รักยิ่งใหญ่จากใจ "แม่" แบกลูกขึ้นหลังส่งเรียนถึงมหาวิทยาลัย
__เนื่อง จากการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อบกพร่องมาตั้งแต่กำเนิด ส่งผลให้ "หวงเสี่ยว์จวิน" บุตรชาย ต้องให้ "ซีสุ่ยอิง" ผู้เป็นแม่ แบกขึ้นหลังไปโรงเรียนมากว่า 13 ปี ตั้งแต่เริ่มเข้าโรงเรียนอนุบาล ประถมศึกษา จนกระทั่งจบมัธยมศึกษา และวันนี้ด้วยคะแนนสอบ 587 คะแนนในแผนวิทย์ ส่งผลให้ "เสี่ยว์จวิน" ได้รับการตอบรับจาก "มหาวิทยาลัยโพลีเทคนิกเจ้อเจียง" ให้เข้ารายงานตัวเป็นนักศึกษา
__แม่ของเขากล่าวอย่างภาคภูมิว่า "จะแบกลูกชายคนนี้ไปเรียน จนกว่าจะจบมหาวิทยาลัยอย่างแน่นอน"
__คำถาม?? หนึ่งที่หลายคนอยากจะถาม "ซีสุ่ยอิง" คือ
____"แรงผลักดันดันใดกัน ที่ทำให้แม่คนหนึ่งยินยอมพร้อมใจ มาเป็นเท้าทั้งสองข้างของลูกชาย ซึ่งต้องเดินทางจากถนนเล็กๆ บนภูเขาซึ่งเฉอะแฉะไปด้วยโคลนตมจนกระทั่งขึ้นมาสู่ตึกใหญ่ในเมืองทีละชั้น ละชั้น เป็นอย่างนี้มากว่า 10 ปีW
__ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด แต่คาดว่าคำตอบของคำถามนี้ จะต้องเต็มไปด้วยความรักที่เปี่ยมล้นอย่างแน่นอนสุ่ยอิง ตรงหน้า คือหญิงชาวบ้านที่แต่งกายเรียบง่ายคนหนึ่ง เธอเป็นชาวเมืองฟู่หยัง ซึ่งคำตอบของคำถามข้างต้น ก็ออกมาจากปากของเธออย่างเรียบง่าย ทว่าหนักแน่นว่า “ฉัน ดูทีวียังไม่เข้าใจ อ่านหนังสือพิมพ์ยิ่งอ่านไม่ออก แต่ฉันไม่มีทางยอมให้ลูกชายพิการของฉันเป็นอย่างที่ฉันเป็น”
__หลังจากนั้น "ซีสุ่ยอิง" ได้เล่าถึงเส้นทางชีวิตอันยากลำบาก ที่ต้องฝ่าฟันของเธอกับลูกชายคนเดียวว่า ตอนนั้น คนในหมู่บ้านพากันเตือนฉันว่า "ลูกชายพิการถึงขนาดนี้แล้ว เอาไปทิ้งที่สถานีรถไฟให้คนอื่นมาเก็บไปเลี้ยง อาจจะดีกว่า” แน่ นอนว่า "ซีสุ่ยอิง" ไม่เห็นด้วย เธอยังคงก้มหน้าก้มตาแบกลูกชายขึ้นหลัง เพื่อไปเข้าเรียนอนุบาล ไปเข้าเรียนชั้นประถม... ต่อไป และต่อไป ทั้ง นี้ "ซีสุ่ยอิง" ไม่เคยลืมโรงเรียนมัธยมที่สองแห่งเมืองฟู่หยัง ที่ให้ความช่วยเหลือเธอและลูก ด้วยการให้ห้องพักฟรีแก่สองแม่ลูกหนึ่งห้อง นอกจากนั้นยังรับซีสุ่ยอิงเข้าเป็นพนักงานทำความสะอาดของโรงเรียนอีกด้วย
__กระนั้น ในเวลาประมาณ 6 โมงเช้าของทุกๆ วันเรียน ซีสุ่ยอิงจะต้องแบกลูกชายจากห้องพักชั้น 3 ลงมาข้างล่าง และแบกขึ้นไปส่งยังชั้น 5 ของตึกเรียนอีกตึกหนึ่ง “ลูกสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้ว ยังไงฉันก็จะแบกเขาไปเรียนต่อไป” ซีสุ่ยอิง กล่าวอย่างแข็งขัน
__เมื่อเล่าถึงเส้นทางชีวิตอันแสน ลำบากของลูกชายคนนี้ ที่ต้องฝ่าฟัน ผู้เป็นแม่อดไม่ได้ที่จะร้องไห้ออกมา อย่างไรก็ตามความแข็งขันดังกล่าว ได้ลดทอนลงไป