Updated: ตอนที่ 2 มาแล้วครับ
http://pantip.com/topic/32546567
ตอนที่ 3 มาแล้ววว
http://pantip.com/topic/34163609
ไม่ได้ตั้งกรกระทู้ใหม่ๆ มาเป็นเวลาสักพักแล้วล่ะครับ แต่วันนี้ไม่รู้เป็นไง คิดเรื่องนี้มาหลายวันเลยอยากจะเขียนเล่าเรื่องราวในสายงานของตัวเอง ให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ได้ฟังได้แสดงความคิดเห็นกันบ้างว่าแต่ละคนมีประสบการณ์กันยังไง รวมทั้งเป็นแนวทางให้กับใครบางคนที่สนใจสายงานแบบนี้
ปัจจุบันผมก็ทำงานเป็น Project Manager อยู่ในบริษัทแห่งหนึ่ง โดยส่วนตัวผมก็มีพื้นฐานที่เป็น Engineer มาก่อน ทำงานแรกๆ ก็ทำงานด้านเทคนิคเหมือนๆ กับ Engineer ส่วนใหญ่ที่เรียนจบกันมานั่นแหละครับ ผมยังจำความรู้สึกช่วงที่ทำงานแรกๆ ได้เลยว่ารู้สึกยังไง เป็นธรรมดาแหละครับ คนรุ่นผมที่ตอนนั้นสายงานทางด้าน Engineer กำลังได้รับความนิยมและผมเองก็จบจากสถาบันที่มีชื่อเสียงด้านนี้พอสมควร ความหยิ่งผยองที่คิดว่าตัวเองแน่ตัวเองเจ๋งนี่มีอยู่เต็มเปี่ยม คิดว่ารู้ไปหมดแหละครับ คิดว่า Engineer ที่เราเป็นอยู่นี่แหละเจ๋งสุดแล้ว - ถึงตรงนี้ก็อยากจะเตือนน้องๆ ในสายงานเดียวกันที่เพิ่งเริ่มทำงาน หรือกำลังจะเข้าสู่ตลาดแรงงานในอนาคตอันใกล้นี้ว่า ความมั่นใจเป็นเรื่องที่ดีนะครับ แต่ในชีวิตการทำงานจริงมันยังมีอีกหลายเรื่องที่เราไม่รู้ ธุรกิจหรือบริษัทมันไม่ได้มีแต่เรื่องทางเทคนิค หรือในศาสตร์ที่เราร่ำเรียนมาเท่านั้น อย่าทะนงตนจนเกินไป งานในทุกๆ Function มีบทบาทหน้าที่ของมัน เปิดใจยอมรับ และเรียนรู้ในเรื่องต่างๆ ที่นอกเหนือจากความรู้ที่ตัวเองมี ผมโชคดีที่คิดได้เร็วหน่อย หลังจากนั้นเราเลยได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างเพิ่มเติมจนหล่อหลอมให้เราเป็นอย่างทุกวันนี้
งานแรกที่ผมทำคือผมเป็น Pre-Sales Engineer ซึ่งมีหน้าที่ให้การสนับสนุนข้อมูลทางเทคนิคของสินค้าต่างๆ ในบริษัท ออกไปกับ Sales บ้างเวลาที่ Sales ต้องการให้เราไปด้วยเพราะเค้ากลัวจะตอบคำถามลูกค้าได้ไม่หมด หรือบางทีก็มี Demo Product บ้าง ข้อดีของการทำงานที่อยู่ใกล้ชิดกับฝ่ายขายก็คือ ได้รู้จักผู้ใหญ่ ใกล้ชิดเจ้านาย ยิ่งบริษัทแรกผมเป็นบริษัทเล็กๆ ยิ่งสะดวกผู้ใหญ่รับรู้ จำได้เลยว่าตอนที่ผมจะออก หัวหน้าผมไปบอก MD เลยโดนเรียกไปกล่อม เค้า Offer ให้มากกว่าที่ผมได้ที่ใหม่อีก แต่ตอนนั้นใจผมอยากไปอยู่บริษัทที่ 2 มากกว่าแล้วเพราะบริษัทนั้น ในตอนนั้นเป็นบริษัทต่างชาติที่ดังมาก ผมเลยปฏิเสธแกไป
