หนามหัวใจ ตอนที่ ๙

กระทู้สนทนา
ตอนที่ ๘ http://pantip.com/topic/32323835

           รพีพัฒน์ขับรถกลับไปที่สวนดอกไม้ของเขาในจังหวัดราชบุรี สวนแห่งนี้เป็นมรดกที่คุณตาของเขามอบให้ดูแล หลังจากเกษียณ คุณตาของรพีพัฒน์ผันตัวมาทำสวนดอกไม้ที่เคยเป็นแค่งานอดิเรกจนกลายเป็นกิจการใหญ่โตอย่างทุกวันนี้ นิรมล ผู้หญิงที่อยู่ดูแลคุณตาของเขาในช่วงบั้นปลายชีวิตทำหน้าที่เป็นผู้จัดการสวนและผู้ปกครองเขากลายๆ ความสัมพันธ์ระหว่างคุณตากับน้ามล ยังเป็นปริศนาสำหรับเขาจนถึงตอนนี้

    “ขับรถมาเหนื่อยๆ กลับไปพักที่บ้านก่อนก็ได้” น้ามลรีบเดินมารับชายหนุ่มถึงที่รถ

    “ไม่เหนื่อยหรอกครับ คืนนี้ผมจะค้างที่นี่ครับ” รพีพัฒน์ยื่นถุงของฝากจากกรุงเทพฯให้นิรมล

    “ซื้ออะไรมาเยอะแยะ” นิรมลรับถุงมาดู ในนั้นมีเครื่องประทินผิวและเสื้อผ้าใหม่สองสามชุด

    “ของฝากครับ”

    “ห้างที่บ้านเราก็มี” น้ามลเอ็ด แต่รพีพัฒน์เห็นแววตาดีใจของน้ามลชั่วแวบหนึ่ง

    “ห้างที่นี่ของน้อยครับ มีเอกสารที่ผมต้องเซ็นเยอะไหมครับ” รพีพัฒน์นั่งลงหลังโต๊ะทำงาน ส่วนใหญ่เป็นเอกสารทางการเงิน รวมถึงจดหมายจากหน่วยงานราชการและลูกค้า

    “น้ารวบรวมไว้ให้บนโต๊ะแล้วล่ะ งานที่กรุงเทพฯ เป็นอย่างไรบ้าง” นิรมลถามพลางรินชาตะไคร้พร้อมขนมใส่ไส้ของว่างวางบนโต๊ะให้ชายหนุ่ม

    “ขอบคุณครับ” รพีพัฒน์ไล่ดูเอกสารทั้งหมดทีละฉบับ “ถ้าไม่ใช่ว่าเป็นเพื่อนกันผมคงไม่รับงานหรอกครับ”

    “เธอนี่พูดแปลก นั่นมันงานที่เธอรักมากที่สุดนี่” นิรมลท้วง

    “งานจัดสวนมันต้องใช้แรงกายแรงใจเยอะครับ ผมว่าเป็นชาวสวนอย่างเดียวดีกว่า”

              นิรมลไม่ได้ชวนชายหนุ่มคุยอีก เธอสั่งให้แม่บ้านทำความสะอาดและเตรียมอาหารเย็นให้ชายหนุ่ม ถึงเธอจะสนิทกับเขามากแค่ไหนแต่ก็ไม่กล้าถามเรื่องส่วนตัวมากๆ อย่างเรื่องครอบครัวของเขา รพีพัฒน์นั่งทำงานจนท้องฟ้าเปลี่ยนสี ชายหนุ่มแวะถามสารทุกข์สุกดิบคนงานที่ไม่ได้เจอเกือบเดือนพร้อมกับตรวจดูดอกไม้ที่เขาเพิ่งเริ่มเพาะพันธุ์ แม้จะล้มเหลวบ้างสำเร็จบ้างแต่เขาก็ไม่เคยย่อท้อ     บ้านพักของชายหนุ่มเป็นเรือนไม้เล็กๆ สองชั้นสีฟ้าตั้งอยู่กลางสวน ด้านหลังเป็นสวนป่า ตัวบ้านชั้นล่างมีระเบียงเชื่อมต่อหน้าบ้านและหลังบ้าน เขาพักอยู่ที่นี่คนเดียวมาห้าปีแล้ว ไฟหน้าบ้านเปิดสว่าง ชายหนุ่มจอดรถกระบะที่โรงจอดรถด้านข้าง อาหารเย็นตั้งอยู่บนโต๊ะกินข้าวในครัว ส่วนใหญ่ตอนเย็นๆ เขามักจะเข้าไปในตัวเมืองเพื่อหาความสำราญ ถึงแม้เขาจะเป็นชาวสวนก็ใช่ว่าจะต้องตัดขาดชีวิตยามราตรี เสียก็แต่ว่าที่นี่มีที่เที่ยวไม่มากนัก