ตามจำนวนเงินในกระเป๋าของสองแม่ลูก ที่มีอยู่อย่างจำกัดจำเขี่ย แต่!! หลังจากการลงข่าวของหนังสือพิมพ์ฉบับบ่าย "เฉียนเจียง" ส่งผลให้มีผู้อ่านใจบุญทะยอยยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ซีสุ่ยอิงกล่าวว่า “ต้องขอขอบคุณหนังสือพิมพ์ฉบับบ่ายเฉียนเจียงที่ช่วยเหลือ ทำให้ฉันสะสมค่าเทอมในปีแรกของลูกชายได้ครบแล้ว” “ฉันจะแบกลูกชาย ไปจนกว่าเขาจะเรียนจบมหาวิทยาลัย” ซีสุ่ยอิง จบการสนทนาลงตรงคำกล่าวที่มุ่งมั่นนี้ ราวกับจะตอกย้ำกับตัวเองไปพร้อมกัน
นี่แหละ คนเป็น "แม่" ที่มอบความรักให้แก่ลูก แม้จะยากลำบากสักเพียงไหน ก็ยอมกัดฟันฝืนสู้ด้วยความพยายามอย่างที่สุด เพียงเพื่อให้ "ลูก" ได้รับ การศึกษา และ โอกาส อย่างดีที่สุด ดังนั้น คนเป็น "ลูก" แม้จะไม่ได้พิการแบบ "ซีสุ่ยอิง" มีสองขา สองมือ และสมองที่ปกติทั่วไป ทั้งฐานะทางครอบครัวแม้บางคนจะไม่ได้ร่ำรวย แต่ก็ไม่ได้ลำบาก จึงขอให้ คนที่เป็น "ลูก" ทั้งหลาย ได้สึกนึกถึงความยากลำบากของ บิดา-มารดา หรือผู้ที่ให้การอุปการะฯ ตนให้มีโอกาสทางการศึกษา ก็ควนที่จะตั้งใจเรียน ให้ได้ทั้งความรู้และ วุฒิการศึกษา อย่ามัวหลงระเริง ในเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ของ "ผู้มีหน้าที่ศึกษาเล่าเรียน"
หงั่นติ่นซั่ง.....24-07-14
(ขออนุญาตเอามาแชร์ให้อ่านกันอีกรอบนะครับ)
รักยิ่งใหญ่จากใจ "แม่" แบกลูกขึ้นหลังส่งเรียนถึงมหาวิทยาลัย
__เนื่อง จากการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อบกพร่องมาตั้งแต่กำเนิด ส่งผลให้ "หวงเสี่ยว์จวิน" บุตรชาย ต้องให้ "ซีสุ่ยอิง" ผู้เป็นแม่ แบกขึ้นหลังไปโรงเรียนมากว่า 13 ปี ตั้งแต่เริ่มเข้าโรงเรียนอนุบาล ประถมศึกษา จนกระทั่งจบมัธยมศึกษา และวันนี้ด้วยคะแนนสอบ 587 คะแนนในแผนวิทย์ ส่งผลให้ "เสี่ยว์จวิน" ได้รับการตอบรับจาก "มหาวิทยาลัยโพลีเทคนิกเจ้อเจียง" ให้เข้ารายงานตัวเป็นนักศึกษา
__แม่ของเขากล่าวอย่างภาคภูมิว่า "จะแบกลูกชายคนนี้ไปเรียน จนกว่าจะจบมหาวิทยาลัยอย่างแน่นอน"
__คำถาม?? หนึ่งที่หลายคนอยากจะถาม "ซีสุ่ยอิง" คือ
____"แรงผลักดันดันใดกัน ที่ทำให้แม่คนหนึ่งยินยอมพร้อมใจ มาเป็นเท้าทั้งสองข้างของลูกชาย ซึ่งต้องเดินทางจากถนนเล็กๆ บนภูเขาซึ่งเฉอะแฉะไปด้วยโคลนตมจนกระทั่งขึ้นมาสู่ตึกใหญ่ในเมืองทีละชั้น ละชั้น เป็นอย่างนี้มากว่า 10 ปีW
__ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด แต่คาดว่าคำตอบของคำถามนี้ จะต้องเต็มไปด้วยความรักที่เปี่ยมล้นอย่างแน่นอนสุ่ยอิง ตรงหน้า คือหญิงชาวบ้านที่แต่งกายเรียบง่ายคนหนึ่ง เธอเป็นชาวเมืองฟู่หยัง ซึ่งคำตอบของคำถามข้างต้น ก็ออกมาจากปากของเธออย่างเรียบง่าย ทว่าหนักแน่นว่า “ฉัน