เมื่อคืนนั่งดูฮอร์โมนตอนเต้ยแล้วรู้สึกขนลุกมาก นึกถึงสิ่งที่ตัวเองเคยเจอในอดีต แทบจะเหมือนกันเลยค่ะแต่เราไม่รุนแรงเท่าเต้ย
เล่าเลยนะคะ ตอนนั้นเป็นช่วงปิดเทอมม.2 กำลังจะขึ้นม.3 เราย้ายโรงเรียนกลับมาที่บ้านเกิด ตั้งใจจะสอบชิงทุนสิงคโปร์ของเด็กมัธยม
เลยหาที่เรียนพิเศษอังกฤษตัวต่อตัว ซึ่งแม่ก็พามาเรียนกับครูคนหนึ่งเป็นผู้ชายอายุประมาณสี่สิบเกือบๆ ห้าสิบ ไม่ได้หล่อดูดีแบบในฮอร์โมน
แต่แกก็แข็งแรงสำหรับคนอายุเท่านี้ มีคนแนะนำแม่เรามาอีกทีค่ะว่าแกเก่งมาก เคยเป็นครูสอนในโรงเรียนมาก่อนด้วย
มาถึงวันแรกเราก็ชอบแกมากเลยค่ะ ชอบในฐานะครูนะคะเพราะแกสอนดี มีเทคนิคเยอะแยะ พูดจาก็ดี เหมือนครูแก่ๆ ใจดีทั่วไป
เราเรียนคนเดียวที่บ้านของแกค่ะ ลักษณะบ้านคือเป็นบ้านเดี่ยวสองชั้น อยู่หลังมุมเลย ท้ายซอย เงียบมาก มีแต่สนามหญ้า ตรงข้ามบ้านก็คือที่ว่างๆ อีกนั่นแหละ ไม่ใช่บ้านคน วันแรกกลับมาก็เล่าให้แม่ฟังว่าชอบเรียนกับแก อย่างนู้นอย่างนี้มีความสุขมาก เพราะเราเพิ่งย้ายโรงเรียนมา ไม่มีเพื่อน
พอวันที่สองก็เกิดเรื่อง แม่ก็พาเรามาส่ง ครูเขานั่งดูทีวีอยู่ในบ้านเป็นสารคดีภาษาอังกฤษ พอแม่กลับไปแล้วแกก็เรียกเราเข้าไปให้นั่งดูด้วยกัน
ไอ้เราก็นึกว่าคงจะฝึกให้เราฟัง แต่เปล่าค่ะ แกจู่โจมรวดเร็วมาก เรานั่งขัดสมาธิอยู่ที่พื้น แกเดินมานั่งข้างๆ ไม่ข้างเปล่านะคะ นั่งขัดสมาธิเอาขาข้างหนึ่งทับขาเรา ตอนนั้นตกใจ เอะใจแล้วค่ะ แต่ทำเป็นไม่รู้เรื่องแอ๊บไร้เดียงสา แล้วแกก็ดึงมือเราไปแล้วพูดเหมือนในฮอร์โมนเลยว่า
"มือนิ่มจัง"
แล้วก็ลูบไปลูบมาทำท่าดูลายมือให้ เราก็ค่อยๆดึงมือกลับแล้วก็ขยับตัวหนี แต่ทำแบบไม่กระโตกกระตาก เพราะตอนนั้นอยู่กันสองคน เราคิดว่าถ้าเราร้องปุ๊บเราโดนข่มขืนแน่ แถมไม่มีใครได้ยินด้วย ทำเป็นเนียนๆไปดีกว่า พอดึงมือดึงตัวออกมาแล้วแกก็ไม่หยุด ขยับมาทับขาเราใหม่ ลูบไปลูบมาสักพักแกก็ให้เราไปนั่งเรียนที่โต๊ะ
ลักษณะโต๊ะเป็นแบบนี้
เก้าอี้ที่นั่งมันตรงกับประตูเข้าห้องรับแขกพอดี ประมาณว่าลากเข้าเมื่อไหร่ก็ได้เพราะโต๊ะเรียนใหญ่ กั้นไว้ทุกทาง
