หักดิบด้วยการไป Work & Travel คนเดียว

5 ปีที่แล้ว เราเขียนบันทึกการเดินทางหลายๆ ครั้งเอาไว้อ่านเอง
เราบันทึกไว้ เพราะเรากลัวตัวเองลืมความรู้สึกในอดีต

วันนี้ เราคิดถึงตัวเองและความรู้สึกตอนนั้น
ตอนที่เรากล้าออกเดินทาง กล้าออกไปผจญภัย
เราเลยกลับไปคุ้ยบันทึกนั้นมาอ่าน และเราอยากเล่า

_________________________________________


ตอนเด็กๆ เราติดแม่มากกก
โตมาก็ติดพี่สาวมากกกกกกกกก
พอเป็นวัยรุ่นก็ติดเพื่อนมากกกกก
ไม่ชอบการไปไหนคนเดียว
ไม่ชอบการเดินทางคนเดียว
จะทำไร ต้องหาลากเพื่อนไปด้วยตลอด
แล้ววันนึงวันที่เราเบื่อความติดคนอื่นของตัวเอง
บวกกับวันที่เราอยากลองผจญภัย
เราเลยตัดสินใจขอหักดิบสั่งสอนตัวเองด้วยการ
สมัครโครงการ Work & Travel คนเดียว
เอาล่ะเมิงงเอ้ยยย ได้อยู่คนเดียวเป็น สมใจแน่
เอาวะ ขอสวนสนุกละกัน อยากเล่นเครื่องเล่นฟรี
จัดไป Six Flags | New Jersey

(แต่ถึงจะเดินทางไป work คนเดียว
แต่ตลอดเวลาที่ไปหาเอเจนซี่
ไปสมัคร ไปส่งเอกสาร ไปทำพาสปอร์ต หรือทำวีซ่า
คือต้องมีเพื่อนไปเป็นเพื่อนตลอดๆๆ
อย่างตอนทำวีซ่า คือเพื่อนเข้าไปด้วยไม่ได้
มันก็ยืนรอหน้าสถานทูตนานเกือบสองชั่วโมง
แกเอ๊ยยย เดินทางไป work ครั้งนี้กลับมา
แก ต้อง เติบ โต ขึ้น นะ สาบานนน)


S T A R T

Fight TK980
Time 12.35 PM
Date 25 March 2009

การเดินทางไกลที่สุดในชีวิต
การเดินทางโดยเครื่องบินครั้งแรกในชีวิต
(และการตั้งกระทู้พันทิพครั้งแรกในชีวิต)
เริ่มขึ้นแล้วววว

เพื่อนเตือนว่า ขึ้นเครื่องบินไม่ใช่เรื่องง่าย
ต้องผ่านเกต กรอกนู่น กรอกนี่วุ่นวาย
เพื่อนขู่ไว้ด้วยความที่รู้จักนิสัยของฉันดีว่า
“ระวังหลงนะแก”

แรกๆ ก็ “เฮ้ย เดี๋ยวก็เดินตามๆ เขาไป ไม่หลงหรอก”
พอวันเดินทางเริ่มใกล้เข้ามาๆ “ฮัลโหลๆ เฮ้ย ต้องทำอะไรบ้างนะ”

อย่างที่เพื่อนว่าเปี๊ยบ ด้วยความที่เป็นสุวรรณภูมิ กว้างชีพพหายย
ก็เดินดุ่มๆ อ่านตามป้ายไปเรื่อยๆ
มองคนข้างหน้าเขาทำอะไรกันบ้างนะ
เช็คอิน
ผ่าน ต.ม. ขาเข้า
ตรวจร่างกาย
เดินหาเกต
นั่งรอเข้าเครื่อง
และขึ้นเครื่อง  

แม่เตือนไว้ว่าตอนเครื่องขึ้น หูจะอื้อ ให้เคี้ยวหมากฝรั่ง
ซื้อมานะ แต่เหมือนจะเก็บใส่กระเป๋าเดินทาง
ไม่เป็นไร แม่บอกกลืนน้ำลายก็โอเค

