- เมื่อชีวิตไม่เคยเป็นของเรา -

สวัสดีค่ะ เคยไหมค่ะที่รู้สึกว่า เรามีทางเดินให้เลือกเยอะ แต่ไปไม่ได้

ต้องเดินตามทางที่คนอื่นปูให้ตลอด คนนอกมองว่าสบาย แต่คนที่เดินอยู่อึดอัดจนอยากจะตาย...

ตั้งแต่เรียบจบมา มีที่ให้ไปทำงาน (ที่เคยฝึกงาน) แต่ไปไม่ได้ เพราะ 1. ที่บ้านไม่ให้ 2. เลิกดึกบางทีก็ต้องค้าง 3.สุขภาพเสีย

ก็เลยอยากลองหางานที่ใกล้เคียงดูบ้าง แต่ก็คงรู้นะคะว่างานการมันหายากแค่ไหน - -"

แต่สุดท้ายก็ได้ที่หนึ่งไปขายหนังสือค่ะ คือชอบอ่านหนังสืออยู่แล้ว (แต่ไม่ตรงกับที่เรียนมาหรอกค่ะ 555)

คือตอนจบใหม่ๆ ก็ไม่ได้คิดว่าต้องทำงานตรงกับสายหรอกนะคะ แต่ถ้าได้ทำก็ดี แต่ถ้าได้งานอื่นที่น่าสนใจ โอเคทำได้ ก็ทำค่ะ

แค่อยากมีชีวิตเรียบง่าย มีเงินเดือน เหลือกิน เหลือใช้ ให้พ่อแม่ ไปเที่ยว พักผ่อน ซื้อของที่ชอบบ้าง พวกหนัง กะ หนังสือไรงี้ หุๆ

ตอนแรกๆ ก็โดนที่บ้านยึดสมุดบัญชีไว้ ทำเหมือนตอนยังเรียนไม่จบ ให้เงินเป็นรายวัน คือวันละ 120 - 150 บาท

แค่ตอนเรียนก็ไม่ค่อยจะพอแล้วค่ะ พอคือพอดีเป๊ะ ถ้ามีงานกลุ่ม หรือค่าใช้จ่ายอะไร ก็ต้องเบิกเพิ่ม

เคยต้องอดมื้อเที่ยงเพราะต้องเก็บเงินไปซื้อรองเท้าไว้เข้าห้องสอบ (คือที่คณะบังคับมา และคู่เก่าก็พังแล้ว ดันมีปัญหากับแม่เรื่องเงินอีก >> คือแม่เอาเงินไปทำบุญเป็นหมื่น แต่พ่อเป็นข้าราชการเบิกค่าเทอมได้บางส่วน แม่ก็เลยคิดว่าพอได้ใบเสร็จมาจะเอาไปเบิก เลยทำบุญให้วัดไปก่อน เราก็ไม่ได้ติดใจอะไร ทำบุญมันก็ดี แค่สงสัยเยอะไปมั่ง แต่แม่ก็มีเงินเก็บ เงินของแม่แม่จะใช้อะไรเราไม่เคยยุ่ง เพราะเราก็ต้องขอจากเขาเหมือนกัน
แต่มันติดอยู่ตรงที่เทอมนั้น เกิดเปลี่ยนระบบ ใบเสร็จได้ช้า เพราะอะไรจำไม่ได้แล้ว ก็แค่ไปบอกแม่ยังเบิกไม่ได้ แม่ก็โวยวาย เหมือนว่าจะเอาเงินค่าที่เบิกค่าเทอมมาแทนที่ทำบุญไป ไว้หมุนในบ้านนั่นแหละ แต่เรื่องนี้มันเป็นการตัดสินใจของแม่ เราเลยพลอยซวยไปด้วย จะซื้อรองเท้าไปสอบก็เลยไม่ได้ ไม่อยากทะเลาะ เลยอดข้าวซะ ตอนมัธยมทำบ่อย อยากมีเงินเก็บ แต่แม่ไม่ให้ไปทำงาน แต่พอเริ่มโต ร่างกายมันก็เริ่มแย่ คือที่เล่าเรื่องนี้ยาว เพราะมันฝังใจ เหมือนเรื่องเงินสำคัญที่สุด)

เคยทำงานช่วงเรียนมหาลัยอยู่เหมือนกัน แต่คณะที่เรียน งานหนักจริงๆ เลิกตี1-2 มีอยู่เดือนเรียน 7 วัน ถ้าไม่มีเรียนก็ต้องไปถ่ายหนัง (เรียนเกี่ยวกับภาพยนตร์นะคะ ใครๆก็บอกว่าคณะดูดเงินพ่อแม่ แม่ก็บ่นทุกปี ชอบขู่ให้ลาออก ตั้งแต่เรียนมามีความสุขแค่ตอนเรียนจริงๆค่ะ เพราะที่บ้านไม่เห็นด้วย)