              รพีพัฒน์ล้างหน้าล้างตา เขาหยิบผ้าขนหนูผืนใหม่ในตู้มาเช็ดหน้าเช็ดตา ชายหนุ่มกดเครื่องตอบรับโทรศัพท์ในห้องทำงานที่อยู่ส่วนหน้าของบ้าน มีข้อความเต็มเอี๊ยด ชายหนุ่มได้แต่ฟังผ่านๆ เพราะไม่ใช่เรื่องงาน     รพีพัฒน์เปิดโทรทัศน์ หันหน้าจอไปทางโต๊ะกินข้าว เขาไม่ชอบกินข้าวคนเดียว เย็นนี้จึงกินข้าวได้น้อยกว่าปกติ ทั้งที่น้ามลสั่งให้แม่ครัวทำอาหารของโปรดไว้ให้ก็ตาม ชายหนุ่มโกยเศษอาหารใส่ชามข้าวสแตนเลส แล้วยกไปวางไว้ด้านหลังของตัวบ้าน ครู่เดียวแมวดำตัวอ้วนก็มากินข้าวในชาม เขามองท้องฟ้ายามค่ำคืน ลมเย็นพัดโชยมา จู่ๆ ก็นึกถึงใครบางคน

    “ไม่รู้หายเจ็บคอหรือยัง” ชายหนุ่มคิดในใจ วันนี้เขาเพลียมากจึงรีบอาบน้ำเข้านอนแต่หัววัน

    พรีมเคาะประตูห้องทำงานของนิติบุคคล สีดาผู้จัดการเดินมาเปิดประตูให้เธอ

    “มาจ่ายค่าส่วนกลางค่ะ” พรีมบอก

    “อ๋อ ค่ะ” สีดาหลีกทางให้พรีมเข้าไปด้านใน หญิงสาวจ่ายค่าส่วนกลางตรงเวลาทุกเดือน นอกจากทักทายตามมารยาทแล้ว เธอก็ไม่กล้าชวนพรีมคุยเล่นเหมือนลูกบ้านคนอื่น

    “นั่งก่อนค่ะ” สีดาจัดการเอกสารบนหน้าจอก่อนจะพริ้นท์ใบเสร็จยื่นส่งให้หญิงสาว พรีมยื่นเงินให้สีดา

    “ขอบคุณค่ะ” หญิงสาวตรวจดูความถูกต้องในใบเสร็จแล้วเก็บใส่กระเป๋า

    “อ้อ คุณมาก็ดีแล้ว” สีดาลุกไปที่ตู้เก็บพัสดุประจำคอนโดฯ หยิบกล่องออกมาหนึ่งกล่อง

    “คุณพี ห้องตรงข้ามคุณที่เพิ่งย้ายมาใหม่ ฝากไว้ค่ะ” สีดาวางกล่องลงบนโต๊ะ

    “ฝากฉันหรือคะ” พรีมถามด้วยความไม่แน่ใจ

    “ค่ะ คุณพีแจ้งว่าถ้ามีพัสดุมาส่งให้ฝากคุณไว้ก่อนค่ะ” สีดาเองก็แปลกใจไม่แพ้พรีมตอนที่รพีพัฒน์มาแจ้งกับเธอเมื่อวานนี้

    “ได้ค่ะ ฉันจะเก็บไว้ให้เอง” พรีมรับกล่องจากสีดา

             พรีมวางกล่องพัสดุไว้บนตู้วางรองเท้า เธอขมวดคิ้วขณะจ้องดูกล่องใบนั้น

    “เพิ่งรู้จักกันไม่เท่าไหร่ก็มาว่าเรา แล้วนี่ยังไม่หายโกรธก็มาฝากของไว้อีก จะเอายังไงกันนะตาคนนี้” พรีมปล่อยพัสดุกล่องนั้นเพื่อรอคืนเจ้าของโดยไม่คิดถึงมันอีก

