บทความเล่าเรื่องเมืองเยรูซาเลม
โดยอาจารย์บรรจง บินกาซัน
ถ้าใครชอบศึกษาประวัติศาสตร์และศาสนา เมืองเยรูซาเลม เป็นแหล่งทัศนศึกษาอีกแห่งหนึ่งที่น่าไปเยี่ยมชม เพราะเมืองนี้เต็มไปด้วยร่องรอยหลักฐานของประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจและรอยเท้าของศาสดาคนสำคัญๆของโลก
แม้ผู้คนในเมืองเยรูซาเลมเคยมีบรรพบุรุษแห่งความศรัทธาร่วมกัน นั่นคือ อับราฮัม หรืออิบรอฮีม แต่ต่อมาลูกหลานของอับราฮัมได้เกิดมีความเชื่อที่แตกต่างกันจนแตกออกเป็นชาวยิว ชาวคริสเตียน และชาวมุสลิม กระนั้นก็ตาม ศาสนิกทั้งสามศาสนาต่างก็อยู่ร่วมกันอย่างสันติโดยเฉพาะเมื่อเมืองนี้อยู่ภายใต้การปกครองของมุสลิม
ภายในกำแพงเมืองเยรูซาเลมเก่าถูกแบ่งออกเป็นสี่เขตชุมชน เขตใหญ่ที่สุดคือ เขตของมุสลิม ซึ่งเข้าได้สะดวกทางประตูเฮโรด ชาวมุสลิมส่วนใหญ่ที่ตั้งใจจาริกไปเยือนมัสยิดอัลอักซอและโดมศิลาจะเข้าทางประตูนี้ซึ่งต้องเดินลัดเลาะขึ้นลงไปตามถนนแคบๆในกำแพงเมือง ใครที่ร่างกายไม่ฟิตพอก็ลำบากหน่อยในการเดินเยี่ยมชม
การเข้าชมเมืองไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมใดๆ แต่บริเวณมัสยิดอัลอักซอถือเป็นเขตที่ถูกสงวนไว้สำหรับมุสลิมเท่านั้น ด้านนอกของประตูเข้ามัสยิดอัลอักซอมีทหารอิสราเอลคอยเฝ้าอยู่เพื่อคอยสุ่มตรวจคนเข้าออก เมื่อเห็นคนแปลกหน้าก็จะถามว่าเป็นมุสลิมหรือไม่ หากไม่แน่ใจก็จะให้อ่านคัมภีร์กุรอาน ถ้าอ่านได้ก็จะให้เข้าไป
ส่วนประตูด้านในจะมีตำรวจปาเลสไตน์คอยเฝ้าดูการแต่งกายของผู้ที่จะเข้าไปโดยเฉพาะผู้หญิง ถ้าไม่ได้ตามมาตรฐานอิสลามก็จะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้า หญิงวัยรุ่นมุสลิมคนหนึ่งใส่กางเกงขายาวเข้ารูป ใส่เสื้อแขนยาวและคลุมผมอย่างดี แต่ก็ยังถูกเจ้าหน้าที่เตือนให้ไปหากระโปรงใส่เพื่อเป็นการแสดงความเคารพศาสนสถาน
มารยาทการเยี่ยมเยือนมัสยิดซึ่งเป็นสถานที่สำคัญทางศาสนาของชาวมุสลิมก็คือ การละหมาดเคารพมัสยิดเมื่อเข้าไปข้างในก่อนชื่นชมความงามในมัสยิด และหากมีเวลาก็จะรอคอยให้ถึงเวลาละหมาดประจำวันเพื่อที่จะละหมาดร่วมกันกับพี่น้องมุสลิมในท้องถิ่น
