ลืมคนคนนึงไม่ได้ซักที (ทั้งที่คบกับแฟนมานาน จนเริ่มคุยกันเรื่องแต่งแล้ว)

จริงๆ ก็ไม่ใช่กระทู้คำถามหรอกค่ะ แค่อยากเล่า แต่สมาชิกแบบไม่ยืนยันตัวตน ตั้งได้แต่กระทู้คำถาม ฮืออออ
(เพิ่งสมัครวันนี้ เพื่อที่จะได้ระบายโดยเฉพาะเลย)

ตอนนี้เราคบกับแฟนมาได้หกปีแล้วค่ะ และทางบ้านก็เริ่มคุยเรื่องแต่งงานแล้ว
แต่ตอนนี้ เรายังนึกถึงผู้ชายอีกคนอยู่บ่อยๆ ทำยังไงก็ลืมเค้าไม่ได้ซักที
จากที่เราวิเคราะห์ตัวเอง คิดว่าเป็นเพราะแฟนที่คบกันมาหกปีนี้ เป็นแฟนคนแรกของเรา
เราไม่เคยคบผู้ชายคนอื่น  พอมาเจอผู้ชายคนใหม่ ก็อยากจะลองคบกับคนใหม่ดู
แต่ด้วยเหตุผลและโชคชะตาสารพัด ทำให้เรากับผู้ชายอีกคนนั้น ไม่ได้ลงเอยกัน และเราก็กลับมาคบกับแฟนจนถึงปัจจุบัน

หลังจากที่เราคบกับแฟนได้หนึ่งปี
เราก็ได้เจอผู้ชายคนใหม่(ขอเรียกเค้าว่า ทิม ละกัน) เรียนคลาสเดียวกันหนึ่งปีเต็ม
ช่วงนั้นเราสนิทกันเพราะทิมติวคณิตให้เรา และเราก็คอยช่วยติวภาษาให้เค้า
ตอนนั้นเราก็คิดว่าทิมเป็นคนดี น่าจะเป็นแฟนที่ดี แต่ตอนนั้นทั้งเราทั้งทิมต่างก็มีแฟนอยู่แล้ว

พอขึ้นปีหนึ่ง ถึงแม้เรากับทิมจะไม่ได้เรียนคณะเดียวกัน แต่ก็ยังติดต่อกันอยู่เรื่อยๆ และมีบางวิชาที่เรียนรวมด้วยกัน
ผ่านไปซักพัก ทิมก็เลิกกับแฟน แล้วพอมาช่วงปลายของปีหนึ่ง เรากับแฟน (เรียกเค้าว่า เอ ละกัน) ทะเลาะกัน จนเอขอเลิกกับเรา
บอกประมาณว่าทนอารมณ์เราไม่ได้
ตอนนั้นเราเสียใจมาก ปกติเรามีอะไรก็ไประบายกับทิมเป็นประจำอยู่แล้ว ช่วงนั้นเราเลยยิ่งคุยกับทิมบ่อยขึ้น แทบจะทุกวัน
ในช่วงที่เราคุยกะทิมบ่อยขึ้นนั้น เราก็คิดว่าถ้าได้ทิมมาดามใจก็คงจะดี
แต่ช่วงนั้นดันเป็นช่วงที่ทิมเริ่มคุยกะสาวคนใหม่ และกำลังจะพัฒนาเป็นแฟนกัน
ช่วงปิดเทอมหลังจากปีหนึ่ง เอ แทบจะไม่ติดต่อเราเลย วันวาเลนไทน์ที่เป็นวันครบรอบสองปี เค้าก็ไม่ติดต่อมา ทั้งๆ ที่เรานั่งรอการติดต่อของเค้าอยู่ทั้งวัน

แล้วเราก็กลับไปเริ่มเรียนปีสองด้วยอารมณ์อกหัก  
พอดีที่ช่วงเปิดเทอม เพื่อนในคลาสเก่านัดเจอกัน วันนั้นเราก็ไปแบบจัดเต็ม เมาแอ๋แบบสุดๆ จนทุกคนแปลกใจที่เด็กเรียนอย่างเรากินเหล้าเยอะแบบนั้น
ทิมพาเราเดินกลับหอ  แต่ว่าตอนนั้นเราอยากอ้วกมาก ไม่สบายสุดๆ เลยขึ้นไปที่หอทิมก่อน ซึ่งอยู่ใกล้กว่า
เราก็จะอ้วกอยู่หลายครั้ง แต่มันก็ไม่ยอมอ้วกซักที ทรมานอยู่อย่างนั้น ทั้งทรมาน ทั้งร้องไห้เสียใจเพราะคิดถึงเอ
คืนนั้นทิมเลยให้เรานอนที่หอเค้า เค้ายอมให้เรานอนเตียง ส่วนเค้าไปปูพื้นนอนที่ห้องรับแขก

