พอดีอ่านจากศาสนามา จริงๆทั้งคริสต์ อิสลาม และยิว ต่างก็มีเรื่องไม่ให้คิดดอกเบี้ย
ผมเองก้ไม่รู้เรื่องการเงิน เรื่องเศรษฐกิจอะไรมาก ก็คิดๆโดยสามัญสำนึกว่า
ดอกเบี้ยคือค่าเสียโอกาส และเป็นค่าบริการประเภทหนึ่ง ที่จำเป็นต้องจัดเก็บ
ผมก็ไม่แน่ใจนะ แต่อยากทราบความเห็นของเพื่อนๆ (ทั้งผู้เชี่ยวชาญ และผู้ไม่เชี่ยวชาญ)
ว่าเป็นไปได้มั้ย ที่โลกจะมีระบบการเงินแบบไม่คิดดอกเบี้ย ? สมมุติว่าเพื่อนๆคุมทั้งระบบได้เลย
อยากรู้ว่าถ้าทำเช่นนี้ นวัตกรรมและความมั่นคงของเศรษฐกิจจะดำรงอยู่ต่อไปได้หรือไม่
....
อย่างไรก็ดี อันนี้เป็นสิ่งที่ผมคิดเอาเองนะ ไม่ใช่ข้อที่บัญญัติทางศาสนา
หรือจะ เป็นไปได้มั้ยที่รากศัพท์ของคำว่า "ดอกเบี้ย" จะหมายถึง "กำไรอันเกินสมควร"
กล่าวคือ ถ้าเรากำหนดให้ ทุนนิยม มีเป้าหมายเพื่อ "การพัฒนาและกระจาย นวัตกรรม สู่มนุษย์โลกให้ดีที่สุด เหมาะสมที่สุด"
เพื่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกให้โลกน่าอยู่ ไม่ว่าการแพทย์ การโภชนาการ ความปลอดภัย ต่างๆ
เราเรียกสิ่งนี้ว่า "เครื่องมือแห่งการอภัย" โดยที่มนุษย์ได้ต่อยอดและใช้ทรัพยากร และแรงงานของโลก
รวมทั้งภาษีของรัฐมาสร้างสรรค์บางสิ่งบางอย่าง ก็เพื่อมนุษย์ด้วยกัน
เพราะฉะนั้น มันจึงมีกำไรอีกประเภทหนึ่ง
ที่เป็นกำไรอันเกิดจากความลุ่มหลง มัวเมา ที่ศาสนาอาจจะบอกว่า เป็นงานของมาร
ถ้าของคริสต์ก็บอกว่าซาตาน มุสลิมนี่ชัดเจนบอกว่ามันเป็นงานของชัยตอน (พวกสุรา และความลุ่มหลง)
นั่นก็คือพวกการตลาดที่สร้างความต้องการเทียมต่างๆ ให้ดูสวย ดูเลิศ ดูดีที่สุด บางทีก็หลอกกันโต้งๆ
เกี่ยวกับสินค้าที่ไม่มีประโยชน์ แต่โฆษณาซะดิบดี และเก็บเกี่ยวผลกำไรอันนี้ เพื่อนำไปสร้างความลุ่มหลงต่อไปๆ
มัวเมาผู้คนให้ไกลห่างจากสัจจะธรรม และความรักต่อเพื่อนมนุษย์
ดอกเบี้ยเช่นนี้ถึงจะเป็นบาป ?
หรือมันเป็นสิ่งเติมเต็มความต้องการอันไม่สิ้นสุดของมนุษย์ ที่สมควรให้มีได้ ?
ที่พูดมาซะยาวทั้งหมด ก็เพื่อจะถามเพื่อนๆว่า่
ดอกเบี้ย มีความหมายแบบไหน และควรจะเก็บอย่างไรครับ ?
ถ้าโลกนี้ไม่มีการคิด "ดอกเบี้ย" ... ระบบเศรษฐกิจ จะดำรงต่อไปได้มั้ยครับ ?
ผมเองก้ไม่รู้เรื่องการเงิน เรื่องเศรษฐกิจอะไรมาก ก็คิดๆโดยสามัญสำนึกว่า
ดอกเบี้ยคือค่าเสียโอกาส และเป็นค่าบริการประเภทหนึ่ง ที่จำเป็นต้องจัดเก็บ
ผมก็ไม่แน่ใจนะ แต่อยากทราบความเห็นของเพื่อนๆ (ทั้งผู้เชี่ยวชาญ และผู้ไม่เชี่ยวชาญ)
ว่าเป็นไปได้มั้ย ที่โลกจะมีระบบการเงินแบบไม่คิดดอกเบี้ย ? สมมุติว่าเพื่อนๆคุมทั้งระบบได้เลย
อยากรู้ว่าถ้าทำเช่นนี้ นวัตกรรมและความมั่นคงของเศรษฐกิจจะดำรงอยู่ต่อไปได้หรือไม่
....
อย่างไรก็ดี อันนี้เป็นสิ่งที่ผมคิดเอาเองนะ ไม่ใช่ข้อที่บัญญัติทางศาสนา
หรือจะ เป็นไปได้มั้ยที่รากศัพท์ของคำว่า "ดอกเบี้ย" จะหมายถึง "กำไรอันเกินสมควร"
กล่าวคือ ถ้าเรากำหนดให้ ทุนนิยม มีเป้าหมายเพื่อ "การพัฒนาและกระจาย นวัตกรรม สู่มนุษย์โลกให้ดีที่สุด เหมาะสมที่สุด"
เพื่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกให้โลกน่าอยู่ ไม่ว่าการแพทย์ การโภชนาการ ความปลอดภัย ต่างๆ
เราเรียกสิ่งนี้ว่า "เครื่องมือแห่งการอภัย" โดยที่มนุษย์ได้ต่อยอดและใช้ทรัพยากร และแรงงานของโลก
รวมทั้งภาษีของรัฐมาสร้างสรรค์บางสิ่งบางอย่าง ก็เพื่อมนุษย์ด้วยกัน
เพราะฉะนั้น มันจึงมีกำไรอีกประเภทหนึ่ง
ที่เป็นกำไรอันเกิดจากความลุ่มหลง มัวเมา ที่ศาสนาอาจจะบอกว่า เป็นงานของมาร
ถ้าของคริสต์ก็บอกว่าซาตาน มุสลิมนี่ชัดเจนบอกว่ามันเป็นงานของชัยตอน (พวกสุรา และความลุ่มหลง)
นั่นก็คือพวกการตลาดที่สร้างความต้องการเทียมต่างๆ ให้ดูสวย ดูเลิศ ดูดีที่สุด บางทีก็หลอกกันโต้งๆ
เกี่ยวกับสินค้าที่ไม่มีประโยชน์ แต่โฆษณาซะดิบดี และเก็บเกี่ยวผลกำไรอันนี้ เพื่อนำไปสร้างความลุ่มหลงต่อไปๆ
มัวเมาผู้คนให้ไกลห่างจากสัจจะธรรม และความรักต่อเพื่อนมนุษย์
ดอกเบี้ยเช่นนี้ถึงจะเป็นบาป ?
หรือมันเป็นสิ่งเติมเต็มความต้องการอันไม่สิ้นสุดของมนุษย์ ที่สมควรให้มีได้ ?
ที่พูดมาซะยาวทั้งหมด ก็เพื่อจะถามเพื่อนๆว่า่
ดอกเบี้ย มีความหมายแบบไหน และควรจะเก็บอย่างไรครับ ?