สถานที่สำคัญที่สุดในเขตชุมชนคริสเตียนก็คือ โบสถ์ที่ถูกสร้างขึ้นตรงบริเวณที่เชื่อกันว่าเป็นสถานที่ที่พระเยซูถูกตรึงกางเขน โบสถ์นี้อยู่ห่างจากมัสยิดอัลอักซอไม่ไกลนัก แต่ต้องเดินทางลัดเลาะขึ้นลงไปตามตรอกแคบๆผ่านตลาดและบ้านพักอาศัยผู้คน เส้นทางแคบๆที่ไปยังโบสถ์แห่งนี้เป็นที่เชื่อกันว่า พระเยซูได้ถูกบังคับให้แบกไม้กางเขนมายังบริเวณที่จะถูกตรึง ด้วยเหตุนี้บางครั้งชาวคริสเตียนบางคนที่มาแสวงบุญยังสถานที่แห่งนี้จึงจำลองสถานการณ์ให้ตัวเองได้รับความทุกข์ทรมานเหมือนพระเยซูโดยการแบกไม้กางเขนมาด้วยตัวเองเพื่อให้รู้รสชาติว่าพระเยซูต้องทนทุกข์ทรมานเพียงใด
มัคคุเทศก์เล่าให้ฟังว่า ชาวยิวกับคริสเตียนมีความเชื่อแตกต่างกันเกี่ยวกับการถูกตรึงกางเขนและการเสียชีวิตของพระเยซู ชาวยิวเชื่อว่าบรรพบุรุษของพวกตนได้ฆ่าพระเยซูโดยอาศัยมือของเจ้าเมืองโรมัน นอกจากนี้แล้วนบีบางคน เช่น ซะกะรียาและยะฮ์ยา (หรือจอห์นแบบติสต์) ก็ต้องจบชีวิตลงพระน้ำมือของชาวยิว นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมชาวคริสเตียนจึงไม่พอใจชาวยิว ชาวคริสเตียนบางกลุ่มก็เชื่อว่าพระเยซูตายบนไม้กางเขนเช่นกัน ในขณะที่บางกลุ่มเชื่อว่าพระเยซูได้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาจากความตายอีกครั้งหนึ่ง
ความเชื่อที่แตกต่างกันของชาวยิวและชาวคริสเตียนเกี่ยวกับเรื่องนี้สืบทอดกันมานานกว่า 500 ปี จนมาถึงสมัยของนบีมุฮัมมัด ท่านได้เอาคัมภีร์กุรอานมายืนยันว่าพระเยซูไม่ได้ถูกฆ่า ไม่ได้ถูกตรึงและไม่ได้ตายบนไม้กางเขน แต่พระเจ้าได้คุ้มครองท่านด้วยการให้มีคนที่หน้าตาละม้ายคล้ายคลึงท่านถูกนำไปตรึงแทน
หลังจากแวะเยี่ยมชุมชนชาวคริสเตียนแล้ว มัคคุเทศก์ชาวปาเลสไตน์ได้พาเราผ่านชุมชนชาวอาร์มีเนียที่เงียบเชียบไปยังชุมชนชาวยิวซึ่งบ้านเรือนค่อนข้างใหม่และทันสมัย
สถานที่สำคัญทางศาสนาในส่วนของชุมชนชาวยิวก็คือกำแพงร้องไห้ซึ่งเป็นกำแพงด้านตะวันตกของมัสยิดอัลอักซอ ก่อนที่รัฐบาลไซออนิสต์ของอิสราเอลจะเข้ามายึดครองปาเลสไตน์ กำแพงส่วนนี้ไม่มีความสำคัญอะไรเป็นพิเศษสำหรับชาวมุสลิมและชาวคริสเตียน แต่เมื่ออิสราเอลเข้ามายึดครอง ชาวยิวอ้างว่ากำแพงด้านนี้เป็นกำแพงของวิหารโซโลมอนที่หลงเหลือจากการถูกพวกโรมันทำลายใน ค.ศ. 70 และได้ทำให้กำแพงส่วนนี้มีความสำคัญทางศาสนาขึ้นมาด้วยการมาทำพิธีคร่ำครวญถึงการที่วิหารแห่งนี้ต้องถูกทำลายไป นอกจากนี้แล้วถ้าชาวยิวคนใดที่มาเยือนกำแพงร้องไห้มีทุกข์หรือมีปัญหาที่จะบอกพระเจ้า ก็จะเขียนจดหมายใส่กระดาษและนำมายัดไว้ตามซอกหินของกำแพง