1 ปีที่อยู่บริษัทนี้มาเป็นจุดที่ทำให้ผมได้เรียนรู้ว่าคนขาย Project (Sales) กับคนที่ต้องทำ Project มักจะมีความขัดแย้งกันเสมอ มากน้อยแล้วแต่วัฒนธรรมองค์กร กระบวนการ และการเมืองภายในบริษัท เพียงแต่ว่าตอนนั้นผมอยู่ฟาก Sales และอีกอย่างคือยังละอ่อนอยู่มาก ก็ได้แต่เชื่อตามที่พวกพี่ๆ Sales บอกว่าพวก Service น่ะเรื่องมากจะเอารายละเอียดโน่น นี่นั่น เต็มไปหมด แค่เอา PO ลูกค้ามานี่ก็เหนื่อยหนักหนาแล้ว จะเอาอะไรกันอีก - อ้อแล้วอีกอย่างที่ผมรู้สึกทึ่งพี่คนที่เป็น Head of Service ของบริษัทนั้นก็คือ แกพยายามจะนำเอากระบวนการคิดค่าใช้จ่ายจากแรงงานในบริษัท (Man-Hour) มาใช้ในการควบคุมการใช้ Resource ของ Service Department ตอนนั้น Sales โวยวายกันใหญ่เลยว่า คนก็คนของ Office ทำไมต้องมาคิดค่าใช้จ่ายลงในโครงการที่เค้าไปขายมา (มันทำให้ตัวเลข Margin เค้าดูไม่สวย เพราะส่วนใหญ่สมัยก่อน กรรมวิธีในการคิดต้นทุนที่เป็นแรงงานโดยเฉพาะแรงงานภายในบริษัทมันยังไม่มีความชัดเจนและมักจะถูกละเลย) ตอนนั้นผมก็พลอยเข้าใจไปแบบที่ Sales เค้าพูดนั่นแหละครับพวกเดียวกันนี่ จนได้มาทำงานบริษัท Inter แล้วมีการคิดต้นทุน Man-Hour นั่นแหละจึงได้เข้าใจพี่แก ทำให้ผมมองแกว่าโคตรล้ำเลยว่ะ อยู่บริษัทคนไทยเล็กๆ แต่มีไอเดียแบบนี้ได้ในสมัยนั้น สุดยอด
น้องๆ คนไหนที่ปัจจุบันเบื่อหน่ายกับการลงเวลาทำงานใน Timesheet ที่ต้องแบ่งตาม Project แบ่งว่าทำ Presales หรือทำ Implement อยู่ก็ขอให้รู้ไว้นะครับว่าข้อมูลต่างๆ เหล่านี้มันสำคัญและจะช่วยให้องค์กรมีระเบียบแบบแผนและวิธีวัดผลประสิทธิภาพการใช้งาน Resource ให้ได้ดีที่สุด อย่าเบื่อเลยครับสุดท้ายมันย้อนกลับมาหาเราทั้งนั้น เพราะถ้าเราไม่มีระบบการ Allocate ต้นทุนภายในแบบนี้มากำกับ ชีวิตคุณจะยิ่งวุ่นวายมากกว่านี้เพราะกลับกลายเป็นว่า งานที่เข้ามาหาคุณจะด่วนหมด ใครก็ต้องการการ Support เพราะไม่ต้องกังวลต้นทุนที่เพิ่มเข้าไปในหน่วยงานตัวเอง สุดท้ายมันจะกลายเป็นว่าใครเสียงดังกว่าคุณก็ต้องไปทำงานให้คนนั้น เหนื่อยกว่านะครับแบบนั้นน่ะ
หลังจากที่ได้ย้ายงานสมใจแล้ว ตอนนี้มาอยู่ในบริษัท Inter ที่ใหญ่โตสภาพแวดล้อม วิธีการทำงาน รวมทั้งบทบาทหน้าที่ก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เมื่อก่อนอยู่ฝั่งคนขาย ตอนนี้ต้องกลายมาเป็นคนทำงานที่คนอื่นเป็นคนทำราคา เป็นคนไปตกลงกับลูกค้ามาแล้ว ตำแหน่งหน้าที่ในบริษัทใหม่ของผมก็คือ "Project Engineer" หน้าที่ก็คือทำงานร่วมกับ Project Manager เป็นเหมือนมือขวาให้กับบรรดา PM ทั้งหลายตามแต่จะได้รับ Assign ไปให้ดูแล Project ไหน ถ้าเป็นงานใหญ่ๆ ระยะเวลาการทำงานนานๆ ก็โชคดีไปเพราะได้ไปฝังตัวอยู่กับ Project ได้มีระยะเวลาในการปรับตัว จัด Priority และทำความคุ้นเคยกับทีมงานและลูกค้า และส่วนใหญ่งานใหญ่ๆ เราจะถูก Assign ครั้งละงาน เราจะ Focus งานของเราได้เต็มที่ แต่ถ้าช่วงไหนซวย โดนจับไปอยู่กับ Project เล็กๆ ระยะเวลาสั้นๆ เงินน้อย นั่นล่ะช่วงเวลาตกยากเลยล่ะครับ เพราะนอกจากจะต้องรับหลายงานพร้อมกันแล้ว อะไรๆ ก็ดูจะกระเบียดกระเสียนไปเสียหมด ไม่ว่าจะเป็น Resource เครื่องไม้ เครื่องมือ ความสามารถในการต่อรองกับผู้รับเหมา และอย่างที่เล่าให้ฟังข้างบน บริษัทแบบนี้จะให้คนทำงาน Project