คนข้างหลัง...
oomsui
สวัสดีครับ ผมชื่อวิน ผมเป็นชายโสดที่ค่อนข้างขี้เหงา เพราะผมไม่เคยมีแฟนเลยใน ตลอดชีวิตของผม
แต่แล้ววันหนึ่งผมก็มีความรักเข้าจนได้และมันก็เป็นความรักที่ไม่ธรรมดาซะด้วยสิ...
วันหนึ่งในฤดูฝน ฤดูที่คนเหงามักจะทรมานกับภาพบาดตาบาดใจที่มักจะเห็นเป็นประจำในวันที่ฝนตก คือภาพคู่รักจับมือวิ่งตากฝนหรือไม่ก็คู่รักที่กลางร่มเบียดเสียดกันอยู่ในร่มคันน้อยๆ ผมไม่เห็นว่ามันโรแมนติกตรงไหน แต่ถ้าคุณมองหน้าของพวกเขา พวกเขาดูมีความสุขกันจัง
“ไอ้วิน ไอ้วิน ไอ้วิน!!!!” เอ็งเหม่ออะไรว้ะ เสียงทุ้มๆของชายมีนามว่าต้น เพื่อนของผมเอง มันมักจะแอบมาเวลาที่ผมเหม่อๆอยู่คนเดียวเสมอ
“ ทำไมแกต้องมาตอนที่ฉันกำลังเหม่อ ตลอดเลยว้ะไอ้ต้น”
“ไม่หรอกไอ้วิน กูว่าเหม่อตลอดเองมากกว่า เป็นไงล่ะ ปัญหาเก่าๆอีกดิ กูบอกแล้วให้หาแฟนสักคน” สิ่งที่ไอ้ต้นบอกผมไม่ใช่ผมไม่อยากทำ แต่เมื่อผมทำมันแล้ว ทุกครั้งผมมักจะโดนปฎิเสธกลับมาเสมอนั่น ทำให้ผมรู้สึกเหนื่อยและคิดว่าจะไม่พยายามหามันอีก มันทำให้ผมก่อคติกับตัวเองที่ว่า ผมจะรอให้ความรักมาหา และเมื่อมันมา ผมจะรีบคว้ามันไว้ทันที
หลังจากเรียนเสร็จในเย็นวันนั้นผมกับต้นแยกย้ายกันกลับบ้าน มันเป็นอีกช่วงหนึ่งของวันที่ผมต้องกลับมาอารมณ์เปลี่ยวเหงาอีกครั้ง การอยู่ห้องคนเดียวมันเหงามาก และนั่นทำให้ทุกเย็นของผมเป็นเรื่องที่น่าเบื่อ แต่แล้วในเย็นวันนี้มันกลับไม่เหมือนในเย็นของทุกๆวัน
หน้าประตูห้องของผมมีกล่องของขวัญสีขาวผูกโบว์ตั้งอยู่ ผมเดินเข้าไปอย่างอยากรู้อยากเห็น แต่อีกใจหนึ่งก็กล้าๆกลัวๆ ผมหยิบกล่องของขวัญนั้นขึ้นมาแล้วอ่านการ์ดที่เหน็บอยู่กับโบว์บนกล่อง ‘สำหรับวิน’ ผมไม่อยากจะเชื่อสายตา ในการ์ดนั้นมีชื่อผมอยู่ ผมรีบนำกล่องของขวัญเข้าห้องพร้อมกับใจที่เต้น ตุ้บตุ้บ ผมไม่รอช้าที่จะเปิดกล่องของขวัญนั่น แต่แล้วสิ่งที่อยู่ข้างในมันคือ..
“ข้าวไข่เจียวหมูสับร้านเจ๊หน้าปากซอย!!”