พอมาถึงนั่งที่โต๊ะเราก็จะร้องไห้แล้วล่ะ แต่เก็บอาการ กลัวมากๆ สมัยนั้นเราไม่มีโทรศัพท์มือถือใช้ค่ะ พอเราไปนั่งปุ๊บแกเดินตามหาโอบหลังเลยค่ะ แบบคร่อมตัวเลยแล้วทำเป็นจับมือเราเขียนหนังสือแล้วก็บอกว่า
"น้อง...น่ารักจังเลยนะ ใช้ครีมอะไร ทำไมมือนุ่มจัง"
แล้วก็ลูบไปลูบมา ตอนนั้นเราทำอย่างเดียวคือกวาดตาดูว่าจะหนีได้ยังไง มีใครมั้ย แต่ช่วยอะไรไม่ได้เลยค่ะ เพราะรั้วบ้านสูง ทึบ แถวนั้นไม่มีคนผ่านไปผ่านมา
หลังจากนั้นเริ่มหนัก แกเอาเป้ามาถูหลังเราค่ะ เราไม่รู้หรอกว่าตอนนั้นภาพเป็นยังไงเพราะไม่ได้หันไปมอง นั่งตัวแข็ง แต่รู้สึกได้จากท่าที่คร่อมเราด้านหลัง ทำแบบนั้นนานมาก เราก็นิ่งอย่างเดียว ให้แกคิดว่าไร้เดียงสาหรือไม่ก็สมยอมไปซะ แต่วันนั้นถือเป็นวันโชคดีของเรามากๆค่ะ เพราะสักพักยังไม่ทันทำไรมากกว่านั้นก็มีลูกศิษย์แกที่เป็นผู้หญิงมาสองคนกับผู้ชายหนึ่งคน แกรีบผละเราเข้าบ้านไปเลยแล้วก็ออกมาต้อนรับลูกศิษย์แบบไม่มีไรเกิดขึ้น เราดีใจมากๆ จะร้องไห้อยู่แล้ว พี่พวกนั้นเขาก็นั่งคุยกับครูไปจนแม่เรามารับค่ะ เราไม่กล้าเล่าให้พี่พวกนั้นฟังเพราะดูเขาจะเคารพกันมาก พอแม่มาถึงเราวิ่งออกนอกบ้านเลยไม่ไหว้ไม่ลา แต่แม่ก็เข้ามาลาครูตามปกติ เราไม่มองหน้าครูเลยค่ะ
แล้วเราก็เล่าให้แม่ฟัง ตอนแรกแม่ก็ดูไม่ค่อยเชื่อถามว่าโกหกเพราะขี้เกียจหรือเปล่า เรากับแม่สนิทกันนะคะ แต่ไม่กล้าที่จะคุยเรื่องเพศเลย จนอายุป่านนี้ก็ยังไม่เคยคุยเรื่องเพศกันสักครั้งค่ะ ต่างคนต่างอาย แต่วันนั้นเราก็ยืนกรานว่าจะไม่ไปเรียนอีก ยังไงก็ไม่ไป สุดท้ายแม่ก็ยอมค่ะ ทุกวันนี้เจอกับครูคนนั้นเราก็ไม่มองหน้า กลัว รู้สึกขยะแขยงแต่แม่เราก็ทักแกตามปกติ แกก็มองหน้าเราแต่ไม่พูดอะไร
สุดท้ายอยากจะบอกว่าคนที่เจอเหตุการณ์แบบนี้ เรียกสติให้ไวที่สุดค่ะ ในความคิดเราถ้ามองแล้วไม่มีใครพอจะช่วยได้จริงๆ อย่ากระโตกกระตาก อย่าทำท่าทางให้รู้ว่าตกใจกรีดร้อง ไม่งั้นโดนข่มขืนแน่ๆเลยค่ะ และที่สำคัญหลีกเลี่ยงการเรียนพิเศษแบบตัวต่อตัวเถอะค่ะ อันตรายมากจริงๆ
ป.ล. เรานึกย้อนกลับไปถ้าวันนั้นรุ่นพี่กลุ่มนั้นไม่มา เราก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกันค่ะ คงทำเป็นยอมแล้วได้โอกาสก็เตะหว่างขาวิ่งหนีคงเป็นทางที่ดีที่สุดมั้งคะ