ลงเวลาใน Timesheet ว่าใครทำงานให้ Project ไหนเป็นเวลากี่วัน กี่ชั่วโมง และคนที่จะเป็นคนที่ Approve ชั่วโมงทำงานให้เราก็คือพวก PM นี่แหละครับ ดังนั้น Engineer แบบพวกผมก็จะผ่านประสบการณ์ในการขอลงเวลาทำงานกับ PM กันมาแล้วทั้งนั้น คือให้คิดง่ายๆ ว่าเราอยู่ในโลกที่มีการแลกเปลี่ยน Project Engineer ทำงานให้ PM เพื่อแลกกับการลงเวลาทำงาน แล้วถามว่าถ้าผมไม่ลงเวลาทำงาน (เข้า Project) จะเกิดอะไรขึ้น ก็ง่ายๆ เลยครับหัวหน้าผมก็จะเดือดร้อนสิครับ (ต้องเข้าใจนิดนึงนะครับว่าหัวหน้าโดยตรงหรือ Line Manager ที่เป็นต้นสังกัดของผมนั้นเป็นคนละคนกับ PM โดย Line Manager จะมีหน้าที่ในการจัดสรรบุคลากร ไปให้ PM ตามที่มีการร้องขอ รวมทั้งมีหน้าที่ในการทำ Competence Development และพัฒนาบุคลากรในสังกัดของตัวเองให้มีศักยภาพมากยิ่งขึ้น) เพราะลูกน้องในสังกัดเกิดช่วงเวลาว่างงาน (idle time) แล้วไงต่อเหรอครับ ก็ถ้า Report มันบ่งบอกว่าแผนกไหนมี idle time มากๆ Utilization ของแผนกนั้นตกลง ก็จะถูกมองว่าคนมากเกินไป ท้ายที่สุดหวยก็อาจจะมาออกที่ใครสักคนที่จะต้องกลับบ้านก่อนเพื่อน ธรรมดาของธุรกิจครับถ้างานมันไม่มี เค้าจะเก็บเราไว้ทำไม
จากที่เล่ามาจะเห็นกันได้ชัดเจนเลยนะครับว่าจริงๆ แล้ว PM หรือ Project Manager น่ะเป็นคนที่ทำงานโดยที่ไม่มีลูกน้องที่เป็นของตัวเองจริงๆ เลย ต้องพึ่งพาบุคลากรจากหน่วยงานอื่นๆ มาทำงานให้ Project ที่ตัวเองรับผิดชอบ โดยแต่ละหน่วยงานก็จะเป็นเจ้าของบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะด้านนั้นๆ ยกตัวอย่างเช่น Project A อาจจะต้องการช่างเชื่อม 2 คน ช่างไฟฟ้า 5 คน แต่ Project B อาจต้องการช่างไฟฟ้า 2 คน ช่างคอมพิวเตอร์ 2 คน คนเหล่านี้ก็จะมาจากต่างต้นสังกัดกันแต่เข้ามาทำงานตามช่วงเวลาที่ Project ร้องขอไป ระหว่างที่ทำงานให้ Project พวกเราก็จะมีที่ลงเวลาทำงาน เราก็จะรู้สึกว่าช่วงนั้นปลอดภัย ถ้ามี Lay-off ก็ไม่ต้องกังวลอะไรมากนัก จบงานแล้ว Project ก็จะส่งคนเหล่านั้นคืนต้นสังกัดไป เพื่อเอาไปให้ Project อื่นใช้ต่อ หรือต้นสังกัดก็จะส่งไป Training ไปพัฒนาความรู้อะไรเพิ่มเติม ดังนั้นการพึ่งพากันระหว่าง Engineer, Line Manager และ Project Manager มันจะเกิดขึ้นตลอดเวลา เพราะสถานการณ์แต่ละช่วงมันไม่เหมือนกัน ช่วงไหนงานมาก PM ก็ต้องง้อ Line Manager เพราะต้องการ Resource ดีๆ มาทำงานให้ตัวเอง ในขณะเดียวกัน Engineer เวลาถูก Assign ไปทำงานให้ Project ไหนก็ต้องพยายามทำให้ดี ให้เข้าตา PM จะได้มีโอกาสไปทำงานใหญ่ๆ ได้โชว์ผลงาน ได้มีที่ลงเวลาทำงาน แต่เมื่อไรก็ตามที่งานน้อย PM ก็จะเนื้อหอมเป็นพิเศษ เพราะบรรดา Line Manager ก็จะถามไถ่ว่าอยากได้คนเพิ่มไหม รับน้องคนนี้ไปทำงานใน Project หน่อยสิ น้องเค้าว่างไม่มีที่ลง Timesheet ผมเคยอยู่ในทั้งสองสถานการณ์มาแล้วแหละครับ จำได้ว่าตอนเป็น Engineer