ผมตะโกนลั่นพร้อมกับหัวเราะออกมา ใครจะไปรู้ว่าจะมีคนเอากล่องของขวัญสวยหรูที่บรรจุกล่องข้าวไข่เจียวอยู่ข้างในมาให้ และที่สำคัญยังเป็นร้านประจำ และเมนูประจำที่ผมต้องสั่งเสมอ “ต้องมีใครเล่นตลกกับฉันแน่ๆ” ผมไม่รู้ว่าสิ่งที่ผมเจอจะมาจากคนรู้จัก หรือใครก็ตาม แต่นั่นทำให้เย็นของวันนี้ของผมมีเรื่องคิดตลอดทั้งเย็น เกี่ยวกับกล่องของขวัญนั่น
“จริงๆน้ะเว้ย มีคงส่งข้าวไข่เจียวร้านเจ้หน้าปากซอยมาให้กูจริงๆ”
“แล้วไงว้ะ กะอีแค่ข้าวไข่เจียวในกล่องของขวัญ ก็ไม่ได้กินไปแล้วตายซักหน่อย!!”
สิ่งที่เพื่อนผมบอกมันก็จริง ผมไม่ได้กินไปแล้วจะตายซักหน่อย แต่นั่นก็ยิ่งทำให้ผมคิดว่าจุดประสงค์ของคนที่ส่งมาคืออะไร
“แล้วแกคิดว่าคนส่งเขาคิดอะไรว้ะ!?” ผมถามไอ้ต้น
“ไม่รู้สิ เขาคงชอบแกมั้ง” นั่นเป็นคำตอบที่ผมสะดุดเข้าอย่างจัง หรือจะมีใครแอบชอบผมอยู่ หรือความรักจะวิ่งเข้ามาหาผมแล้ว....
ตอนเย็นผมยังคงเดินกลับหอตามปกติ และวันนี้ผมก็เจอกล่องของขวัญอยู่หน้าห้องผม อีกครั้ง ผมหยิบกล่องของขวัญกลับเข้าไปในห้องแล้วเปิดมัน ในนั้นล้วนมีขนมอร่อยๆที่ผมชอบทั้งสิ้น ใครจะรู้อะไรที่ผมชอบได้เยอะขนาดนี้ แต่ นั่นมันไม่ได้ทำให้ผมดีใจ แต่ผมกลับรู้สึกหวาดระแวงมากยิ่งขึ้น ถ้าหากคนที่ให้ของขวัญ จะรู้ใจผมขนาดนี้ แสดงว่าเขาต้องติดตามผม มานานมาก หรือไม่งั้นอาจจะเป็นพวกโรคจิตที่หลอกให้ตายใจและอาจจะมีอันตรายในของขวัญ ชิ้นต่อไปก็ได้ ผมไม่รู้ว่าผมคิดถูกหรือป่าว แต่การมองโรคในแง่ร้ายไว้ก่อนมันอาจทำให้ผมปลอดภัย
ในเช้าวันถัดมาผมแปะกระดาษโน๊ตไว้หน้าห้องเพื่อต้องการจะให้ใครก็ตามที่ติดตามผมอยู่ได้อ่าน ผมเขียนมันว่า
‘ผมไม่รู้ว่าคุณเป็นใคร ผมไม่รู้ว่าคุณติดตามผมมานานมากแค่ไหน แต่ยิ่งผมรู้ว่าคุณรู้จักผมมากเท่าไหร่ มันยิ่งทำให้ผมกลัว อย่ามายุ่งกับผมอีก!!’ ถ้อยคำอาจดูดุดันไปนิด แต่ผมว่าคนที่อ่านน่าจะเข้าใจวัตถุประสงค์ของผมดี
หลังจากที่ผมไปเรียนกลับมา ผมรีบเดินกลับมาที่ห้องเพื่อมาดูว่ามีอะไรอยู่หน้าประตูห้องของผมอีกไหม แล้วเหตุการณ์ก็กลับมาเป็นปกติ ผมไม่เห็นกล่องของขวัญนั่นอีกแล้ว จริงๆผมก็รู้สึกเสียดายที่ไม่มีกล่องของขวัญ และผมก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนที่ให้ของเหล่านั้นกับผมต้องการอะไร หรือคิดกับผมยังไง แต่ผมต้องการที่จะมีชีวิตอยู่อย่างปกติมากกว่าที่จะต้องมาหวาดระแวงอะไรตลอดเวลา ผมรีบเดินเข้าห้องแต่แล้วสายตาก็มองผ่านไปที่กระดาษโน๊ตหน้าประตู มันมีตัวหนังสือประโยคสั้นๆที่เขียนต่อจากสิ่งที่ผมเขียน ‘ฉันก็แค่คนข้างหลัง คุณคงไม่สนใจ’ มัน เหมือนเป็นข้อความตัดพ้อแต่ผมก็ยังไม่เข้าใจมันอยู่ดี ผมยังคงหวาดระแวงอยู่ตลอดสัปดาห์ที่ผ่าน มา แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นอีก และแล้วผมก็ค่อยๆลืมมันไป....