แชร์อุทาหรณ์และวิธีเอาตัวรอดของเราจากกรณี Hormones season 2 ตอน "เต้ย"
เล่าเลยนะคะ ตอนนั้นเป็นช่วงปิดเทอมม.2 กำลังจะขึ้นม.3 เราย้ายโรงเรียนกลับมาที่บ้านเกิด ตั้งใจจะสอบชิงทุนสิงคโปร์ของเด็กมัธยม
เลยหาที่เรียนพิเศษอังกฤษตัวต่อตัว ซึ่งแม่ก็พามาเรียนกับครูคนหนึ่งเป็นผู้ชายอายุประมาณสี่สิบเกือบๆ ห้าสิบ ไม่ได้หล่อดูดีแบบในฮอร์โมน
แต่แกก็แข็งแรงสำหรับคนอายุเท่านี้ มีคนแนะนำแม่เรามาอีกทีค่ะว่าแกเก่งมาก เคยเป็นครูสอนในโรงเรียนมาก่อนด้วย
มาถึงวันแรกเราก็ชอบแกมากเลยค่ะ ชอบในฐานะครูนะคะเพราะแกสอนดี มีเทคนิคเยอะแยะ พูดจาก็ดี เหมือนครูแก่ๆ ใจดีทั่วไป
เราเรียนคนเดียวที่บ้านของแกค่ะ ลักษณะบ้านคือเป็นบ้านเดี่ยวสองชั้น อยู่หลังมุมเลย ท้ายซอย เงียบมาก มีแต่สนามหญ้า ตรงข้ามบ้านก็คือที่ว่างๆ อีกนั่นแหละ ไม่ใช่บ้านคน วันแรกกลับมาก็เล่าให้แม่ฟังว่าชอบเรียนกับแก อย่างนู้นอย่างนี้มีความสุขมาก เพราะเราเพิ่งย้ายโรงเรียนมา ไม่มีเพื่อน
พอวันที่สองก็เกิดเรื่อง แม่ก็พาเรามาส่ง ครูเขานั่งดูทีวีอยู่ในบ้านเป็นสารคดีภาษาอังกฤษ พอแม่กลับไปแล้วแกก็เรียกเราเข้าไปให้นั่งดูด้วยกัน
ไอ้เราก็นึกว่าคงจะฝึกให้เราฟัง แต่เปล่าค่ะ แกจู่โจมรวดเร็วมาก เรานั่งขัดสมาธิอยู่ที่พื้น แกเดินมานั่งข้างๆ ไม่ข้างเปล่านะคะ นั่งขัดสมาธิเอาขาข้างหนึ่งทับขาเรา ตอนนั้นตกใจ เอะใจแล้วค่ะ แต่ทำเป็นไม่รู้เรื่องแอ๊บไร้เดียงสา แล้วแกก็ดึงมือเราไปแล้วพูดเหมือนในฮอร์โมนเลยว่า
"มือนิ่มจัง"
แล้วก็ลูบไปลูบมาทำท่าดูลายมือให้ เราก็ค่อยๆดึงมือกลับแล้วก็ขยับตัวหนี แต่ทำแบบไม่กระโตกกระตาก เพราะตอนนั้นอยู่กันสองคน เราคิดว่าถ้าเราร้องปุ๊บเราโดนข่มขืนแน่ แถมไม่มีใครได้ยินด้วย ทำเป็นเนียนๆไปดีกว่า พอดึงมือดึงตัวออกมาแล้วแกก็ไม่หยุด ขยับมาทับขาเราใหม่ ลูบไปลูบมาสักพักแกก็ให้เราไปนั่งเรียนที่โต๊ะ
ลักษณะโต๊ะเป็นแบบนี้
เก้าอี้ที่นั่งมันตรงกับประตูเข้าห้องรับแขกพอดี ประมาณว่าลากเข้าเมื่อไหร่ก็ได้เพราะโต๊ะเรียนใหญ่ กั้นไว้ทุกทาง
