจไปอีกว่า 2 + 2 ได้เท่าไร หรือ อาจจะเข้าใจ ไปถึง คูณ หาร ยกกำลัง
แต่ถ้า ปลงใจเชื่อ ว่า 1+1 = 2 มันจะได้เท่านั้น แต่จะไม่รู้ว่า 2 + 2 ได้เท่าไร แต่แบบนี้ แค่ บวกลบ ก็ใช้ประโยชน์ไม่ได้แล้ว
แล้วที่ คุณยกมา 4 ข้อ ของกาลามสูตร 10 ( ให้ รวม 4 ข้อที่คุณว่าด้วย ) ก็คือ พระพุทธเจ้า ท่านสอนให้คนใช้ความเข้าใจ อย่าปลงใจเชื่อ พิจารณาให้เห็นคุณเห็นโทษ ลองทำ พิสูจณ์ ว่าเจริญ หรือเสื่อม
คุณอาจจะเข้าใจ เพราะการบอกเล่า ก็เหมือน โกทัญญะ ฟังธรรม จากพระพุทธเจ้า เหมือน พระสาลีบุตร ต่างตรัสรุ้ก็ด้วยความเข้าใจ
มีใคร ตรัสรู้ด้วยความเชื่อ หรือ ปลงใจเชื่อครับ