และวันสุดท้ายที่ผมเรียนจบก็มาถึง หลังจากที่ผมสอบเสร็จในวันสุดท้ายของนิสิตปีสี่ ผมรีบเดินกลับมาที่ห้องเพื่อที่มาเก็บของกลับบ้านแต่แล้วผมกลับเห็นกล่องของขวัญตั้งอยู่ที่ประตูหน้าห้องของผมอีกครั้ง ถึงนี่จะเป็นครั้งที่สาม แต่มันกลับทำให้ผมหวาดระแวงกว่าครั้งไหนๆ ผมหยิบกล่องแล้วเดินเข้าไปในห้อง ผมเปิดกล่องเห็นของข้างใน มันเป็นไดอะรี่ที่มีหน้าปกเป็นรูปต้นไม้ มันเป็นไดอะรี่ที่มีทั้งเก่าและใหม่อยู่สี่เล่ม ทุกเล่มมีปีเขียนกำกับไว้ พร้อมกับมีกระดาษโน้ตหนึ่งแผ่น
‘ฉันอยากให้คุณอ่าน เรียงให้ถูกเล่มน้ะ’
ผมหยิบสมุดโน้ตเล่มแรกมาอ่าน แค่ประโยคแรกก็ทำให้ผมเข้าใจว่า เจ้าของไดอะรี่เหล่านี้ ได้บันทึกเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับผมมาตั้งแต่ผมเข้าปีหนึ่ง เขียนลงในไดอะรี่ ผมเปิดดูทุกๆเล่ม นั่นทำให้ผมรู้ว่าคนๆนี้ติดตามผมมาตลอดสี่ปี แต่ที่รู้ๆคือไม่มีชื่อของผู้เขียนอยู่ในไดอะรี่เหล่านี้เลย ผมไม่เคยรู้ว่าจะมีคนที่แอบชอบผมมาได้นานขนาดนี้ โดยที่ผมไม่รู้เลยได้ยังไง แต่สิ่งที่ผมอยากรู้ที่สุดในตอนนี้คือ เขาเป็นใคร?? ผมหยิบไดอะรี่เล่มที่สี่เพื่อเปิดดูในหน้าสุดท้ายเผื่อว่าเจ้าของไดอะรี่จะลงนามชื่อของตัวเองไว้ ผมค่อนข้างตกใจเมื่อวันที่ของประโยคสุดท้าย คือวันที่ผมหยิบไดอะรี่เล่มนี้มาอ่าน
‘ วันนี้ฉันเขียนไดอะรี่อยู่ที่หน้าห้องของคุณ และคงเป็นวันสุดท้ายที่ฉันจะได้เขียนถึงคุณ ฉันไม่รู้ว่าเราจะได้เจอกันอีกไหม ฉันเดินตามคุณมาตลอดสี่ปี การเปิดเผยตัวของฉันในครั้งแรกอาจทำให้คุณหวาดระแวง แต่ฉันไม่เคยคิดร้ายกับคุณ เพราะฉันรักคุณ ถึงเราจะไม่ได้คบกัน และฉันคิดว่ามันคงเป็นไปไม่ได้สำหรับคุณ แต่ฉันก็พร้อมที่จะเป็นเพื่อนคนเดิมของคุณตลอดไป...’