การเข้าเยี่ยมชมกำแพงร้องไห้ในชุมชนชาวยิวไม่เหมือนกับการเยี่ยมชมสถานที่สำคัญๆในชุมชนอื่น เพราะการจะผ่านเข้าไปยังบริเวณนี้ ผู้เข้าเยี่ยมชมต้องนำกระเป๋าหรือเป้ผ่านเครื่องเอกซเรย์เหมือนกับผ่านด่านตรวจรักษาความปลอดภัยของสนามบิน
ชาวยิวมีชีวิตที่ตกอยู่ในความหวาดระแวงมาตลอดตั้งแต่อดีต ในดินแดนปาเลสไตน์ที่อิสราเอลเข้าไปยึดครองจะมีทหารถือปืนคอยเฝ้าระวังอยู่ตลอดเวลา ชาวอิสราเอลทุกคนต้องเข้ารับการฝึกทางทหารและรับราชการทหารเป็นเวลา 3 ปี ส่วนผู้หญิง 2 ปี และทุกคนได้รับอาวุธสงครามประจำตัวทุกคน
เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะขบวนการไซออนิสต์ที่ก่อตั้งรัฐอิสราเอลมีคำพูดหนึ่งว่า “ไม่มีความหมายต่อชาวยิว หากไม่มีรัฐอิสราเอล และไม่มีความหมายต่อรัฐอิสราเอล หากไม่มีเยรูซาเลม และไม่มีความหมายต่อเยรูซาเลม หากไม่มีภูเขาแห่งวิหาร”
เป็นธรรมดาครับ ปล้นแผ่นดินเขามาก็ต้องระแวงระวังว่าเจ้าของเขาจะมาเอาคืน
เครดิต :
http://www.knowislamthailand.org/article/268-jerusalem-history
บทความเล่าเรื่องเมืองเยรูซาเลม
โดยอาจารย์บรรจง บินกาซัน
ถ้าใครชอบศึกษาประวัติศาสตร์และศาสนา เมืองเยรูซาเลม เป็นแหล่งทัศนศึกษาอีกแห่งหนึ่งที่น่าไปเยี่ยมชม เพราะเมืองนี้เต็มไปด้วยร่องรอยหลักฐานของประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจและรอยเท้าของศาสดาคนสำคัญๆของโลก
แม้ผู้คนในเมืองเยรูซาเลมเคยมีบรรพบุรุษแห่งความศรัทธาร่วมกัน นั่นคือ อับราฮัม หรืออิบรอฮีม แต่ต่อมาลูกหลานของอับราฮัมได้เกิดมีความเชื่อที่แตกต่างกันจนแตกออกเป็นชาวยิว ชาวคริสเตียน และชาวมุสลิม กระนั้นก็ตาม ศาสนิกทั้งสามศาสนาต่างก็อยู่ร่วมกันอย่างสันติโดยเฉพาะเมื่อเมืองนี้อยู่ภายใต้การปกครองของมุสลิม
ภายในกำแพงเมืองเยรูซาเลมเก่าถูกแบ่งออกเป็นสี่เขตชุมชน เขตใหญ่ที่สุดคือ เขตของมุสลิม ซึ่งเข้าได้สะดวกทางประตูเฮโรด ชาวมุสลิมส่วนใหญ่ที่ตั้งใจจาริกไปเยือนมัสยิดอัลอักซอและโดมศิลาจะเข้าทางประตูนี้ซึ่งต้องเดินลัดเลาะขึ้นลงไปตามถนนแคบๆในกำแพงเมือง ใครที่ร่างกายไม่ฟิตพอก็ลำบากหน่อยในการเดินเยี่ยมชม