          รพีพัฒน์ลืมตาตื่น เขาจำไม่ได้ว่ากลับมาพักที่คอนโดฯ ตั้งแต่เมื่อไหร่ พอเห็นร่างเปล่าเปลือยของตัวเองก็ตกใจ เมื่อคืนเขาคงดื่มหนักมาก ชายหนุ่มหยิบเสื้อคลุมชุดนอนมาสวม พอก้าวพ้นห้องชายหนุ่มก็ได้แต่อ้าปากค้าง

    “เมื่อคืนคุณเมาหนักมาก ฉันเองก็ไม่อยากกลับแท็กซี่ เลยค้างที่นี่” กัญญาพูดทั้งที่มีขนมปังอยู่ในปาก

    “แล้วเรา เอ่อ” เขามองดูตัวเองกับผู้หญิงที่นั่งอยู่หน้าเคาน์เตอร์ที่สภาพไม่ต่างกันมากนัก

    “ไม่ต้องกลัว หัวถึงหมอนคุณก็หลับ ฉันเองก็ง่วง เลยนอนบนโซฟา”

    “คุณนอนชุดนี้หรือ” ชายหนุ่มพยักเพยิดไปที่เสื้อคลุมอาบน้ำที่หญิงสาวสวมอยู่

    “ฉันเพิ่งอาบน้ำเสร็จ อ้อ มีพัสดุของคุณมาส่งแน่ะ” หญิงสาวชี้ไปที่กล่องบนโต๊ะกาแฟ

    “ใครเอามาให้” รพีพัฒน์ถามเสียงเขียว

    “ผู้หญิง”

    “หน้าตาเป็นไง” ชายหนุ่มถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน

    “สำคัญด้วยเหรอ” หญิงสาวถามด้วยน้ำเสียงยียวน จนรพีพัฒน์อยากถลาเข้าไปบีบคอ

    “สำคัญมาก” ชายหนุ่มเน้นเสียง หญิงสาวกลืนขนมปังคำสุดท้าย แล้วดื่มนมจากกล่อง

    “ผู้หญิงตัวสูงๆ ผอมๆ ผมสั้นประมาณนี้” หญิงสาวใช้นิ้วแตะที่ต้นคอเลยใบหูมาเล็กน้อย “ใช้ของแบรนด์เนมทั้งตัว ดูแล้วอายุน่าจะมากกว่าฉันนิดหน่อย หน้าบึ้งๆ น่ะ” เธอพูดพลางหยิบกระดาษทิชชู่จากกล่องรูปดอกหน้าวัว     พอได้ฟังรายละเอียดจากหญิงสาวแปลกหน้า รพีพัฒน์ถึงกับกุมขมับ พร้อมสบถออกมาว่า

    “เวรเอ๊ย”

    “มีอะไรน่ากลุ้มขนาดนั้นเชียว” หญิงสาวลุกจากเก้าอี้สตูลหน้าเคาน์เตอร์ หยิบเสื้อผ้าที่วางกองอยู่บนโซฟา

    “แฟนคุณเหรอ” เธอถามด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ

    “ไม่ใช่” รพีพัฒน์ตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนระโหย

    “กำลังจีบ หรือว่ากิ๊ก อืม ดูแล้วผู้หญิงคนนั้นไม่น่าจะเป็นกิ๊กใครได้” เธอตั้งข้อสังเกต

    “อิ่มแล้วก็รีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าสิคุณ” รพีพัฒน์พูดเสียงดัง

    “ก็ได้” พูดจบเธอก็เดินเข้าห้องน้ำ รพีพัฒน์ไม่เข้าใจอารมณ์ของตัวเองตอนนี้ รู้แต่ว่าอยากแก้ไขความเข้าใจผิดให้เร็วที่สุด

    “ฉันจะกลับล่ะนะ” หญิงสาวแปลกหน้าสำรวจความเรียบร้อยที่กระจกหน้าห้องนอน

    “รอก่อน ผมอาบน้ำเสร็จแล้วจะไปส่ง”