ทำได้อยู่ 3 เดือน ภูมิแพ้ขึ้น จะลงแดงตาย คือเป็นคนไม่แข็งแรงตั้งแต่เด็กอยู่แล้วด้วยค่ะ พอทำครบกำหนดก็เลยไม่ทำต่อแล้วไม่ไหว

คือที่บ้านมีตังค์เก็บ แต่ออกแนวประหยัด เราก็เข้าใจ แค่อยากมีเงินเป็นของตัวเองบ้าง เลยอยากทำงาน แต่สุดท้ายก็ไม่ไหว ป่วย = =

--------------------------------------

กลับมาที่ตอนทำงาน (ขอโทษที่เล่าย้อนไปย้อนมาค่ะ) คือได้เงินเหมือนตอนไปเรียนเราก็อึดอัด คือแม่บอกอยากให้มีเงินเก็บ เลยยึดสมุดบัญชีเราไว้ แล้วให้ตังค์เราเป็นรายวันแทน ตอนแรกๆพอทนได้ แต่พอนานๆเริ่มไม่ไหว คือมันไม่มีอิสระ เราก็เหมือนคนธรรมดาทั่วไป อยากซื้อหนังสือที่ชอบ อยากซื้อหนังที่ชอบ อยากกินอะไรบ้าง

คือเหมือนที่บ้านไม่ยอมปล่อยให้เราโตด้วยตัวเองซะที อยากให้ลูกอยู่ในกฎเกณฑ์ หวังดี อยากให้มีตังค์เก็บ ไม่อยากให้ลำบาก แต่ไม่เคยถาม หรือให้ลูกทำอะไรด้วยตัวเองบ้าง กลัวง่อยจะกินเหมือนกันแหละ

ความหวังดี ถ้ามันมากเกินไป มันก็ไม่ดีใช่ไหมค่ะ อะไรที่ไม่พอดี มันก็ไม่ดีหรอก

---------------------------------------

เข้าสู่จุดเปลี่ยนของเรื่อง ปัญหามันอยู่ตรงที่ว่า จู่ๆก็ต้องย้ายบ้านไปตั้งหลักปักฐานที่จังหวัดอื่น ด้วยเหตุว่าเพื่อนแม่หวังดีอยากให้ครอบครัวเราสบาย เลยเสนอลงทุนเปิดกิจการให้ แต่ต้องให้คนในครอบครัวช่วยกัน

ตอนแรกเราก็ว่าจะไม่ไป เพราะมันเป็นงานของพี่ แต่อาวางแผนไว้แล้ว เราก็คิดว่าคงต้องโดนบังคับไปแน่ๆ แต่เราเป็นพวกใจอ่อน ยอมพูดง่ายๆว่าได้ ทั้งที่น้ำตาจะไหลอยู่แล้ว คนอื่นคงไม่เข้าใจใช่ไหมค่ะ ว่าการที่ต้องจากบ้านเกิดตัวเอง ไปเติบโตที่อื่น ทำงานที่ไม่ชอบ ไม่ได้เจอใคร แทบไม่ได้ไปไหน มันรู้สึกยังไง ตลอดชีวิตที่โตมาก็ไม่ค่อยจะมีอิสระอยู่แล้ว เพื่อนบอกว่า "เหมือนเปลี่ยนจากกรงพลาสติก ไปเป็นกรงเหล็ก" - -

และสุดท้ายก็ต้องย้ายมาจริงๆ สิ่งที่ต้องพบเจอ คือความเครียดที่ลูกค้าไม่เข้า เพราะเพิ่งเปิดใหม่ ทำเลดูดีก็จริง มันเป็นถนนหลักเส้นใหญ่ แต่มันไม่เหมือนกทม. เส้นใหญ่คือรถเยอะ รถวิ่งผ่านเยอะอ่ะนะ แต่บ้านคนไม่ค่อยมี บ้านคนจะเข้าไปอยุ่ในชุมชนอีกที

พอเริ่มเครียดกันมากๆ ก็ทะเลาะกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กเรื่องน้อย ยันเรื่องใหญ่ ทุกเรื่อง เพราะคนมันเครียดอยู่แล้ว ไปไหนก็ไม่ได้ หยุดก็ไม่ได้ ทะเลาะกันเองอีก ช่วงแรกๆจะเป็นบ้าเป็นประสาทเป็นโรคซึมเศร้าตาย ตอนนี้ก็ยังมีอยู่บ้าง

