คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 8
ถ้าเป็นศึกเสียกรุงศรีอยุธยา เอาจริงๆ คือ ไม่มีสาย ข. และ สาย ค. กับ ง. คือเส้นทางเดียวกัน เพราะ ทัพหลักของมหานรธาออกตัวที่เมืองทวาย
บันทึกส่วนมากบอกว่า ทัพพม่าสายทวายมาเข้าเขตไทยที่ราชบุรี แล้ว ต่อเข้าเพชรบุรีก่อนวกขึ้นไปทำลายหัวเมืองทางภาคตต. ก่อนจะเริ่มเคลื่อนเข้ากวาดล้างชุมชนมอญที่รวมตัวกันต่อต้านพม่า ตามแนวป้องกันทางใต้กรุงศรีฯที่สีกุก,ธนบุรี,นนทบุรี ทบ.นี้ยังเป็นประเด็นหลักที่ยังสมเหตุผลในทางการมากกว่า ลงไปตีถึงชุมพรนะ
เอาจริงๆ ชื่อ เมือง สะวานโปง ในมหาราชวงศ์ เอาจริงก็ยังไม่ชัดว่า จะใช่ "ชุมพร" แล้วถ้าพิจารณาเส้นทางเดินทัพกับเวลาที่ทัพสายทวายเข้าประชิดเมือง
เส้นจากเพชรบุรีลงไปถึงชุมพรนี่ นอกจากเสียเวลายาวเดินทางเกินไป ยังเจอพื้นที่ๆเป็นเส้นทางลูกคลื่น ซึ่งเคลื่อนพวกปืนใหญ่ล้อลาก-เกวียนสัมภาระสำหรับทหารพม่า 3 หมื่นคนจะมาได้ลำบากสุดๆ ขนาดสมัยนี้เป็นถนนลาดยางแล้วนะ ถ้าเป็นยุคโบราณที่เป็นทางลูกรัง ก็ลำบากทวีคูณ ยังไม่รวมกองทัพไทยที่วางแนวป้องกันตามรายทาง(ราชบุรี - เพชรบุรี - สีกุก)ต้องเสียเวลาหักด่านแต่ละแห่ง 7-15 วันอีก ถ้าเดินเส้นทางตามนี้ไม่มีทางเคลื่อนเข้ามาใกล้กรุงศรีอยุธยาในเวลาแค่ 2-3 เดือนแน่ๆ
บันทึกส่วนมากบอกว่า ทัพพม่าสายทวายมาเข้าเขตไทยที่ราชบุรี แล้ว ต่อเข้าเพชรบุรีก่อนวกขึ้นไปทำลายหัวเมืองทางภาคตต. ก่อนจะเริ่มเคลื่อนเข้ากวาดล้างชุมชนมอญที่รวมตัวกันต่อต้านพม่า ตามแนวป้องกันทางใต้กรุงศรีฯที่สีกุก,ธนบุรี,นนทบุรี ทบ.นี้ยังเป็นประเด็นหลักที่ยังสมเหตุผลในทางการมากกว่า ลงไปตีถึงชุมพรนะ
เอาจริงๆ ชื่อ เมือง สะวานโปง ในมหาราชวงศ์ เอาจริงก็ยังไม่ชัดว่า จะใช่ "ชุมพร" แล้วถ้าพิจารณาเส้นทางเดินทัพกับเวลาที่ทัพสายทวายเข้าประชิดเมือง
เส้นจากเพชรบุรีลงไปถึงชุมพรนี่ นอกจากเสียเวลายาวเดินทางเกินไป ยังเจอพื้นที่ๆเป็นเส้นทางลูกคลื่น ซึ่งเคลื่อนพวกปืนใหญ่ล้อลาก-เกวียนสัมภาระสำหรับทหารพม่า 3 หมื่นคนจะมาได้ลำบากสุดๆ ขนาดสมัยนี้เป็นถนนลาดยางแล้วนะ ถ้าเป็นยุคโบราณที่เป็นทางลูกรัง ก็ลำบากทวีคูณ ยังไม่รวมกองทัพไทยที่วางแนวป้องกันตามรายทาง(ราชบุรี - เพชรบุรี - สีกุก)ต้องเสียเวลาหักด่านแต่ละแห่ง 7-15 วันอีก ถ้าเดินเส้นทางตามนี้ไม่มีทางเคลื่อนเข้ามาใกล้กรุงศรีอยุธยาในเวลาแค่ 2-3 เดือนแน่ๆ