ฮ้า จะได้บินแล้วจ้า

เครื่องค่อยๆ ออกตัวช้าๆ ไปตามรันเวย์
แล้วก็ค่อยๆ เร่งเครื่องเร็วขึ้น เร็วขึ้น
ชอบมาก ชอบความรู้สึกตอนเครื่องบินเร่งเครื่องเร็วๆ
ชอบตอนเครื่องบินกำลังขึ้น
ถึงแม้หูจะอื้อไปหน่อย ต้องคอยกลืนน้ำลายเป็นระยะๆ ก็เหอะ
แต่มันรู้สึกดีอ่ะ ฉันกำลังจะเดินทางเข้าใกล้ก้อนเมฆละนะพื้นดิน ฮาฮ่า บายย

อ่า ตอนนี้ลอยอยู่บนฟ้าละ เมฆใกล้มือ ห่างแค่กระจกกั้น
นั่งเครื่องคนเดียว จากกรุงเทพฯ ไปไต้หวัน
เพราะเบาะข้างๆ ว่าง
ถามว่าเหงาไหม ตอนนี้ยังไม่เหงา
คงเพราะกำลังตื่นตาตื่นใจกับเครื่องบิน และก้อนเมฆ

เข็มชั่วโมงทำหน้าที่วนรอบเป็นวงกลมได้ครบสามรอบ
เครื่องแวะลงจอด ณ แผ่นดินไต้หวัน
คราวนี้ได้เจอเพื่อนๆ ที่มา work&travel เอเจนซี่เดียวกันบรึม
นั่งทำความรู้จักกันรอเครื่องออก
เห้อ เริ่มรู้สึกใจหายเพิ่มขึ้นตามลำดับ เพราะที่นี่ไม่มีภาษาไทยแล้ว
ที่สนามบินมีแต่ภาษาจีน ไต้หวัน และภาษาอังกฤษ
นั่งฟังประกาศเสียงตามสายที่สนามบินแล้วก็คิดในใจว่า
ทำไมภาษาจีนฟังดูหาเรื่องอย่างงี้ว้า
คนประกาศเสียงพูดภาษาจีนดุจัง น้ำเสียงตะโกนๆ ยังไม่รู้
คิดถึงละ คิดถึงภาษาไทย

พอได้เวลาไปต่อ ก็เปลี่ยนเครื่องขึ้นอีกลำเพื่อนั่งต่อไปอเมริกา
ลำนี้กว้างใหญ่กว่าเดิม คนเยอะกว่าเดิม
คราวนี้ได้นั่งข้างผู้ชายคนหนึ่ง
หลังจากพูดคุยกันด้วยภาษาอังกฤษแบบพอไปวัดไปวา
พอจับใจความเอาเองได้ว่าเป็นคนไต้หวัน ไปเรียนที่อเมริกา
เขาคิดว่าเราเรียน high school ด้วย
no จ่ะ พี่เรียน university ละจ่ะ 555 ดีใจ

หลังจากพูดคุยทักทายพอหอมปากหอมคอ
ก็ต่างนั่งพักผ่อนตามอัธยาศัย

ขณะกำลังนั่งกินข้าวมื้อไหนก็ไม่รู้บนเครื่องซึ่งกำลังบินผ่านญี่ปุ่น
เครื่องสั่นๆ ส่ายไปส่ายมา เพราะมีพายุ ตัวเครื่องบินเย็นเจี้ยบเลย
ลองเอาแขนแตะกำแพงเครื่อง เหมือนมีไอน้ำเกาะเลย
เครื่องก็สั่นจั๊ง โว้ย คนกำลังกินข้าว เวียนหัวเลย

ผ่านพายุญี่ปุ่นละ
นั่งต่อไป ...
นั่งนานมากกกกกกกกกกกกกก
มากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
และมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
โคตะระเมื่อยตูดเลยทีเดียว

นั่งเมื่อยๆ เลยลุกเดินไปเข้าห้องน้ำ
เดินเล่น ไปนู่นไปนี่ ไปดูห้องครัวแอร์

มื้อเช้าก่อนเครื่องจะบินไปถึงอเมริกา
ฉันก็ลุกไปเข้าห้องน้ำ
พอออกมาจากห้องน้ำ แอร์เอาอาหารเช้ามาเสิร์ฟ
แต่ผู้ชายข้างๆ ไม่มี แอร์ก็เดินไปเดินมา
เราก็เลยชี้ให้แอร์ดูว่าไอ้ข้างๆ เนี่ยยังไม่ได้ข้าวเลย