ประโยคสุดท้ายที่สะดุดตาผมอย่างจัง ‘เพื่อนคนเดิม’ เพื่อนคนเดิมที่ไหนกัน ตลอดสี่ปีที่ ผ่านมา ผมมีเพื่อนคนเดียว คือไอ้ต้น ไอ้ต้นที่กิน ข้าวกับผมทุกวัน ไปเที่ยวด้วยกันทุกวัน มันรู้ว่าผมชอบอะไรไม่ชอบอะไร และมันมักจะมาตอน ที่ผมอยู่คนเดียวเสมอ นั่นทำให้ผมเข้าใจมากขึ้น ผมมองข้ามเพื่อนของผมไปได้ยังไง รูปต้นไม้ ที่หน้าปกไดอะรี่และความรักที่เป็นไปไม่ได้ที่เขียนในโน้ตยิ่งเป็นสิ่งตอกย้ำให้ผมยืนยันตัวคนเขียนได้ อย่างแน่ชัด ผมเข้าใจความหมายของ ‘คนข้างหลัง’ แล้วหล่ะ และผมควรจะทำยังไงต่อไปดี หรือผมควรจะยืนหยัดใช้คติความรักของผมที่ว่า ‘ เมื่อความรักมาหา ผมจะคว้ามันไว้ทันที’.......
ผมว่าผมอยากลองคบกับคนข้างหลังดูบ้างแล้วหล่ะ....!!!!!
........................................................................................
เรื่องสั้นเรื่องแรก อาจไม่ดีเต็มร้อย แต่ตั้งใจเต็มร้อยค่ะ..
ติชมได้เลยค่ะ ยิ่งแนะนำหน่อย จะเลิศมาก!!
.......................................................................................
คนข้างหลัง...
oomsui
สวัสดีครับ ผมชื่อวิน ผมเป็นชายโสดที่ค่อนข้างขี้เหงา เพราะผมไม่เคยมีแฟนเลยใน ตลอดชีวิตของผม
แต่แล้ววันหนึ่งผมก็มีความรักเข้าจนได้และมันก็เป็นความรักที่ไม่ธรรมดาซะด้วยสิ...
วันหนึ่งในฤดูฝน ฤดูที่คนเหงามักจะทรมานกับภาพบาดตาบาดใจที่มักจะเห็นเป็นประจำในวันที่ฝนตก คือภาพคู่รักจับมือวิ่งตากฝนหรือไม่ก็คู่รักที่กลางร่มเบียดเสียดกันอยู่ในร่มคันน้อยๆ ผมไม่เห็นว่ามันโรแมนติกตรงไหน แต่ถ้าคุณมองหน้าของพวกเขา พวกเขาดูมีความสุขกันจัง
“ไอ้วิน ไอ้วิน ไอ้วิน!!!!” เอ็งเหม่ออะไรว้ะ เสียงทุ้มๆของชายมีนามว่าต้น เพื่อนของผมเอง มันมักจะแอบมาเวลาที่ผมเหม่อๆอยู่คนเดียวเสมอ
“ ทำไมแกต้องมาตอนที่ฉันกำลังเหม่อ ตลอดเลยว้ะไอ้ต้น”