แล้วช่วงนึงไม่มีงาน ไม่มีที่ลง Timesheet ผมก็ต้องโทรไปขอกับพี่ที่เป็น PM คนนึงให้ช่วยหาที่ลงให้ผม พร้อมทั้งขอใช้รถ Project ด้วย (ปกติถ้ามีงานลงก็จะได้รถ Project ใช้) ด้วยความที่เคยช่วยงานแกมา แกก็เซ็นต์ให้ พอตอนที่มาเป็น PM เองก็เคยช่วย Line Manager หลายๆ ท่านเวลาคนในทีมไม่มีงาน ให้มาลงเวลาใน Project เรา เพราะหลายๆ ครั้งเราก็เคยได้รับความช่วยเหลือจากท่านเหล่านั้น – ไอ้เรื่องแบบนี้ถ้าไปอ่านในตำรา Project Management, PMBOK อะไรเทือกนั้นเค้าก็ไม่สนับสนุนหรอกครับ แต่ในโลกแห่งความจริงผมมองว่างาน Project Management มันเป็นศิลปะที่มีหลักการรองรับ หรืออาจจะมองว่าเป็นศาสตร์ที่ต้องการความมีศิลปะของคนนำไปใช้อย่างสูง เรื่องแบบนี้ประสบการณ์และทัศนคติเป็นส่วนสำคัญเลยครับ
ท่านที่เข้ามาอ่านถึงตรงนี้ ถ้าเป็น Project Manager หรือมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ Project Management มาบ้างก็น่าจะคุ้นเคยกับ Triple Constraint of Project Management หรือที่ผมเรียกเอาเองว่าสามเหลี่ยมมหัศจรรย์ ซึ่งก็คือ Scope (บางคนก็ว่า Quality) - Time –Cost ซึ่งหลักใหญ่ใจความของมันก็คือสิ่งที่ PM ต้องควบคุมให้ 3 สิ่งนี้เป็นอย่างที่มันควรจะเป็น ไอ้ตอนที่ผมเป็น Engineer ทำงานให้ Project ความคิดของเรามันก็ไม่ได้มี Business Logic และไม่ได้คำนึงถึงเรื่องอื่นๆ นักหรอกครับ สามเหลี่ยมของผมมันก็จะใหญ่ๆ เสมอ ความคิดที่เป็นปกติวิสัยก็คือ
- อยากทำงานให้ออกมาดีที่สุด ใช้ของดีๆ Spec เทพ Feature ล้ำ งานเนี้ยบ Subcontractor เจ๋งๆ
- ทำไมพี่ให้เวลาน้อยจัง งานแบบนี้ผมต้องใช้เวลานะพี่ ขออีก 2 เดือนได้มั้ย
- ขอ Cost เพิ่มอีก 3 แสน คนอีก 5 คนดิพี่ ผมว่า Budget แค่นี้ไม่พอหรอก
ไม่แปลกหรอกครับ แต่อยากจะบอกน้องๆ Engineer และพี่ๆ สาย Specialist เฉพาะทางทั้งหลายว่า พวกผมในฐานะ PM เข้าใจดีครับถึงความปราถนาดีและความคาดหวังในผลงานของพี่ๆ น้องๆ แต่อยากให้เข้าใจว่าถ้าเรามองในบริบทของธุรกิจ มองในมุมที่มีปัจจัยด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องมันคงไม่สามารถเป็นได้อย่างที่เราคิดทั้งหมดหรอกครับ ในฐานะ PM เรามีหน้าที่ต้องทำงานให้อยู่ใน Scope และ Quality ที่ได้ตกลงกันไว้ ด้วยเวลาและต้นทุนที่บริษัทยอมรับได้ ที่พวกผมตัดโน่นตัดนี่ ลดโน่นนิดนี่หน่อยก็เพราะปัจจัยต่างๆ เหล่านี้แหละครับ ลองว่าถ้าเราได้ดั่งใจไปเสียหมด ทำทุกอย่างให้ดีที่สุดเวลาไม่จำกัด ต้นทุนไม่จำกัด บริษัทจะอยู่ได้อย่างไร เอาเงินเดือนที่ไหนมาจ่ายเราล่ะครับ
ตอนแรกผมก็กะเขียนแบบรวดเดียวจบ หลายๆ เรื่องแต่ดูแล้วน่าจะยาก เพราะมีหลายๆ เรื่องที่ยังอยากเล่าอยาก Share ไม่ว่าจะเป็น PM vs. Sales, PM vs. Operation, PM vs. Management หลายๆ เรื่องเลยครับ ดังนั้นขอเขียนเป็นตอนๆ ดีกว่าจะได้เล่าได้ละเอียด จะพยายามไม่ให้ขาดตอนนะครับ