พอมาถึงนั่งที่โต๊ะเราก็จะร้องไห้แล้วล่ะ แต่เก็บอาการ กลัวมากๆ สมัยนั้นเราไม่มีโทรศัพท์มือถือใช้ค่ะ พอเราไปนั่งปุ๊บแกเดินตามหาโอบหลังเลยค่ะ แบบคร่อมตัวเลยแล้วทำเป็นจับมือเราเขียนหนังสือแล้วก็บอกว่า
"น้อง...น่ารักจังเลยนะ ใช้ครีมอะไร ทำไมมือนุ่มจัง"
แล้วก็ลูบไปลูบมา ตอนนั้นเราทำอย่างเดียวคือกวาดตาดูว่าจะหนีได้ยังไง มีใครมั้ย แต่ช่วยอะไรไม่ได้เลยค่ะ เพราะรั้วบ้านสูง ทึบ แถวนั้นไม่มีคนผ่านไปผ่านมา
หลังจากนั้นเริ่มหนัก แกเอาเป้ามาถูหลังเราค่ะ เราไม่รู้หรอกว่าตอนนั้นภาพเป็นยังไงเพราะไม่ได้หันไปมอง นั่งตัวแข็ง แต่รู้สึกได้จากท่าที่คร่อมเราด้านหลัง ทำแบบนั้นนานมาก เราก็นิ่งอย่างเดียว ให้แกคิดว่าไร้เดียงสาหรือไม่ก็สมยอมไปซะ แต่วันนั้นถือเป็นวันโชคดีของเรามากๆค่ะ เพราะสักพักยังไม่ทันทำไรมากกว่านั้นก็มีลูกศิษย์แกที่เป็นผู้หญิงมาสองคนกับผู้ชายหนึ่งคน แกรีบผละเราเข้าบ้านไปเลยแล้วก็ออกมาต้อนรับลูกศิษย์แบบไม่มีไรเกิดขึ้น เราดีใจมากๆ จะร้องไห้อยู่แล้ว พี่พวกนั้นเขาก็นั่งคุยกับครูไปจนแม่เรามารับค่ะ เราไม่กล้าเล่าให้พี่พวกนั้นฟังเพราะดูเขาจะเคารพกันมาก พอแม่มาถึงเราวิ่งออกนอกบ้านเลยไม่ไหว้ไม่ลา แต่แม่ก็เข้ามาลาครูตามปกติ เราไม่มองหน้าครูเลยค่ะ
แล้วเราก็เล่าให้แม่ฟัง ตอนแรกแม่ก็ดูไม่ค่อยเชื่อถามว่าโกหกเพราะขี้เกียจหรือเปล่า เรากับแม่สนิทกันนะคะ แต่ไม่กล้าที่จะคุยเรื่องเพศเลย จนอายุป่านนี้ก็ยังไม่เคยคุยเรื่องเพศกันสักครั้งค่ะ ต่างคนต่างอาย แต่วันนั้นเราก็ยืนกรานว่าจะไม่ไปเรียนอีก ยังไงก็ไม่ไป สุดท้ายแม่ก็ยอมค่ะ ทุกวันนี้เจอกับครูคนนั้นเราก็ไม่มองหน้า กลัว รู้สึกขยะแขยงแต่แม่เราก็ทักแกตามปกติ แกก็มองหน้าเราแต่ไม่พูดอะไร
สุดท้ายอยากจะบอกว่าคนที่เจอเหตุการณ์แบบนี้ เรียกสติให้ไวที่สุดค่ะ ในความคิดเราถ้ามองแล้วไม่มีใครพอจะช่วยได้จริงๆ อย่ากระโตกกระตาก อย่าทำท่าทางให้รู้ว่าตกใจกรีดร้อง ไม่งั้นโดนข่มขืนแน่ๆเลยค่ะ และที่สำคัญหลีกเลี่ยงการเรียนพิเศษแบบตัวต่อตัวเถอะค่ะ อันตรายมากจริงๆ
ป.ล. เรานึกย้อนกลับไปถ้าวันนั้นรุ่นพี่กลุ่มนั้นไม่มา เราก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกันค่ะ คงทำเป็นยอมแล้วได้โอกาสก็เตะหว่างขาวิ่งหนีคงเป็นทางที่ดีที่สุดมั้งคะ