แสดงความคิดเห็น
กองทัพอังวะใช้ทางใด ผ่านที่ใดเพื่อไปกรุศรีอยุธยา
ทัพ ก โดยตีหัวเมืองทางเหนือแล้วเมื่อหัวเมืองทางเหนือ เช่น ล้านนาและล้านช้าง ก็ได้ยอมตกเป็นของพม่าในที่สุดแล้วผ่านเมืองตาก กำแพงเพชร สุโขทัย
และพิษณุโลก แล้วเข้ากรุงศรีอยุธยา
ทัพ ข เริ่มต้นทัพที่เมาะตะมะแล้วผ่านสุพรรณบุรี แล้วเข้ากรุงศรีอยุธยา
ทัพ ค เริ่มต้นทัพที่ทวาย แล้วผ่านด่านพระเจดีย์สามองค์ แล้วสมทบทัพ ง ที่นนทบุรี แล้วเข้ากรุงศรีอยุธยา
ทัพ ง เริ่มต้นทัพที่ทวาย ผ่านมะริด ตระนาวศรี ผ่านชุมพร เพชรบุรี แล้วผ่านนทบุรี เข้ากรุงศรีอยุธยาในที่สุด
เมื่อระหว่างทางเดินทัพของพม่าที่เข้ากรุงศรีอยุธยา เช่น
วีรกรรมชาวบ้านบางระจัน โดยรวบรวมมาจาก เมืองวิเศษชัยชาญ เมืองสรรคบุรีและเมืองอื่นๆมารวมต่อต้านพม่าไม่ให้เข้ากรุงศรีอยุธยาได้
โดยมีหัวหน้าบาระจันคือ นายดอก นายทองแก้ว ขุนสรรค์ พันเรือง นายโชติ นายทองเหม็น นายอิน นายเมือง นายทองแสนใหญ่ นายจันหนวดเขี้ยว
และได้นิมนต์พระอาจารย์ธรรมโชติ มาที่วัดโพธิ์เก้าต้นที่ค่ายบางระจัน จากนั้นเมื่อกองทัพพม่า ทัพแรก เมื่อทัพพม่าทัพแรกไมาสามารถตีค่ายบางระจันได้แต่ถูกชาวบ้านบางระจันสังหาร ทัพระลอกที่ 2 แต่ถูกชาวบ้านบางระจันฆ่าตาย ทัพระลอกที่ 3 แต่ก็โดนชาวบ้านบางระจันสังหารเช่นเดียวกัน
ทัพระลอกที่ 4 แต่ถูกสังหารของชาวบางระจันเช่นดียวกัน ทัพระลอกที่ 5 ,6,7,8 แต่ถูกสังหารโดยชาวบ้านบางระจันเช่นเดียวกัน
เมื่อเนเหมียวเสหบดีกำลังหาทางตีค่ายบางระจันให้แตก แต่สุกี้พระนายกองเชื้อสายมอญ จึงขออาสาตีค่ายบางระจันให้จงได้ จากนั้นทำให้ชาวบ้านได้หนีพม่าออกจากค่ายบางระจันกันหมดทำชาวบ้านบางระจันไม่สามารถที่จะสู้พม่าต่อได้ ทำค่ายบางระจันแตกในที่สุด
วีรกรรมขุนรองปลัดชู เมื่อขุนรองปลัดชูรู้ข่าวว่ากองทัพพม่ากำลังมาตีกรุงศรีอยุธยา จากนั้นขุนรองปลัดชู จัดหาลูกศิษย์ แล้วใช้วิชาดาบอาทมาต
นำมาฝึกสอน จากนั้นจึงเดินทัพไปตั้งรับที่หาดหว้าขาว จึงให้คนไปตรวจดูว่า กองทัพพม่ามี 2000 คน แต่กองทัพของขุนรองปลัดชูมีแค่ 400 คน
แต่ก็พ่ายแพ้ในที่สุด