Project Manager - อยากเป็นไหม? ผมจะเล่าให้ฟัง ตอนที่ 1 - Project Manager vs. Engineer (Specialist)
ตอนที่ 3 มาแล้ววว http://pantip.com/topic/34163609
ไม่ได้ตั้งกรกระทู้ใหม่ๆ มาเป็นเวลาสักพักแล้วล่ะครับ แต่วันนี้ไม่รู้เป็นไง คิดเรื่องนี้มาหลายวันเลยอยากจะเขียนเล่าเรื่องราวในสายงานของตัวเอง ให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ได้ฟังได้แสดงความคิดเห็นกันบ้างว่าแต่ละคนมีประสบการณ์กันยังไง รวมทั้งเป็นแนวทางให้กับใครบางคนที่สนใจสายงานแบบนี้
ปัจจุบันผมก็ทำงานเป็น Project Manager อยู่ในบริษัทแห่งหนึ่ง โดยส่วนตัวผมก็มีพื้นฐานที่เป็น Engineer มาก่อน ทำงานแรกๆ ก็ทำงานด้านเทคนิคเหมือนๆ กับ Engineer ส่วนใหญ่ที่เรียนจบกันมานั่นแหละครับ ผมยังจำความรู้สึกช่วงที่ทำงานแรกๆ ได้เลยว่ารู้สึกยังไง เป็นธรรมดาแหละครับ คนรุ่นผมที่ตอนนั้นสายงานทางด้าน Engineer กำลังได้รับความนิยมและผมเองก็จบจากสถาบันที่มีชื่อเสียงด้านนี้พอสมควร ความหยิ่งผยองที่คิดว่าตัวเองแน่ตัวเองเจ๋งนี่มีอยู่เต็มเปี่ยม คิดว่ารู้ไปหมดแหละครับ คิดว่า Engineer ที่เราเป็นอยู่นี่แหละเจ๋งสุดแล้ว - ถึงตรงนี้ก็อยากจะเตือนน้องๆ ในสายงานเดียวกันที่เพิ่งเริ่มทำงาน หรือกำลังจะเข้าสู่ตลาดแรงงานในอนาคตอันใกล้นี้ว่า ความมั่นใจเป็นเรื่องที่ดีนะครับ แต่ในชีวิตการทำงานจริงมันยังมีอีกหลายเรื่องที่เราไม่รู้ ธุรกิจหรือบริษัทมันไม่ได้มีแต่เรื่องทางเทคนิค หรือในศาสตร์ที่เราร่ำเรียนมาเท่านั้น อย่าทะนงตนจนเกินไป งานในทุกๆ Function มีบทบาทหน้าที่ของมัน เปิดใจยอมรับ และเรียนรู้ในเรื่องต่างๆ ที่นอกเหนือจากความรู้ที่ตัวเองมี ผมโชคดีที่คิดได้เร็วหน่อย หลังจากนั้นเราเลยได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างเพิ่มเติมจนหล่อหลอมให้เราเป็นอย่างทุกวันนี้
งานแรกที่ผมทำคือผมเป็น Pre-Sales Engineer ซึ่งมีหน้าที่ให้การสนับสนุนข้อมูลทางเทคนิคของสินค้าต่างๆ ในบริษัท ออกไปกับ Sales บ้างเวลาที่ Sales ต้องการให้เราไปด้วยเพราะเค้ากลัวจะตอบคำถามลูกค้าได้ไม่หมด หรือบางทีก็มี Demo Product บ้าง ข้อดีของการทำงานที่อยู่ใกล้ชิดกับฝ่ายขายก็คือ ได้รู้จักผู้ใหญ่ ใกล้ชิดเจ้านาย ยิ่งบริษัทแรกผมเป็นบริษัทเล็กๆ ยิ่งสะดวกผู้ใหญ่รับรู้ จำได้เลยว่าตอนที่ผมจะออก หัวหน้าผมไปบอก MD เลยโดนเรียกไปกล่อม เค้า Offer ให้มากกว่าที่ผมได้ที่ใหม่อีก แต่ตอนนั้นใจผมอยากไปอยู่บริษัทที่ 2 มากกว่าแล้วเพราะบริษัทนั้น ในตอนนั้นเป็นบริษัทต่างชาติที่ดังมาก ผมเลยปฏิเสธแกไป