    “ก็ดี” พูดจบเธอก็นั่งลงบนโซฟา หยิบรีโมทคอนโทรลเปิดโทรทัศน์

         รพีพัฒน์ใช้เวลาอาบน้ำแต่งตัวไม่นาน เมื่อคืนเขามีนัดดื่มกับเพื่อนๆ ไม่คิดว่าจะเมาหนักได้ขนาดนี้ บางครั้งเขาก็มักจะมีผู้หญิงกลับมานอนค้างด้วย เป็นความสัมพันธ์แบบ “วัน ไนท์ สแตนด์” ผู้หญิงคนนี้เป็นเพื่อนกับแฟนของเพื่อนชายหนุ่มอีกที ไม่รู้ว่ากลับมาด้วยกันได้อย่างไร

    “พร้อมหรือยัง” รพีพัฒน์หยิบกุญแจรถกับโทรศัพท์มือถือ

    “ค่ะ” เธอปิดโทรทัศน์ ลุกขึ้นพร้อมสะพายกระเป๋า

    “ขอโทษที ผมจำชื่อคุณไม่ได้” น้ำเสียงชายหนุ่มเจือความรู้สึกผิด

    “ฉันว่าเราอย่ารู้จักชื่อกันเลยดีกว่า เกิดไปเจอกันโดยบังเอิญ เราจะได้ไม่ต้องทักกัน กระอักกระอ่วนใจเปล่าๆ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่แสดงความรู้สึกอันใด

    “ตามใจ ขอถามให้แน่ใจอีกครั้ง เมื่อคืนเราสองคนไม่ได้...” จู่ๆ ชายหนุ่มก็รู้สึกกระดากปากที่จะพูดตรงๆ

    “พุทโธ่ บอกว่าไม่มีก็ไม่มีสิ ไม่ต้องกลัวว่าฉันจะกลับมาแบล็กเมล์คุณหรอก”

    “ผมไม่ได้หมายความอย่างนั้น” เขารู้สึกโล่งใจเล็กน้อย ชายหนุ่มเปิดประตูห้องให้หญิงสาวออกไปก่อน เขามองประตูห้องฝั่งตรงข้ามครู่หนึ่ง จนโดนเร่งจึงละจากมา

            พรีมนั่งเหม่อลอยตั้งแต่เช้า นิสาไม่กล้าเข้าไปกวนจึงได้แต่วางงานที่เจ้านายต้องตรวจพร้อมกับแปะโน้ตไว้ นิสาออกไปแล้วพรีมก็ยังไม่รู้ว่ามีคนเข้ามาในห้องทำงาน เมื่อคืนเธอตื่นขึ้นมากลางดึก ตาสว่างเพราะนอนเต็มอิ่มแล้ว จึงมานั่งอ่านหนังสือที่ห้องนั่งเล่น หนังสือที่รพีพัฒน์เคยให้เธอยืม พรีมคิดอยากห่อหนังสือและส่งกลับไปให้เขาทางไปรษณีย์ เธอจึงอยากอ่านให้จบก่อนแล้วค่อยคืน หญิงสาวได้ยินเสียงประตูห้องชายหนุ่มเปิดตอนตีสาม เธอจึงคิดว่าจะคืนของให้เขาตอนเช้า

        พรีมทำหน้าไม่ถูกเมื่อเห็นหญิงสาวในชุดเสื้อคลุมอาบน้ำออกมาเปิดประตู ผู้หญิงคนนั้นก็แปลกใจไม่แพ้เธอ พรีมจึงบอกแค่ว่ามีพัสดุมาส่งถึงคุณพีตอนเขาไม่อยู่ พอยื่นของให้แล้วเธอก็รีบ เดินออกมา จนถึงตอนนี้ตัวเธอเองก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงรู้สึกเหมือนมีเข็มมาแทงหัวใจ เสียงโทรศัพท์ดังอยู่นานกว่าเธอจะรู้ตัว พรีมรีบกดรับก่อนที่สายจะหลุด

    “สวัสดีค่ะ”