การเข้าชมเมืองไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมใดๆ แต่บริเวณมัสยิดอัลอักซอถือเป็นเขตที่ถูกสงวนไว้สำหรับมุสลิมเท่านั้น ด้านนอกของประตูเข้ามัสยิดอัลอักซอมีทหารอิสราเอลคอยเฝ้าอยู่เพื่อคอยสุ่มตรวจคนเข้าออก เมื่อเห็นคนแปลกหน้าก็จะถามว่าเป็นมุสลิมหรือไม่ หากไม่แน่ใจก็จะให้อ่านคัมภีร์กุรอาน ถ้าอ่านได้ก็จะให้เข้าไป
ส่วนประตูด้านในจะมีตำรวจปาเลสไตน์คอยเฝ้าดูการแต่งกายของผู้ที่จะเข้าไปโดยเฉพาะผู้หญิง ถ้าไม่ได้ตามมาตรฐานอิสลามก็จะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้า หญิงวัยรุ่นมุสลิมคนหนึ่งใส่กางเกงขายาวเข้ารูป ใส่เสื้อแขนยาวและคลุมผมอย่างดี แต่ก็ยังถูกเจ้าหน้าที่เตือนให้ไปหากระโปรงใส่เพื่อเป็นการแสดงความเคารพศาสนสถาน
มารยาทการเยี่ยมเยือนมัสยิดซึ่งเป็นสถานที่สำคัญทางศาสนาของชาวมุสลิมก็คือ การละหมาดเคารพมัสยิดเมื่อเข้าไปข้างในก่อนชื่นชมความงามในมัสยิด และหากมีเวลาก็จะรอคอยให้ถึงเวลาละหมาดประจำวันเพื่อที่จะละหมาดร่วมกันกับพี่น้องมุสลิมในท้องถิ่น
สถานที่สำคัญที่สุดในเขตชุมชนคริสเตียนก็คือ โบสถ์ที่ถูกสร้างขึ้นตรงบริเวณที่เชื่อกันว่าเป็นสถานที่ที่พระเยซูถูกตรึงกางเขน โบสถ์นี้อยู่ห่างจากมัสยิดอัลอักซอไม่ไกลนัก แต่ต้องเดินทางลัดเลาะขึ้นลงไปตามตรอกแคบๆผ่านตลาดและบ้านพักอาศัยผู้คน เส้นทางแคบๆที่ไปยังโบสถ์แห่งนี้เป็นที่เชื่อกันว่า พระเยซูได้ถูกบังคับให้แบกไม้กางเขนมายังบริเวณที่จะถูกตรึง ด้วยเหตุนี้บางครั้งชาวคริสเตียนบางคนที่มาแสวงบุญยังสถานที่แห่งนี้จึงจำลองสถานการณ์ให้ตัวเองได้รับความทุกข์ทรมานเหมือนพระเยซูโดยการแบกไม้กางเขนมาด้วยตัวเองเพื่อให้รู้รสชาติว่าพระเยซูต้องทนทุกข์ทรมานเพียงใด
มัคคุเทศก์เล่าให้ฟังว่า ชาวยิวกับคริสเตียนมีความเชื่อแตกต่างกันเกี่ยวกับการถูกตรึงกางเขนและการเสียชีวิตของพระเยซู ชาวยิวเชื่อว่าบรรพบุรุษของพวกตนได้ฆ่าพระเยซูโดยอาศัยมือของเจ้าเมืองโรมัน นอกจากนี้แล้วนบีบางคน เช่น ซะกะรียาและยะฮ์ยา (หรือจอห์นแบบติสต์) ก็ต้องจบชีวิตลงพระน้ำมือของชาวยิว นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมชาวคริสเตียนจึงไม่พอใจชาวยิว ชาวคริสเตียนบางกลุ่มก็เชื่อว่าพระเยซูตายบนไม้กางเขนเช่นกัน ในขณะที่บางกลุ่มเชื่อว่าพระเยซูได้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาจากความตายอีกครั้งหนึ่ง