ก่อนนอนเรากับทิมตะโกนคุยกันข้ามผนังห้อง เนื้อหาก็ประมาณว่า
เรา: ทำไมเป็นเราไม่ได้วะทิม  
ทิม:.....เป็นอะไร
เรา: ทำไมเราไม่เป็นแฟนกัน
ทิม: (เงียบไปนานมาก).... รู้ตัวมั้ยเนี่ยว่าพูดอะไรออกมา เมาหรือพูดจากใจเนี่ย
เรา: (เงียบ...จริงๆเราก็รู้ตัวแล้วนะตอนนั้น ไม่ได้เมา แต่ก็ไม่อยากยอมรับว่าพูดจากใจ เพราะรู้ว่าทิมมีคนที่ชอบอยู่แล้ว)...
ทิม: จริงๆ เราเคยชอบเธอนะ ตอนก่อนขึ้นปีหนึ่ง ที่รู้จักกันใหม่ๆ อะ แต่เพราะต่างคนต่างมีแฟน ก็เลยตัดใจ เลิกคิดไป ตอนนี้เราคิดกับเธอแค่เพื่อน
เรา: อืม
ทิม: ถามจริงๆนะ ที่พูดอย่างนี้ เป็นเพราะชอบเรา คือเพราะแค่ต้องการคนดามใจ  แล้วถ้ามาคบกับเรา เธอจะเลิกรักแฟนเก่าได้จริงๆ หรอ
เรา: เราไม่รู้   แต่ตอนนี้เรารู้แค่ว่าเรายังรักแฟนเก่ามาก
(ต่างคนต่างเงียบไปพักใหญ่ๆ ซักประมาณหนึ่งชั่วโมง)
ทิม: เราขอไปนอนที่เตียงด้วยได้มั้ย ข้างนอกพื้นมันเย็นมากเลยอะ ละก็แข็งด้วย (ช่วงนั้นเป็นหน้าหนาว พื้นห้องเย็นมากๆ  และทิมไม่นอนโซฟาเพราะบ่นว่ามันแคบ เค้าตัวใหญ่ กลัวนอนแล้วกลิ้งตกลงมา)   เราสัญญาว่าจะไม่ทำอะไรเธอเด็ดขาด
เรา: งั้นเราออกไปนอนโซฟาที่ห้องรับแขกก็ได้ ให้ทิมมานอนที่เตียง
ทิม: ไม่อะ ถ้าเธอจะออกไปนอนข้างนอก เราก็ยอมนอนที่พื้นก็ได้
...สุดท้ายเราเลยยอมให้เค้ามานอนที่เตียง แล้วเอาหมอนกั้นไว้ตรงกลาง   แต่ด้วยความไม่สบายใจ ทำให้เรานอนไม่หลับ
พอเราได้ยินเสียงทิมกรน เราเลยย่องออกไปนอนที่โซฟา  จนเช้ามา ทิมก็มาว่าเราที่หนีออกมานอนโซฟา แล้วทิมก็ต้มมาม่าให้เรากินแก้แฮงค์ แล้วก็ไปส่งเรากลับหอ

หลังจากเหตุการณ์คืนนั้น เรากับทิมก็ไม่ค่อยได้คุยกัน เอ แฟนเก่าเราก็กลับมาง้อ เราเลยถามทิมไปว่าเอาไงดี คุยไปคุยมา ก็ได้รู้ว่าตอนนี้ทิมคบกับผู้หญิงอีกคนเป็นแฟนจริงจังแล้ว  เราก็เลยกลับไปคบกับเอเหมือนเดิม  แล้วเรากับทิมก็ติดต่อกันบ้างเป็นครั้งคราวในช่วงปีสอง

