ไม่แน่ว่าเป็นอะไร

กระทู้สนทนา
ก็แล ด้วยเหตุนี้ ฆราวาส ที่สำคัญตนว่าเป็น สมณะ ก็คงเช่นดังอรรถธิบายนี้ เขาจักไปที่ไหน  ดังนี้



ในข้อนี้ท่านนำเรื่องนี้มาเป็นอุทาหรณ์ดังต่อไปนี้.
เล่ากันว่า   จุลลมารดามีบุตรหัวโล้น.  มหามารดามีบุตรหัวไม่โล้น.
มารดาทั้งสองต่างก็แต่งตัวบุตรนั้น.  บุตรคนนั้นก็ลุกขึ้น   คิดว่า     เราเป็น
ลูกของจุลลมารดาหรือ.    เมื่อเป็นเช่นนี้ย่อมสงสัยว่า    เราเป็นหรือหนอ.
ด้วยบทว่า   โน   นุโขสฺมิ   ความว่า   สงสัยว่า   ตนไม่มี.  แม้ในข้อนี้มีเรื่อง
นี้เป็นอุทาหรณ์.
เล่ากันว่า  มีชายคนหนึ่ง  เมื่อจะจับปลา  จึงฟันขาของตนซึ่งเย็น
เพราะยืนอยู่ในน้ำนาน      โดยคิดว่าเป็นปลา.      อีกคนกำลังรักษานาอยู่
ข้าง ๆ ป่าช้า  กลัวผี   จึงนอนชันเข่า  พอเขาตื่นขึ้น   คิดว่าเข่าทั้ง  ๒
ของตนเป็นยักษ์  ๒  ตน   จึงฟันฉับเข้าให้.  ด้วยประการดังว่ามานี้  จึงเกิด
มีความสงสัยว่า  เราเป็นหรือไม่หนอ.
บทว่า  กึ  นุโขสฺมิ ความว่า  เป็นกษัตริย์อยู่  ก็สงสัยว่า ตัวเอง
เป็นกษัตริย์หรือ.  ในคำที่เหลือ  ก็มีนัยเช่นนี้.  ก็ผู้ที่เป็นเทวดา  ชื่อว่า
จะไม่รู้ว่า  ตัวเองเป็นเทวดาย่อมไม่มี   แต่เทพแม้นั้น  ก็ย่อมสงสัย   โดย
นัยมีอาทิว่า  เรามีรูปร่าง  หรือไม่มีรูปร่าง.   หากจะมีคำถามว่า   เพราะ
เหตุไร  กษัตริย์เป็นต้น  จึงไม่รู้เล่า.  ตอบว่า   เพราะกษัตริย์เป็นต้นเหล่า
นั้น  เกิดในตระกูลนั้น ๆ  ไม่เป็นที่ประจักษ์ชัด.   อีกอย่างหนึ่ง  พวก
คฤหัสถ์สำคัญตัวว่าเป็นบรรพชิต  ซึ่งถือลัทธินิกายโปตลกะเป็นต้น  แม้
บรรพชิตก็สำคัญตัวเองว่าเป็นคฤหัสถ์  โดยนัยมีอาทิว่า    กรรมของเรา
กำเริบหรือไม่หนอ.  อีกอย่างหนึ่ง  พวกมนุษย์ก็สำคัญว่า   ตนเป็นเทวดา
เหมือนพระราชาฉะนั้น.

(พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้าที่ ๑๐๒)
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่