“ไม่หรอกไอ้วิน กูว่าเหม่อตลอดเองมากกว่า เป็นไงล่ะ ปัญหาเก่าๆอีกดิ กูบอกแล้วให้หาแฟนสักคน” สิ่งที่ไอ้ต้นบอกผมไม่ใช่ผมไม่อยากทำ แต่เมื่อผมทำมันแล้ว ทุกครั้งผมมักจะโดนปฎิเสธกลับมาเสมอนั่น ทำให้ผมรู้สึกเหนื่อยและคิดว่าจะไม่พยายามหามันอีก มันทำให้ผมก่อคติกับตัวเองที่ว่า ผมจะรอให้ความรักมาหา และเมื่อมันมา ผมจะรีบคว้ามันไว้ทันที
หลังจากเรียนเสร็จในเย็นวันนั้นผมกับต้นแยกย้ายกันกลับบ้าน มันเป็นอีกช่วงหนึ่งของวันที่ผมต้องกลับมาอารมณ์เปลี่ยวเหงาอีกครั้ง การอยู่ห้องคนเดียวมันเหงามาก และนั่นทำให้ทุกเย็นของผมเป็นเรื่องที่น่าเบื่อ แต่แล้วในเย็นวันนี้มันกลับไม่เหมือนในเย็นของทุกๆวัน
หน้าประตูห้องของผมมีกล่องของขวัญสีขาวผูกโบว์ตั้งอยู่ ผมเดินเข้าไปอย่างอยากรู้อยากเห็น แต่อีกใจหนึ่งก็กล้าๆกลัวๆ ผมหยิบกล่องของขวัญนั้นขึ้นมาแล้วอ่านการ์ดที่เหน็บอยู่กับโบว์บนกล่อง ‘สำหรับวิน’ ผมไม่อยากจะเชื่อสายตา ในการ์ดนั้นมีชื่อผมอยู่ ผมรีบนำกล่องของขวัญเข้าห้องพร้อมกับใจที่เต้น ตุ้บตุ้บ ผมไม่รอช้าที่จะเปิดกล่องของขวัญนั่น แต่แล้วสิ่งที่อยู่ข้างในมันคือ..
“ข้าวไข่เจียวหมูสับร้านเจ๊หน้าปากซอย!!”
ผมตะโกนลั่นพร้อมกับหัวเราะออกมา ใครจะไปรู้ว่าจะมีคนเอากล่องของขวัญสวยหรูที่บรรจุกล่องข้าวไข่เจียวอยู่ข้างในมาให้ และที่สำคัญยังเป็นร้านประจำ และเมนูประจำที่ผมต้องสั่งเสมอ “ต้องมีใครเล่นตลกกับฉันแน่ๆ” ผมไม่รู้ว่าสิ่งที่ผมเจอจะมาจากคนรู้จัก หรือใครก็ตาม แต่นั่นทำให้เย็นของวันนี้ของผมมีเรื่องคิดตลอดทั้งเย็น เกี่ยวกับกล่องของขวัญนั่น
“จริงๆน้ะเว้ย มีคงส่งข้าวไข่เจียวร้านเจ้หน้าปากซอยมาให้กูจริงๆ”
“แล้วไงว้ะ กะอีแค่ข้าวไข่เจียวในกล่องของขวัญ ก็ไม่ได้กินไปแล้วตายซักหน่อย!!”
สิ่งที่เพื่อนผมบอกมันก็จริง ผมไม่ได้กินไปแล้วจะตายซักหน่อย แต่นั่นก็ยิ่งทำให้ผมคิดว่าจุดประสงค์ของคนที่ส่งมาคืออะไร
“แล้วแกคิดว่าคนส่งเขาคิดอะไรว้ะ!?” ผมถามไอ้ต้น
“ไม่รู้สิ เขาคงชอบแกมั้ง” นั่นเป็นคำตอบที่ผมสะดุดเข้าอย่างจัง หรือจะมีใครแอบชอบผมอยู่ หรือความรักจะวิ่งเข้ามาหาผมแล้ว....