พอขึ้นปีสาม ทิมต้องไปเกณฑ์ทหารสองปี (ทิมเป็นคนเกาหลี) สรุปคือ ทิมจะได้กลับมามหาลัยตอนที่เราจบจากมหาลัยแล้วพอดี
เราก็เสียใจที่ต้องจากกะเค้า  ทิมถือว่าเป็นเพื่อนสนิทที่สุดคนนึงในเวลานั้นเลยล่ะ  
และแน่นอนว่าความรู้สึกที่มีต่อเค้ามันไม่ใช่แค่เพื่อน  มันเกินกว่านั้น แต่เราก็ห้ามใจตัวเองไม่ให้มันคิดไปไกล  
เพราะเราคิดทบทวนตัวเองอยู่บ่อยๆ ว่า ถ้าเรารักเออยู่ แล้วเราจะไปแบ่งใจให้คนอื่นได้ไงอะ ไม่ว่ายังไงก็ห้ามนอกใจเอนะ
(ตอนเด็กๆ พ่อเราเจ้าชู้มาก แม่เราก็จะปลูกฝังมาให้เกลียดคนเจ้าชู้นอกใจ เราเลยพยายามห้ามใจตัวเอง ไม่ไปใกล้ชิดกับทิมมาก)
แต่ถึงยังไง เราก็อยากจะบอกว่ามันเกิดขึ้นได้จริงๆ นะคะ   เรารักเอมาก ซื่อสัตย์ต่อเอ ไม่อยากให้เอเสียใจ   แต่ในขณะเดียวกัน เราก็มีความรู้สึกดีๆ ให้ทิม
แต่ถ้าให้เลือกแล้ว เราก็คงเลือกเอ เพราะสำหรับเอ ความรู้สึกที่เรามีให้เค้า มันเลยความรู้สึกแบบคนรัก มันเหมือนเป็นคนในครอบครัว
เราเป็นตัวของตัวเองได้สุดๆ เมื่ออยู่กับเอ  และเอก็รับเราได้ ถึงแม้เราจะตดเหม็นบรรลัย จนเอบ่นหลายครั้ง แต่เอก็ยังคบกับเรา
(เอไม่เคยนอกใจเราเลย ที่เลิกกันคราวนั้น เพราะว่าเราเพิ่งเข้ามหาลัย แล้วเจออะไรเครียดมา อารมณ์ไม่ดี ก็จะมาลงที่เอ เอเลยรับไม่ได้)

ช่วงระยะเวลาสองปีที่ทิมไปเกณฑ์ทหาร ทิมก็จะโทรมาหาเรา 1-2 เดือนครั้ง ซึ่งทำให้เราปลื้มมาก
เพราะการเกณฑ์ทหารที่เกาหลีเข้มงวดมาก  ช่วงแรกๆ จะโทรหาใคร ก็จะมีกำหนดเวลา  ไม่ใช่อยากโทรเมื่อไหร่เวลาไหนก็ได้
ถึงแม้เวลาในการโทรนั้นมีจำกัด  ทิมก็ยังเลือกที่จะโทรมาหาเรา  แถมยังโทรข้ามประเทศมาอีก  มันเลยยิ่งทำให้เราลืมเค้าไม่ได้ซักที
แล้วทิมก็เล่าให้ฟังว่าเลิกกับแฟนแล้ว และตอนนี้ก็อยู่ในค่ายทหาร ไม่เจอใครเลย มีแต่ผู้ชาย วันๆ ไม่มีสีสันอะไรเลย
บอกตรงๆ เราก็แอบดีใจมากที่รู้ว่าทิมเลิกกับแฟน (แอบเลวเนอะ)  ส่วนทิมก็มักจะถามถึงเอบ่อยๆ ถามว่าเรายังคบกับเอดีอยู่มั้ย
ทิมชอบยุให้เราเลิกกับเอ บอกว่า เนี่ยยย คนเกาหลีส่วนใหญ่จะสนับสนุนให้ลูกมีแฟนหลายๆ คนก่อนแต่งงานกัน
เพราะอย่างนี้ เราจะได้มีประสบการณ์ และรู้ว่าคบกับคนลักษณะแบบไหน เป็นยังไง  อย่างนี้ เราถึงจะได้เลือกคนที่ใช่ได้จริงๆ
เราก็แหย่ทิมไปว่า ถ้าเราเลิกกะเอ แล้วจะคบกะใครล่ะ หรือจะให้รอทิมออกมาจากค่ายทหาร  แต่ทิมก็พูดเล่นๆ กลับมาว่า ไม่ต้องรอชั้น (ประมาณว่ากรูไม่อาวเมิงง)
สรุปก็ ช่วงสองปีที่ทิมไปเป็นทหาร บทสนทนาเราก็จะมีเรื่องพี่เอ  ย้อนอดีตของเรากับทิม  เรื่องการเรียนเรา ก็แค่นั้น