แอร์ตอบว่าเขาไม่กินข้าวเช้า

เอ่า หน้าแตกดิกุ

แล้วไอ้นี่ก็หันมายิ้ม
จะว่ากุเจ๋อใช่มะ อ้ากกก

และแล้วเครื่องก็ร่อนโฉบไปมา
ถึงแล้ววว ว
ผ่านด่านนู่นนี่นั่นมากมาย
เราไม่โดนตรวจกะเป๋าด้วยแฮะ
ทั้งๆที่ติ๊กว่ามี food นะ
เห็นเค้าว่ามันแลนดอมเอาน่ะ

ผ่านด่านสุดท้ายก็มารอพี่จ๋า พี่ที่เอเจนซี่
พี่เค้ามารอรับที่สนามบิน กับรถบัสคันน้อยๆ หนึ่งคัน
ตรงนั้นมีเพื่อนๆ ที่จะไปทำงานที่ six flags ด้วยกันยืนรวมกลุ่มเกือบ 10 คน
พี่จ๋าก็นับเด็กๆ แล้วก็บอกให้เพื่อนผู้หญิงคนนึงไปพักที่ Executive Inn
ส่วนที่เหลือให้ไปพักบ้านนายจ้าง

ด้วยความเป็นเด็กขี้สงสัย เราเลยถามพี่จ๋าว่า
พี่!! ทำไมคนนั้นถึงได้พัก Executive Inn คนเดียวล่ะคะ
พี่จ๋าก็บอกว่า เพราะเค้ามีเพื่อนพักอยู่ที่นั่น และห้องพักก็เต็มแล้ว
ที่เหลือเลยต้องไปนอนที่บ้านนายจ้าง นายจ้างบอก
ไอ่เราก็เฮ้ยพี่ หนูหรือเปล่า ที่ต้องไปพักที่ Executive Inn
เพราะ หนูมีเพื่อนชื่อแจม หนูต้องเอาเกลือไปให้เค้า

ท้าวความกลับไปก่อนเดินทางไปอเมริกา
หลังจากที่ฉันสมัครเข้าโครงการ ส่งเอกสารอะไรเรียบร้อย
ฉันก็นึกสำเหนียกตัวเองได้ว่า
เฮ้ยยยยย!! แกไปคนเดียวจะนอนกับใคร
จะคุยกับใคร จะอยู่ยังไง

เลยปิ๊งวิธี Survive โดยการไปขออีเมลล์คนที่จะไปทำงานที่เดียวกันกับทางเอเจนซี่
แล้วแอด MSN  (ในยุคนั้น MSN คือฮิต คือวัยรุ่นเกร๋ๆ นะเฟ่ย 555)
เราก็แอดเอ็ม ตึดือดึ๊ง แล้วทำความรู้จักกับคนที่จะเป็นเพื่อนร่วมงานของเราในอนาคต
แล้วเราก็ได้คุยกับแจม แจมเดินทางไปกับเพื่อนของแจมอีกหลายคน
และก็เดินทางไปถึงที่พักก่อนเราประมาณเดือนนึง

แจมบอกว่า แจมพักอยู่ที่ Executive Inn และห้องแจมก็ยังว่าง พักได้อีกคน
ไอ่เราก็กลัวเค้าไปเป็นแก๊งกันหมด เดี๋ยวไม่มีคนให้นอนด้วย
เลยบอกแจมว่าเดี๋ยวไปนอนด้วยนะ แจมจะเอาไรจากไทยไหม เดี๋ยวเราเอาไปให้
แจมก็ฝากเอาไป 1 อย่าง
นั่นคือ "เกลือ"

นั่นล่ะ เราต้องเอาเกลือไปให้แจม เราบอกพี่จ๋า
พี่จ๋าเลยสลับเราไป Executive Inn แทน
และเพื่อนที่เหลือไปพักบ้านนายจ้าง
ซึ่งได้ข่าวในตอนหลังว่า บ้านนายจ้างคือแย่
ไม่มีเนต ไม่มีทีวี ไม่มี ETC ไม่มี (calories) Blah Blah - -"

โคตรโชคดีเลยกุ ขอบคุณเกลือแจม

เราเดินทางมาถึง Executive Inn ประมาณตีหนึ่ง
ชาวบ้านเค้าก็หลับกันหมดละ

เคๆ งั้นกุนอนด้วย - -"
ฝันดีนะรูมเมท พรุ่งนี้เราค่อยทำความรู้จักกันนะ
คร่อกก
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่