ความเชื่อที่แตกต่างกันของชาวยิวและชาวคริสเตียนเกี่ยวกับเรื่องนี้สืบทอดกันมานานกว่า 500 ปี จนมาถึงสมัยของนบีมุฮัมมัด ท่านได้เอาคัมภีร์กุรอานมายืนยันว่าพระเยซูไม่ได้ถูกฆ่า ไม่ได้ถูกตรึงและไม่ได้ตายบนไม้กางเขน แต่พระเจ้าได้คุ้มครองท่านด้วยการให้มีคนที่หน้าตาละม้ายคล้ายคลึงท่านถูกนำไปตรึงแทน
หลังจากแวะเยี่ยมชุมชนชาวคริสเตียนแล้ว มัคคุเทศก์ชาวปาเลสไตน์ได้พาเราผ่านชุมชนชาวอาร์มีเนียที่เงียบเชียบไปยังชุมชนชาวยิวซึ่งบ้านเรือนค่อนข้างใหม่และทันสมัย
สถานที่สำคัญทางศาสนาในส่วนของชุมชนชาวยิวก็คือกำแพงร้องไห้ซึ่งเป็นกำแพงด้านตะวันตกของมัสยิดอัลอักซอ ก่อนที่รัฐบาลไซออนิสต์ของอิสราเอลจะเข้ามายึดครองปาเลสไตน์ กำแพงส่วนนี้ไม่มีความสำคัญอะไรเป็นพิเศษสำหรับชาวมุสลิมและชาวคริสเตียน แต่เมื่ออิสราเอลเข้ามายึดครอง ชาวยิวอ้างว่ากำแพงด้านนี้เป็นกำแพงของวิหารโซโลมอนที่หลงเหลือจากการถูกพวกโรมันทำลายใน ค.ศ. 70 และได้ทำให้กำแพงส่วนนี้มีความสำคัญทางศาสนาขึ้นมาด้วยการมาทำพิธีคร่ำครวญถึงการที่วิหารแห่งนี้ต้องถูกทำลายไป นอกจากนี้แล้วถ้าชาวยิวคนใดที่มาเยือนกำแพงร้องไห้มีทุกข์หรือมีปัญหาที่จะบอกพระเจ้า ก็จะเขียนจดหมายใส่กระดาษและนำมายัดไว้ตามซอกหินของกำแพง
การเข้าเยี่ยมชมกำแพงร้องไห้ในชุมชนชาวยิวไม่เหมือนกับการเยี่ยมชมสถานที่สำคัญๆในชุมชนอื่น เพราะการจะผ่านเข้าไปยังบริเวณนี้ ผู้เข้าเยี่ยมชมต้องนำกระเป๋าหรือเป้ผ่านเครื่องเอกซเรย์เหมือนกับผ่านด่านตรวจรักษาความปลอดภัยของสนามบิน
ชาวยิวมีชีวิตที่ตกอยู่ในความหวาดระแวงมาตลอดตั้งแต่อดีต ในดินแดนปาเลสไตน์ที่อิสราเอลเข้าไปยึดครองจะมีทหารถือปืนคอยเฝ้าระวังอยู่ตลอดเวลา ชาวอิสราเอลทุกคนต้องเข้ารับการฝึกทางทหารและรับราชการทหารเป็นเวลา 3 ปี ส่วนผู้หญิง 2 ปี และทุกคนได้รับอาวุธสงครามประจำตัวทุกคน
เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะขบวนการไซออนิสต์ที่ก่อตั้งรัฐอิสราเอลมีคำพูดหนึ่งว่า “ไม่มีความหมายต่อชาวยิว หากไม่มีรัฐอิสราเอล และไม่มีความหมายต่อรัฐอิสราเอล หากไม่มีเยรูซาเลม และไม่มีความหมายต่อเยรูซาเลม หากไม่มีภูเขาแห่งวิหาร”
เป็นธรรมดาครับ ปล้นแผ่นดินเขามาก็ต้องระแวงระวังว่าเจ้าของเขาจะมาเอาคืน
เครดิต : http://www.knowislamthailand.org/article/268-jerusalem-history