ดูทีวียังไม่เข้าใจ อ่านหนังสือพิมพ์ยิ่งอ่านไม่ออก แต่ฉันไม่มีทางยอมให้ลูกชายพิการของฉันเป็นอย่างที่ฉันเป็น”
__หลังจากนั้น "ซีสุ่ยอิง" ได้เล่าถึงเส้นทางชีวิตอันยากลำบาก ที่ต้องฝ่าฟันของเธอกับลูกชายคนเดียวว่า ตอนนั้น คนในหมู่บ้านพากันเตือนฉันว่า "ลูกชายพิการถึงขนาดนี้แล้ว เอาไปทิ้งที่สถานีรถไฟให้คนอื่นมาเก็บไปเลี้ยง อาจจะดีกว่า” แน่ นอนว่า "ซีสุ่ยอิง" ไม่เห็นด้วย เธอยังคงก้มหน้าก้มตาแบกลูกชายขึ้นหลัง เพื่อไปเข้าเรียนอนุบาล ไปเข้าเรียนชั้นประถม... ต่อไป และต่อไป ทั้ง นี้ "ซีสุ่ยอิง" ไม่เคยลืมโรงเรียนมัธยมที่สองแห่งเมืองฟู่หยัง ที่ให้ความช่วยเหลือเธอและลูก ด้วยการให้ห้องพักฟรีแก่สองแม่ลูกหนึ่งห้อง นอกจากนั้นยังรับซีสุ่ยอิงเข้าเป็นพนักงานทำความสะอาดของโรงเรียนอีกด้วย
__กระนั้น ในเวลาประมาณ 6 โมงเช้าของทุกๆ วันเรียน ซีสุ่ยอิงจะต้องแบกลูกชายจากห้องพักชั้น 3 ลงมาข้างล่าง และแบกขึ้นไปส่งยังชั้น 5 ของตึกเรียนอีกตึกหนึ่ง “ลูกสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้ว ยังไงฉันก็จะแบกเขาไปเรียนต่อไป” ซีสุ่ยอิง กล่าวอย่างแข็งขัน
__เมื่อเล่าถึงเส้นทางชีวิตอันแสน ลำบากของลูกชายคนนี้ ที่ต้องฝ่าฟัน ผู้เป็นแม่อดไม่ได้ที่จะร้องไห้ออกมา อย่างไรก็ตามความแข็งขันดังกล่าว ได้ลดทอนลงไป ตามจำนวนเงินในกระเป๋าของสองแม่ลูก ที่มีอยู่อย่างจำกัดจำเขี่ย แต่!! หลังจากการลงข่าวของหนังสือพิมพ์ฉบับบ่าย "เฉียนเจียง" ส่งผลให้มีผู้อ่านใจบุญทะยอยยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ซีสุ่ยอิงกล่าวว่า “ต้องขอขอบคุณหนังสือพิมพ์ฉบับบ่ายเฉียนเจียงที่ช่วยเหลือ ทำให้ฉันสะสมค่าเทอมในปีแรกของลูกชายได้ครบแล้ว” “ฉันจะแบกลูกชาย ไปจนกว่าเขาจะเรียนจบมหาวิทยาลัย” ซีสุ่ยอิง จบการสนทนาลงตรงคำกล่าวที่มุ่งมั่นนี้ ราวกับจะตอกย้ำกับตัวเองไปพร้อมกัน
นี่แหละ คนเป็น "แม่" ที่มอบความรักให้แก่ลูก แม้จะยากลำบากสักเพียงไหน ก็ยอมกัดฟันฝืนสู้ด้วยความพยายามอย่างที่สุด เพียงเพื่อให้ "ลูก" ได้รับ การศึกษา และ โอกาส อย่างดีที่สุด ดังนั้น คนเป็น "ลูก" แม้จะไม่ได้พิการแบบ "ซีสุ่ยอิง" มีสองขา สองมือ และสมองที่ปกติทั่วไป ทั้งฐานะทางครอบครัวแม้บางคนจะไม่ได้ร่ำรวย แต่ก็ไม่ได้ลำบาก จึงขอให้ คนที่เป็น "ลูก" ทั้งหลาย ได้สึกนึกถึงความยากลำบากของ บิดา-มารดา หรือผู้ที่ให้การอุปการะฯ ตนให้มีโอกาสทางการศึกษา ก็ควนที่จะตั้งใจเรียน ให้ได้ทั้งความรู้และ วุฒิการศึกษา อย่ามัวหลงระเริง ในเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ของ "ผู้มีหน้าที่ศึกษาเล่าเรียน"
หงั่นติ่นซั่ง.....24-07-14
(ขออนุญาตเอามาแชร์ให้อ่านกันอีกรอบนะครับ)