1 ปีที่อยู่บริษัทนี้มาเป็นจุดที่ทำให้ผมได้เรียนรู้ว่าคนขาย Project (Sales) กับคนที่ต้องทำ Project มักจะมีความขัดแย้งกันเสมอ มากน้อยแล้วแต่วัฒนธรรมองค์กร กระบวนการ และการเมืองภายในบริษัท เพียงแต่ว่าตอนนั้นผมอยู่ฟาก Sales และอีกอย่างคือยังละอ่อนอยู่มาก ก็ได้แต่เชื่อตามที่พวกพี่ๆ Sales บอกว่าพวก Service น่ะเรื่องมากจะเอารายละเอียดโน่น นี่นั่น เต็มไปหมด แค่เอา PO ลูกค้ามานี่ก็เหนื่อยหนักหนาแล้ว จะเอาอะไรกันอีก - อ้อแล้วอีกอย่างที่ผมรู้สึกทึ่งพี่คนที่เป็น Head of Service ของบริษัทนั้นก็คือ แกพยายามจะนำเอากระบวนการคิดค่าใช้จ่ายจากแรงงานในบริษัท (Man-Hour) มาใช้ในการควบคุมการใช้ Resource ของ Service Department ตอนนั้น Sales โวยวายกันใหญ่เลยว่า คนก็คนของ Office ทำไมต้องมาคิดค่าใช้จ่ายลงในโครงการที่เค้าไปขายมา (มันทำให้ตัวเลข Margin เค้าดูไม่สวย เพราะส่วนใหญ่สมัยก่อน กรรมวิธีในการคิดต้นทุนที่เป็นแรงงานโดยเฉพาะแรงงานภายในบริษัทมันยังไม่มีความชัดเจนและมักจะถูกละเลย) ตอนนั้นผมก็พลอยเข้าใจไปแบบที่ Sales เค้าพูดนั่นแหละครับพวกเดียวกันนี่ จนได้มาทำงานบริษัท Inter แล้วมีการคิดต้นทุน Man-Hour นั่นแหละจึงได้เข้าใจพี่แก ทำให้ผมมองแกว่าโคตรล้ำเลยว่ะ อยู่บริษัทคนไทยเล็กๆ แต่มีไอเดียแบบนี้ได้ในสมัยนั้น สุดยอด
น้องๆ คนไหนที่ปัจจุบันเบื่อหน่ายกับการลงเวลาทำงานใน Timesheet ที่ต้องแบ่งตาม Project แบ่งว่าทำ Presales หรือทำ Implement อยู่ก็ขอให้รู้ไว้นะครับว่าข้อมูลต่างๆ เหล่านี้มันสำคัญและจะช่วยให้องค์กรมีระเบียบแบบแผนและวิธีวัดผลประสิทธิภาพการใช้งาน Resource ให้ได้ดีที่สุด อย่าเบื่อเลยครับสุดท้ายมันย้อนกลับมาหาเราทั้งนั้น เพราะถ้าเราไม่มีระบบการ Allocate ต้นทุนภายในแบบนี้มากำกับ ชีวิตคุณจะยิ่งวุ่นวายมากกว่านี้เพราะกลับกลายเป็นว่า งานที่เข้ามาหาคุณจะด่วนหมด ใครก็ต้องการการ Support เพราะไม่ต้องกังวลต้นทุนที่เพิ่มเข้าไปในหน่วยงานตัวเอง สุดท้ายมันจะกลายเป็นว่าใครเสียงดังกว่าคุณก็ต้องไปทำงานให้คนนั้น เหนื่อยกว่านะครับแบบนั้นน่ะ
หลังจากที่ได้ย้ายงานสมใจแล้ว ตอนนี้มาอยู่ในบริษัท Inter ที่ใหญ่โตสภาพแวดล้อม วิธีการทำงาน รวมทั้งบทบาทหน้าที่ก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เมื่อก่อนอยู่ฝั่งคนขาย ตอนนี้ต้องกลายมาเป็นคนทำงานที่คนอื่นเป็นคนทำราคา เป็นคนไปตกลงกับลูกค้ามาแล้ว ตำแหน่งหน้าที่ในบริษัทใหม่ของผมก็คือ "Project Engineer" หน้าที่ก็คือทำงานร่วมกับ Project Manager เป็นเหมือนมือขวาให้กับบรรดา PM ทั้งหลายตามแต่จะได้รับ Assign ไปให้ดูแล Project ไหน ถ้าเป็นงานใหญ่ๆ ระยะเวลาการทำงานนานๆ ก็โชคดีไปเพราะได้ไปฝังตัวอยู่กับ Project ได้มีระยะเวลาในการปรับตัว จัด Priority และทำความคุ้นเคยกับทีมงานและลูกค้า และส่วนใหญ่งานใหญ่ๆ เราจะถูก Assign ครั้งละงาน เราจะ Focus งานของเราได้เต็มที่ แต่ถ้าช่วงไหนซวย โดนจับไปอยู่กับ Project เล็กๆ ระยะเวลาสั้นๆ เงินน้อย นั่นล่ะช่วงเวลาตกยากเลยล่ะครับ เพราะนอกจากจะต้องรับหลายงานพร้อมกันแล้ว อะไรๆ ก็ดูจะกระเบียดกระเสียนไปเสียหมด ไม่ว่าจะเป็น Resource เครื่องไม้ เครื่องมือ ความสามารถในการต่อรองกับผู้รับเหมา และอย่างที่เล่าให้ฟังข้างบน บริษัทแบบนี้จะให้คนทำงาน