    “ครับ งานยุ่งหรือครับ” เสียงของภูวดลสดใสร่าเริงเหมือนเมื่อวาน

    “ค่ะ” พรีมพูดเสียงอ่อย เพิ่งเห็นว่านิสานำงานมาวางไว้บนโต๊ะ

     “ผมเองก็ยุ่งเหมือนกัน ตารางประชุมเต็มเอียด” ภูวดลพูดพลางถอนหายใจ

    “ค่ะ” เธอนึกคำพูดมาต่อบทสนทนาของคู่หมั้นไม่ออก

    “เสียงคุณดีขึ้นแล้วนี่” ภูวดลตั้งข้อสังเกต

    “ค่ะ” พรีมจับคอตัวเอง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสูตรแก้ไอจากเพื่อนบ้านหรือยาของหมอ

    “ไว้ผมจะโทร.มาหาใหม่” พูดจบชายหนุ่มก็วางสาย พรีมวางโทรศัพท์ไว้ที่เดิม

    “ทำงานดีกว่า มัวแต่คิดฟุ้งซ่านเสียการเสียงานหมด” พรีมสูดลมหายใจเข้าปอด สมาธิจดจ่ออยู่กับงานตรงหน้า ทุกครั้งที่มีเรื่องไม่สบายใจเธอจะหลบหายไปในโลกของกฎหมาย

            สัปดาห์หน้าเธอไม่ต้องมาทำงานแล้ว พรีมรู้สึกใจหาย ภูวดลบอกเธอว่า แต่งงานกันแล้วเธอก็ยังมาทำงานได้ แต่พรีมคิดว่าเขาแค่พูดปลอบใจเธอมากกว่า หญิงสาวทำงานจนดึกเพราะไม่อยากให้คนที่รับช่วงต่อต้องวุ่นวาย นิสากลับไปแล้ว พรีมวางกล่องของขวัญพร้อมการ์ดบนโต๊ะเลขานุการิณี ภูวดลเพิ่งโทรศัพท์มาบอกว่าติดงานไม่ว่างมาทานข้าวเย็นกับเธอ     คนขับรถรออยู่แล้วเมื่อเธอไปถึงลานจอดรถ เขาเดินมาเปิดประตูให้เธอตามหน้าที่ พรีมกล่าวขอบคุณ เขาขึ้นนั่งประจำที่คนขับ  รถมาจอดหน้าทางเข้าคอนโดมิเนียม พรีมลงจากรถ ยังไม่ทันที่เธอจะเดินเข้าไป รถก็ลับสายตาไปแล้ว     ถ้ารู้ว่ากลับมาบ้านแล้วจะเจอกับอะไร พรีมคงเตรียมรับมือได้ดีกว่านี้ เธอไม่ชอบเรื่องเซอร์ไพร์ส

    “วันนี้กลับดึกจัง” เสียงทุ้มนุ่มของเพื่อนบ้านทักทายทันที่เธอมาถึงหน้าบันไดห้อง พรีมได้แต่จ้องหน้าคนถาม ชายหนุ่มสวมชุดนอนทับด้วยเสื้อคลุมยืนพิงประตูห้องเธอ

              พรีมไม่สนใจ เปิดกระเป๋าหยิบกุญแจห้อง เธอพูดโดยไม่มองหน้าว่า

    “ช่วยหลบไปหน่อยค่ะ” พรีมพูดเสียงเรียบ

    “ไม่หลบ เรามีเรื่องต้องคุยกัน คุณเลือกแล้วกันว่าจะคุยกันตรงนี้ แต่ผมว่าอย่าดีกว่า ยุงมาจากไหนไม่รู้เยอะแยะ ห้องผม ไม่ดี ตอนนี้รกมาก ห้องคุณดี

ที่สุด” พรีมได้ฟังก็มองหน้าชายหนุ่มตรงๆ

    “เราไม่มีเรื่องต้องคุยกัน” พรีมใช้มือผลักหน้าอกชายหนุ่ม แรงของเธอไม่ได้ทำให้เขารู้สึกอะไรเลย

    “มีสิครับ เยอะด้วย” ชายหนุ่มไม่ยอมแพ้

                    พรีมถอนหายใจ “ผู้ชายคนนี้ช่างยุ่งวุ่นวายกับชีวิตเธอจริงๆ” หญิงสาวไขกุญแจห้อง  เธอคิดว่ามือจะไวพอที่จะปิดประตูได้เร็วกว่าที่ชายหนุ่มจะเข้ามาได้ ผิดคาดเพื่อนบ้านของเธอผลักประตูให้เปิดกว้างแล้วเข้ามาในห้องเธออย่างง่ายดาย
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่