พอทิมออกจากค่ายทหารมา ก็เป็นช่วงที่เราจบปีสี่พอดี   เราเลยวางแผนจะไปเที่ยวเกาหลี โดยให้ทิมเป็นไกด์
ด้วยการที่จะแสดงความบริสุทธิ์ใจ เราก็เลยชวนเอไปด้วย แต่ช่วงนั้นเอติดสอบ  
ตอนแรกเรากะว่าจะไปเกาหลีคนเดียว เพราะยังไงทิมก็รอเป็นไกด์อยู่นู่น  แต่ว่าคิดไปคิดมา มันก็ไม่เหมาะด้วยเหตุผลหลายๆ อย่าง
เราเลยชวนเพื่อนผู้หญิงไปด้วยอีกคน
ตลอดช่วงทริปที่เกาหลี ทิมดูแลเรากับเพื่อนดีมาก เพื่อนเราบอกว่า ดูเรากับทิมเหมือนไม่ใช่เพื่อนกันธรรมดา เหมือนมันมีอะไรที่พิเศษกว่านั้น
ทิมทำอะไรที่ดูเล็กน้อย แต่ทำให้คนรอบข้างสังเกตเห็นได้ เช่น เราสั่งจาจังมยอนมากินกัน ทิมกับเพื่อนเราก็คนน้ำกะเส้นผสมกัน แต่เรามัวแต่ถ่ายรูปเลยยังไม่ได้คน พอเราหยิบตะเกียบจะคน ทิมก็หยิบจานของเราที่ยังไม่ได้คนไป แล้วเอาจานที่เค้าคนเสร็จแล้วมาให้เรากิน
จริงๆ ก็มีอีกหลายเหตุการณ์ ที่ทำให้เพื่อนเรารู้สึกแปลกๆ แต่ไม่ต้องพูดถึงละกัน

พอกลับมาจากทริปเกาหลี เราก็เพ้อหนัก คิดถึงขั้นจะขอเลิกกับเอ แล้วสารภาพกับทิม (ตอนนั้นรู้ทั้งรู้นะ ว่าถึงจะสารภาพ ทิมมันก็ไม่คิดไรกะเราแล้ว  แล้วอีกอย่าง ระหว่างเรากับทิมก็เป็นไปไม่ได้ เพราะต้องห่างกัน และด้วยความต้องการของครอบครัวทิมหลายๆอย่าง ทำให้เรารู้เลยว่าเรากับทิมเป็นไปไม่ได้)

....ขอนอกเรื่องนิดนึง คือ ทิมเป็นคนที่เชื่อฟังพ่อมาก  พ่อกับแม่ทิมแยกทางกัน  ทิมอยู่กับพ่อที่เกาหลี แม่ทิมย้ายไปแคนาดากับพี่สาว  พ่อทิมบอกว่าลูกสะใภ้ต้องเป็นคนเกาหลีเท่านั้น ต้องสูง160cmขึ้นไป(เรา155ก็ไม่ถึง) แต่งงานแล้วผู้หญิงต้องเป็นแม่บ้านดูแลงานบ้านและลูก   แล้วอีกเรื่องคือ ชาวเกาหลีมีความเชื่อเรื่องกรุ๊ปเลือด ทิมบอกว่าไม่ชอบผู้หญิงกรุ๊ปบี แบบแม่ของเขา (เราก็บี) เพราะผู้หญฺิงกรุ๊ปบีเวลามีอะไรชอบเก็บเอาไว้คนเดียว ไม่ยอมบอกคนอื่น...ทิมชอบบ่นบ่อยๆว่า เราเหมือนแม่ของเขาตรงนี้ ชอบเก็บทุกอย่างไว้ในใจ ไม่พูด พอมีปัญหาก็ระเบิดทีเดียว (แต่เราว่าเราไม่ใช่แบบนั้นนะ)...