Project ลงเวลาใน Timesheet ว่าใครทำงานให้ Project ไหนเป็นเวลากี่วัน กี่ชั่วโมง และคนที่จะเป็นคนที่ Approve ชั่วโมงทำงานให้เราก็คือพวก PM นี่แหละครับ ดังนั้น Engineer แบบพวกผมก็จะผ่านประสบการณ์ในการขอลงเวลาทำงานกับ PM กันมาแล้วทั้งนั้น คือให้คิดง่ายๆ ว่าเราอยู่ในโลกที่มีการแลกเปลี่ยน Project Engineer ทำงานให้ PM เพื่อแลกกับการลงเวลาทำงาน แล้วถามว่าถ้าผมไม่ลงเวลาทำงาน (เข้า Project) จะเกิดอะไรขึ้น ก็ง่ายๆ เลยครับหัวหน้าผมก็จะเดือดร้อนสิครับ (ต้องเข้าใจนิดนึงนะครับว่าหัวหน้าโดยตรงหรือ Line Manager ที่เป็นต้นสังกัดของผมนั้นเป็นคนละคนกับ PM โดย Line Manager จะมีหน้าที่ในการจัดสรรบุคลากร ไปให้ PM ตามที่มีการร้องขอ รวมทั้งมีหน้าที่ในการทำ Competence Development และพัฒนาบุคลากรในสังกัดของตัวเองให้มีศักยภาพมากยิ่งขึ้น) เพราะลูกน้องในสังกัดเกิดช่วงเวลาว่างงาน (idle time) แล้วไงต่อเหรอครับ ก็ถ้า Report มันบ่งบอกว่าแผนกไหนมี idle time มากๆ Utilization ของแผนกนั้นตกลง ก็จะถูกมองว่าคนมากเกินไป ท้ายที่สุดหวยก็อาจจะมาออกที่ใครสักคนที่จะต้องกลับบ้านก่อนเพื่อน ธรรมดาของธุรกิจครับถ้างานมันไม่มี เค้าจะเก็บเราไว้ทำไม
จากที่เล่ามาจะเห็นกันได้ชัดเจนเลยนะครับว่าจริงๆ แล้ว PM หรือ Project Manager น่ะเป็นคนที่ทำงานโดยที่ไม่มีลูกน้องที่เป็นของตัวเองจริงๆ เลย ต้องพึ่งพาบุคลากรจากหน่วยงานอื่นๆ มาทำงานให้ Project ที่ตัวเองรับผิดชอบ โดยแต่ละหน่วยงานก็จะเป็นเจ้าของบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะด้านนั้นๆ ยกตัวอย่างเช่น Project A อาจจะต้องการช่างเชื่อม 2 คน ช่างไฟฟ้า 5 คน แต่ Project B อาจต้องการช่างไฟฟ้า 2 คน ช่างคอมพิวเตอร์ 2 คน คนเหล่านี้ก็จะมาจากต่างต้นสังกัดกันแต่เข้ามาทำงานตามช่วงเวลาที่ Project ร้องขอไป ระหว่างที่ทำงานให้ Project พวกเราก็จะมีที่ลงเวลาทำงาน เราก็จะรู้สึกว่าช่วงนั้นปลอดภัย ถ้ามี Lay-off ก็ไม่ต้องกังวลอะไรมากนัก จบงานแล้ว Project ก็จะส่งคนเหล่านั้นคืนต้นสังกัดไป เพื่อเอาไปให้ Project อื่นใช้ต่อ หรือต้นสังกัดก็จะส่งไป Training ไปพัฒนาความรู้อะไรเพิ่มเติม ดังนั้นการพึ่งพากันระหว่าง Engineer, Line Manager และ Project Manager มันจะเกิดขึ้นตลอดเวลา เพราะสถานการณ์แต่ละช่วงมันไม่เหมือนกัน ช่วงไหนงานมาก PM ก็ต้องง้อ Line Manager เพราะต้องการ Resource ดีๆ มาทำงานให้ตัวเอง ในขณะเดียวกัน Engineer เวลาถูก Assign ไปทำงานให้ Project ไหนก็ต้องพยายามทำให้ดี ให้เข้าตา PM จะได้มีโอกาสไปทำงานใหญ่ๆ ได้โชว์ผลงาน ได้มีที่ลงเวลาทำงาน แต่เมื่อไรก็ตามที่งานน้อย PM ก็จะเนื้อหอมเป็นพิเศษ เพราะบรรดา Line Manager ก็จะถามไถ่ว่าอยากได้คนเพิ่มไหม รับน้องคนนี้ไปทำงานใน Project หน่อยสิ น้องเค้าว่างไม่มีที่ลง Timesheet ผมเคยอยู่ในทั้งสองสถานการณ์มาแล้วแหละครับ จำได้ว่าตอนเป็น