ตอนเย็นผมยังคงเดินกลับหอตามปกติ และวันนี้ผมก็เจอกล่องของขวัญอยู่หน้าห้องผม อีกครั้ง ผมหยิบกล่องของขวัญกลับเข้าไปในห้องแล้วเปิดมัน ในนั้นล้วนมีขนมอร่อยๆที่ผมชอบทั้งสิ้น ใครจะรู้อะไรที่ผมชอบได้เยอะขนาดนี้ แต่ นั่นมันไม่ได้ทำให้ผมดีใจ แต่ผมกลับรู้สึกหวาดระแวงมากยิ่งขึ้น ถ้าหากคนที่ให้ของขวัญ จะรู้ใจผมขนาดนี้ แสดงว่าเขาต้องติดตามผม มานานมาก หรือไม่งั้นอาจจะเป็นพวกโรคจิตที่หลอกให้ตายใจและอาจจะมีอันตรายในของขวัญ ชิ้นต่อไปก็ได้ ผมไม่รู้ว่าผมคิดถูกหรือป่าว แต่การมองโรคในแง่ร้ายไว้ก่อนมันอาจทำให้ผมปลอดภัย
ในเช้าวันถัดมาผมแปะกระดาษโน๊ตไว้หน้าห้องเพื่อต้องการจะให้ใครก็ตามที่ติดตามผมอยู่ได้อ่าน ผมเขียนมันว่า
‘ผมไม่รู้ว่าคุณเป็นใคร ผมไม่รู้ว่าคุณติดตามผมมานานมากแค่ไหน แต่ยิ่งผมรู้ว่าคุณรู้จักผมมากเท่าไหร่ มันยิ่งทำให้ผมกลัว อย่ามายุ่งกับผมอีก!!’ ถ้อยคำอาจดูดุดันไปนิด แต่ผมว่าคนที่อ่านน่าจะเข้าใจวัตถุประสงค์ของผมดี
หลังจากที่ผมไปเรียนกลับมา ผมรีบเดินกลับมาที่ห้องเพื่อมาดูว่ามีอะไรอยู่หน้าประตูห้องของผมอีกไหม แล้วเหตุการณ์ก็กลับมาเป็นปกติ ผมไม่เห็นกล่องของขวัญนั่นอีกแล้ว จริงๆผมก็รู้สึกเสียดายที่ไม่มีกล่องของขวัญ และผมก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนที่ให้ของเหล่านั้นกับผมต้องการอะไร หรือคิดกับผมยังไง แต่ผมต้องการที่จะมีชีวิตอยู่อย่างปกติมากกว่าที่จะต้องมาหวาดระแวงอะไรตลอดเวลา ผมรีบเดินเข้าห้องแต่แล้วสายตาก็มองผ่านไปที่กระดาษโน๊ตหน้าประตู มันมีตัวหนังสือประโยคสั้นๆที่เขียนต่อจากสิ่งที่ผมเขียน ‘ฉันก็แค่คนข้างหลัง คุณคงไม่สนใจ’ มัน เหมือนเป็นข้อความตัดพ้อแต่ผมก็ยังไม่เข้าใจมันอยู่ดี ผมยังคงหวาดระแวงอยู่ตลอดสัปดาห์ที่ผ่าน มา แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นอีก และแล้วผมก็ค่อยๆลืมมันไป....
