เผือกร้อนแยกท่อก๊าซ ปตท. "คลัง" ใช้กองทุนวายุภักษ์ถือหุ้นบริษัทใหม่

รายงานข่าว - หลังจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติเห็นชอบให้ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ดำเนินการแยกกิจการท่อก๊าซธรรมชาติออกจากกิจการจัดหา และจำหน่าย พร้อมทั้งให้ดำเนินการ จัดตั้ง "บริษัทใหม่" ในรูปของบริษัทจำกัด โดยที่ไม่มีการแปรรูป
    
ในช่วงเริ่มต้นยังคงให้ ปตท.ถือหุ้น 100% หลังจากนั้นจะดำเนินการให้กระทรวงการคลังเข้ามาถือหุ้นในสัดส่วน 20-25% หรืออาจจะขยับสัดส่วนเพิ่มขึ้นตามความเหมาะสม
            
แต่องค์กรภาคประชาชนหลายฝ่าย ยังคงตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในขั้นตอนการคืนกิจการท่อก๊าซดังกล่าว ผ่านโซเชียล เน็ตเวิร์กต่อเนื่อง  ดังนั้น กระทรวงพลังงาน และ ปตท.จึงไม่ปล่อยให้เกิดความเข้าใจผิดในข้อมูลเหล่านี้อีกต่อไป ในช่วงรอยต่อที่การปฏิรูปพลังงานเริ่มจะงวดขึ้นเรื่อย ๆ พร้อม ตั้งโต๊ะชี้แจงต่อเนื่อง
          
  ล่าสุด นายอารีย์พงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน ชี้แจงว่า การดำเนินการแยกกิจการท่อก๊าซนั้น เพื่อให้เกิดการแข่งขันในธุรกิจมากขึ้น โดยที่สถานะทรัพย์สินของธุรกิจท่อก๊าซที่ก่อนหน้านี้บริหารจัดการโดย ปตท.เป็นหลัก ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง เน้นไปที่การจัดโครงสร้างเป็นหลัก เอกชนรายอื่น ๆ สามารถเข้ามา ใช้ประโยชน์จากท่อได้
            
ในธุรกิจท่อก๊าซจะถูกดำเนินการ "แยกบัญชี" ออกมา สิทธิ์ในการใช้ท่ออยู่ที่ การกำกับดูแลโดยภาครัฐ ที่มีถึง 2 ชั้น คือ       1) กระทรวงการคลัง และ 2) คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ฉะนั้น ขอให้เชื่อมั่นว่าธุรกิจก๊าซ จะไม่มีการ "ผูกขาด" ผู้ประกอบการในธุรกิจก๊าซสามารถไปจัดหามาจากแหล่งใดก็ได้ และเข้ามาใช้บริการผ่านท่อในอัตราที่ชัดเจน
          
ทางกระทรวงการคลังยืนยันว่า ทรัพย์สินทั้งหลายในธุรกิจท่อก๊าซนั้น ปตท.ได้ดำเนินการ "คืนครบ" ทั้งหมดแล้ว ในส่วนของการถือหุ้นกิจการท่อก๊าซในอนาคตของกระทรวงการคลังนั้น มีหลายแนวทาง คือ กระทรวงการคลังถือหุ้นโดยตรง ถือหุ้น ผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Inflastruture Fund) หรือการถือผ่าน กองทุนวายุภักษ์ สำหรับกองทุนวายุภักษ์ ในขณะนี้มีเงินอยู่ที่ระดับไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านบาท และได้ถูกวางยุทธศาสตร์การ ลงทุนในทรัพย์สินที่สำคัญ ๆ ด้วย
  
ในขณะที่ ปตท. โดย นาย ไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ได้ชี้แจงกระบวนการแยกกิจการท่อก๊าซ ในช่วงที่ผ่านมาใน 3 ประเด็นหลัก คือ 1) หลังจากศาลปกครองสูงสุด วินิจฉัยให้ ปตท.คืนทรัพย์สินที่ได้จากการ ใช้อำนาจมหาชนของรัฐเวนคืน/ลิดรอนสิทธิเหนือที่ดินเอกชนและการใช้เงินลงทุนของรัฐ ทรัพย์สินส่วนนี้ได้โอนคืนมาตั้งแต่ปี 2551 ซึ่งไม่รวมท่อในทะเล และศาลปกครองมีบันทึกยืนยันว่า คืนทรัพย์สินตามคำพิพากษาแล้ว  2) ท่อส่งก๊าซที่ต้องโอนไปยังบริษัทใหม่นั้นเป็นทรัพย์สินส่วนที่ ปตท.เป็นเจ้าของ ส่วนทรัพย์สินส่วนของกระทรวงการคลังได้แบ่งแยกคืนไปแล้ว ซึ่งบริษัทท่อใหม่ต้องทำสัญญาใช้ทรัพย์สิน โดยจ่ายค่าตอบแทนให้กรมธนารักษ์   3) นโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องการปฏิรูปพลังงาน ไม่ใช่แปรรูปปตท. ครั้งที่ 2 เพื่อสร้างธุรกิจเสรี ลดการผูกขาด การแยกธุรกิจท่อก๊าซออกมา เพื่อเพิ่มโอกาสให้ทุกคนได้ใช้บริการขนส่งก๊าซทางท่อ ภายใต้การกำกับดูแล ของ กกพ.ในอัตราค่าบริการที่เป็นธรรม
    
นอกจากนี้ ล่าสุด กกพ.ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นข้อกำหนดเกี่ยวกับการเปิดให้ใช้ หรือเชื่อมต่อระบบส่งก๊าซ และสถานีก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) แก่บุคคลที่ 3 หรือ Third party Access Regime ก่อนที่จะ ประกาศใช้อย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคม 2558 และเป้าหมายการแยกธุรกิจท่อก๊าซที่ต้องให้แล้วเสร็จภายในมิถุนายน 2558

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1409035520
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่