พอเริ่มผ่านมาปีจะเกือบ 2 ปี ก็เหมือนจะดีขึ้น แต่เรื่องนิสัยคนเปลี่ยนยากที่สุด เพราะใจร้อนกันทั้งบ้าน สุดท้ายก็ทะเลาะกันอีก
และทุกคนเห็นว่าเรายังไม่มั่นคงพอ เราก็มีงานส่วนของเรา แต่ลูกค้าไม่เยอะเท่าธุรกิจหลักของพี่

แม่ก็เริ่มเห็นว่าเราไม่มีความสุข ที่เราไม่มีความสุข เพราะเราไม่มีอิสระในชีวิตต่างหาก ไปไหนไม่ได้ ไม่ได้เจอใคร แทบไม่ได้คุยกับใคร เครียดก็เก็บไว้คนเดียว ไม่มีวันหยุด ออกไปข้างนอกแค่ตอนซื้อของ จะทำอะไรคลายเคลียด อย่างอ่านหนังสือ ดูหนัง แม่ก็เห็นว่ามันไร้สาระอีก ต้องให้เราทำตัวให้เป็นประโยชน์ตลอดเวลา คือเป็นใครก็คงไม่มีความสุขหรอกนะ

แม่ก็คิดจะให้เราไปทำงานที่อื่น แต่เป็นงานข้าราชการ คือคนสมัยก่อนก็ต้องคิดแบบนั้นอยู่แล้ว
แต่เราไม่ชอบงานข้าราชการ มันมั่นคงก็จริง แต่เราเคยทำงานในสำนักงานของมหาลัยแล้ว มันก็ระบบข้าราชการเหมือนกัน
คือเราเคยลองทำแล้ว เหมือนเป็นหุ่นยนต์ แถมบางทีก็โดนนินทาทั้งที่อยู่เฉยๆ คือมันก็ปกติแหละ แต่เราไม่ชอบสังคม ไม่ชอบงานแบบนั้น

พอเราบอกว่าจะไปทำงานบริษัท ก็ติดอยู่ตรงร่างกายของเรา ป่วยตลอด ตอนฝึกงานลา 6 ครั้ง ตอนทำงานที่แรกลาป่วยน้อยก็จริง แต่แทบลากสังขารไปทำงาน กระเพาะก็กิน ภูมิแพ้กำเริบ ไอเป็นเดือน ทรมาน ส่วนงานที่ 2 เลิกดึกมาก ไกลบ้านมาก วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ แทบไม่มี ก็คงรู้นะว่าจะปางตายแค่ไหน เราอาจเลือกผิดเอง ตั้งแต่คณะที่เรียน งานที่ทำ แต่เราเลือกเอง เรายอมรับได้

แต่ผู้ใหญ่คงไม่อยากให้เราเลือกเอง เพราะมันดูนานกว่าจะสำเร็จ แต่ความผิดพลาดมันทำให้เราเติบโตขึ้น เราคงไม่โง่พอจะเรื่องงานที่ชอบแต่ทำร้ายร่างกายตัวเองอีกหรอก

แต่สิ่งที่เราชอบตลอดมา แต่ไม่มีใครสนับสนุนก็คือ งานเขียน บ้างก็บอกว่าไส้แห้ง (ความเชื่อเดิมๆ) บางก็บอกว่าไร้สาระ (แล้วถ้ามันได้เงินล่ะ) บางก็บอกว่าโอกาสยาก (แต่คือตูยังไม่ได้โอกาสนั่นเลย)

คืออึดอัดที่ต้องมีคนมาบังคับ บ่งการ ชีวิตตลอดเวลา ขอเลือกทางเดินของตัวเองบ้างได้ไหม เราก็มีแผนการของเรา แต่ไม่มีใครเห็นด้วย
ก็คือทำงานที่บ้านไป หางานเขียนเพิ่ม ก็แค่นั่น แต่ที่บ้านเราต้องการมากกว่านั้น

เขาอยากให้เงินที่เคยลงทุนไปกลับคืนมาอย่างไว และอยากเห็นอนาคตเราชัดเจน เลยพยายามหานู้นนี่นั่นมาให้ คือเราอยากจะบอกว่า พอแล้ว แค่นี้ตลอดชีวิตที่ผ่านมา มันก็มากพอแล้ว ให้เราได้ใช้ชีวิตของตัวเองบ้างเถอะ

แต่เขาก็ว่าความเป็นพ่อแม่ไม่เคยหาย ตราบใดที่ยังมีลมหายใจอยู่

แต่ความพอดีมันก็จำเป็น แค่อยากได้อิสระในชีวิตบ้าง ไม่ต้องตอนนี้ก็ได้ ตอนที่เราการงานโอเคแล้ว เราทนรอได้ แต่คนอื่นเหมือนจะรอไม่ได้ หนื่อยเป็น ไม่ใช่หุ่นยนต์ กดปุ่มสั่งให้ไปตรงไหนก็ไป
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่