Engineer แล้วช่วงนึงไม่มีงาน ไม่มีที่ลง Timesheet ผมก็ต้องโทรไปขอกับพี่ที่เป็น PM คนนึงให้ช่วยหาที่ลงให้ผม พร้อมทั้งขอใช้รถ Project ด้วย (ปกติถ้ามีงานลงก็จะได้รถ Project ใช้) ด้วยความที่เคยช่วยงานแกมา แกก็เซ็นต์ให้ พอตอนที่มาเป็น PM เองก็เคยช่วย Line Manager หลายๆ ท่านเวลาคนในทีมไม่มีงาน ให้มาลงเวลาใน Project เรา เพราะหลายๆ ครั้งเราก็เคยได้รับความช่วยเหลือจากท่านเหล่านั้น – ไอ้เรื่องแบบนี้ถ้าไปอ่านในตำรา Project Management, PMBOK อะไรเทือกนั้นเค้าก็ไม่สนับสนุนหรอกครับ แต่ในโลกแห่งความจริงผมมองว่างาน Project Management มันเป็นศิลปะที่มีหลักการรองรับ หรืออาจจะมองว่าเป็นศาสตร์ที่ต้องการความมีศิลปะของคนนำไปใช้อย่างสูง เรื่องแบบนี้ประสบการณ์และทัศนคติเป็นส่วนสำคัญเลยครับ
ท่านที่เข้ามาอ่านถึงตรงนี้ ถ้าเป็น Project Manager หรือมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ Project Management มาบ้างก็น่าจะคุ้นเคยกับ Triple Constraint of Project Management หรือที่ผมเรียกเอาเองว่าสามเหลี่ยมมหัศจรรย์ ซึ่งก็คือ Scope (บางคนก็ว่า Quality) - Time –Cost ซึ่งหลักใหญ่ใจความของมันก็คือสิ่งที่ PM ต้องควบคุมให้ 3 สิ่งนี้เป็นอย่างที่มันควรจะเป็น ไอ้ตอนที่ผมเป็น Engineer ทำงานให้ Project ความคิดของเรามันก็ไม่ได้มี Business Logic และไม่ได้คำนึงถึงเรื่องอื่นๆ นักหรอกครับ สามเหลี่ยมของผมมันก็จะใหญ่ๆ เสมอ ความคิดที่เป็นปกติวิสัยก็คือ
- อยากทำงานให้ออกมาดีที่สุด ใช้ของดีๆ Spec เทพ Feature ล้ำ งานเนี้ยบ Subcontractor เจ๋งๆ
- ทำไมพี่ให้เวลาน้อยจัง งานแบบนี้ผมต้องใช้เวลานะพี่ ขออีก 2 เดือนได้มั้ย
- ขอ Cost เพิ่มอีก 3 แสน คนอีก 5 คนดิพี่ ผมว่า Budget แค่นี้ไม่พอหรอก
ไม่แปลกหรอกครับ แต่อยากจะบอกน้องๆ Engineer และพี่ๆ สาย Specialist เฉพาะทางทั้งหลายว่า พวกผมในฐานะ PM เข้าใจดีครับถึงความปราถนาดีและความคาดหวังในผลงานของพี่ๆ น้องๆ แต่อยากให้เข้าใจว่าถ้าเรามองในบริบทของธุรกิจ มองในมุมที่มีปัจจัยด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องมันคงไม่สามารถเป็นได้อย่างที่เราคิดทั้งหมดหรอกครับ ในฐานะ PM เรามีหน้าที่ต้องทำงานให้อยู่ใน Scope และ Quality ที่ได้ตกลงกันไว้ ด้วยเวลาและต้นทุนที่บริษัทยอมรับได้ ที่พวกผมตัดโน่นตัดนี่ ลดโน่นนิดนี่หน่อยก็เพราะปัจจัยต่างๆ เหล่านี้แหละครับ ลองว่าถ้าเราได้ดั่งใจไปเสียหมด ทำทุกอย่างให้ดีที่สุดเวลาไม่จำกัด ต้นทุนไม่จำกัด บริษัทจะอยู่ได้อย่างไร เอาเงินเดือนที่ไหนมาจ่ายเราล่ะครับ
ตอนแรกผมก็กะเขียนแบบรวดเดียวจบ หลายๆ เรื่องแต่ดูแล้วน่าจะยาก เพราะมีหลายๆ เรื่องที่ยังอยากเล่าอยาก Share ไม่ว่าจะเป็น PM vs. Sales, PM vs. Operation, PM vs. Management หลายๆ เรื่องเลยครับ ดังนั้นขอเขียนเป็นตอนๆ ดีกว่าจะได้เล่าได้ละเอียด จะพยายามไม่ให้ขาดตอนนะครับ