กลับมาเรื่องที่คิดจะเลิกกับเอ
เราคิดว่าเป็นเพราะเราคบกับเอมานาน อะไรมันก็จืดชืด   พอเจอทิมทำดีด้วย เอาใจ เลยทำให้เผลอใจ
พอเราคิดไปคิดมา เราก็เลือกที่จะคบกับเอต่อ และปล่อยให้ระยะทางกับเวลาทำให้เราลืมทิมไป

แต่บังเอิญที่ว่า ทิมเดินทางมาที่มหาลัยเราเพื่อที่จะทำเรื่องเรียนต่อหลังจากพักการเรียนไปสองปี
เราก็ได้มาเจอทิมอีกครั้ง ประมาณว่าครั้งสุดท้ายที่จะได้เจอกันที่มหาลัยแห่งนี้
เราก็คุยกันสัพเพเหระ อย่าลืมฉัน ต้องติดต่อกัน อะไรประมาณนั้น...
เรา: เราจะได้เจอกันอีกที ก็คงที่งานแต่งของฝ่ายใดฝ่ายนึงละล่ะ  
ทิม: แล้วสรุปจะแต่งกับเอจริงหรอ จริงจังละหรอ (ตอนนั้นเราคบกับเอได้ห้าปีแล้ว)
เรา: ถ้าไปต่อโท แล้วไม่เจอใครใหม่ ก็คงคนนี้แหละ จบโทอาจแต่งเลย
ทิม: ถ้าเธอแต่งงานจริง เราคงเสียใจมาก คงร้องไห้
เรา: เว่อไปมะ
ทิม: ถ้าในงานแต่งเธอ เราวิ่งเข้าไป บอกว่า เราคัดค้านการแต่งงาน จะได้มั้ย
เรา: (เราคิดในใจว่า "ดีออก" ชอบอ่อย ชอบพูดให้คิด แสดดดด) ฮ่าๆๆ ได้สิ เหมือนในหนังอะนะ
...จบบทสนทนาเรื่องนี้ หันไปพูดเรื่องอื่น

หลังจากการคุยกันครั้งนี้ เรากลับมาถึงหอ เราก็ฟุ้งซ่านมากกกก
นั่งเขียนเมสเสสส่งให้อีทิมทางเฟส
เนื้อหาประมาณว่า “เราคิดกับนายเกินเพื่อน แต่เราก็รู้ว่านายไม่คิดอะไร สรุปคือ ไหนๆ ก็จะจากกันแล้ว ก็แค่อยากจะบอกความรู้สึกนี้ไว้ ยังไงเราก็เป็นเพื่อนกันต่อไปนะ”
ทิมตอบกลับมาว่า "อะไรอ่าาา งั้นต่อไปเราก็พูดเล่นกับเธอไม่ได้แล้วสิ"
จากนั้นทิมก็ทักเรามาในไลน์ แต่เราก็ไม่ตอบ ทั้งไลน์ทั้งเฟสบุค
วันรุ่งขึ้น ทิมโทรมา เราก็คิดอยู่นานว่าจะรับมั้ย  สุดท้ายก็ตัดสินใจรับ ด้วยน้ำเสียงแบบเศร้าๆ ทิมไม่ได้พูดถึงเรื่องเมสเสสเลย เพียงแค่ถามว่าเราอยู่ไหน ทำอะไรอยู่ แล้วก็วางไป
จากนั้นทิมก็ส่งไลน์มาว่า: ต่อไปเราจะไม่ติดต่อเธอแล้ว ถ้าเธอไม่ติดต่อเรามาก่อน ทำไมต้องเมินกัน
...
เล่าถึงแค่นี้แหละ  จริงๆ มีต่อจากนั้น แต่พิมพ์มาเยอะจนง่วงแล้ว
(คิดว่าเขียนยาวขนาดนี้ก็คงไม่มีใครมานั่งอ่านจนจบ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ)

ที่มาระบายนี่ก็เพราะว่า ทุกวันนี้ก็ยังลืมทิมไม่ได้  มันเป็นความรู้สึกค้างคาในใจ อยากรู้ว่าถ้าเรากับทิมคบกันมันจะเป็นยังไง คือ เราต่างฝ่ายต่างเคยชอบกัน แต่เพราะช่วงระยะเวลาที่มันไม่ตรงกัน และโชคชะตาอะไรหลายๆ อย่าง ทำให้มันเป็นไปไม่ได้ สุดท้ายก็ไม่ได้คบกัน
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่