และวันสุดท้ายที่ผมเรียนจบก็มาถึง หลังจากที่ผมสอบเสร็จในวันสุดท้ายของนิสิตปีสี่ ผมรีบเดินกลับมาที่ห้องเพื่อที่มาเก็บของกลับบ้านแต่แล้วผมกลับเห็นกล่องของขวัญตั้งอยู่ที่ประตูหน้าห้องของผมอีกครั้ง ถึงนี่จะเป็นครั้งที่สาม แต่มันกลับทำให้ผมหวาดระแวงกว่าครั้งไหนๆ ผมหยิบกล่องแล้วเดินเข้าไปในห้อง ผมเปิดกล่องเห็นของข้างใน มันเป็นไดอะรี่ที่มีหน้าปกเป็นรูปต้นไม้ มันเป็นไดอะรี่ที่มีทั้งเก่าและใหม่อยู่สี่เล่ม ทุกเล่มมีปีเขียนกำกับไว้ พร้อมกับมีกระดาษโน้ตหนึ่งแผ่น
‘ฉันอยากให้คุณอ่าน เรียงให้ถูกเล่มน้ะ’
ผมหยิบสมุดโน้ตเล่มแรกมาอ่าน แค่ประโยคแรกก็ทำให้ผมเข้าใจว่า เจ้าของไดอะรี่เหล่านี้ ได้บันทึกเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับผมมาตั้งแต่ผมเข้าปีหนึ่ง เขียนลงในไดอะรี่ ผมเปิดดูทุกๆเล่ม นั่นทำให้ผมรู้ว่าคนๆนี้ติดตามผมมาตลอดสี่ปี แต่ที่รู้ๆคือไม่มีชื่อของผู้เขียนอยู่ในไดอะรี่เหล่านี้เลย ผมไม่เคยรู้ว่าจะมีคนที่แอบชอบผมมาได้นานขนาดนี้ โดยที่ผมไม่รู้เลยได้ยังไง แต่สิ่งที่ผมอยากรู้ที่สุดในตอนนี้คือ เขาเป็นใคร?? ผมหยิบไดอะรี่เล่มที่สี่เพื่อเปิดดูในหน้าสุดท้ายเผื่อว่าเจ้าของไดอะรี่จะลงนามชื่อของตัวเองไว้ ผมค่อนข้างตกใจเมื่อวันที่ของประโยคสุดท้าย คือวันที่ผมหยิบไดอะรี่เล่มนี้มาอ่าน
‘ วันนี้ฉันเขียนไดอะรี่อยู่ที่หน้าห้องของคุณ และคงเป็นวันสุดท้ายที่ฉันจะได้เขียนถึงคุณ ฉันไม่รู้ว่าเราจะได้เจอกันอีกไหม ฉันเดินตามคุณมาตลอดสี่ปี การเปิดเผยตัวของฉันในครั้งแรกอาจทำให้คุณหวาดระแวง แต่ฉันไม่เคยคิดร้ายกับคุณ เพราะฉันรักคุณ ถึงเราจะไม่ได้คบกัน และฉันคิดว่ามันคงเป็นไปไม่ได้สำหรับคุณ แต่ฉันก็พร้อมที่จะเป็นเพื่อนคนเดิมของคุณตลอดไป...’
ประโยคสุดท้ายที่สะดุดตาผมอย่างจัง ‘เพื่อนคนเดิม’ เพื่อนคนเดิมที่ไหนกัน ตลอดสี่ปีที่ ผ่านมา ผมมีเพื่อนคนเดียว คือไอ้ต้น ไอ้ต้นที่กิน ข้าวกับผมทุกวัน ไปเที่ยวด้วยกันทุกวัน มันรู้ว่าผมชอบอะไรไม่ชอบอะไร และมันมักจะมาตอน ที่ผมอยู่คนเดียวเสมอ นั่นทำให้ผมเข้าใจมากขึ้น ผมมองข้ามเพื่อนของผมไปได้ยังไง รูปต้นไม้ ที่หน้าปกไดอะรี่และความรักที่เป็นไปไม่ได้ที่เขียนในโน้ตยิ่งเป็นสิ่งตอกย้ำให้ผมยืนยันตัวคนเขียนได้ อย่างแน่ชัด ผมเข้าใจความหมายของ ‘คนข้างหลัง’ แล้วหล่ะ และผมควรจะทำยังไงต่อไปดี หรือผมควรจะยืนหยัดใช้คติความรักของผมที่ว่า ‘ เมื่อความรักมาหา ผมจะคว้ามันไว้ทันที’.......
ผมว่าผมอยากลองคบกับคนข้างหลังดูบ้างแล้วหล่ะ....!!!!!
........................................................................................
เรื่องสั้นเรื่องแรก อาจไม่ดีเต็มร้อย แต่ตั้งใจเต็มร้อยค่ะ..
ติชมได้เลยค่ะ ยิ่งแนะนำหน่อย จะเลิศมาก!!
.......................................................................................