ว่าด้วยเรื่องฉากปลุกปล้ำในละคร "ละครผิดจริงหรือ?"

กระทู้สนทนา
ตอนที่ผมเรียนวิชาMan&Society มีอยู่บทหนึ่งที่กล่างถึงเรื่อง"Socialization"หรือ "การขัดเกลาทางสังคม"

         ซึ่งความจริงแล้วหลายคนอาจจะจำได้ ว่าเรียนเรื่องนี้ในวิชาสังคมตอนชั้นม.ปลาย  ส่วนไอ้การขัดเกลาทางสังคมนี้ มันก็คือสิ่งที่จะส่งผลสะท้อนถึง ระเบียบวินัย ค่านิยม ความเชื่อ และแนวทางปฏิบัติของคนในสังคมนั้นๆ ซึ่งวิธีการการขัดเกลาทางสังคมนี้ มีอยู่ 2 วิธี
คือ ทางตรง (การสั่งสอนอบรมโดย พ่อแม่ พี่น้อง คูรบาอาจารย์ บลาๆ) และทางอ้อม (อ่านหนังสือ ดูทีวี สื่อต่างๆ ไปจนถึงการเลือกคบเพื่อน)

         อาจารย์ในคาบเรียนที่สอนผมตอนปี1ได้ให้ข้อสังเกตที่น่าสนใจถึงบริบทในสังคมสมัยนี้ว่า "วิธีการการขัดเกลาทางสังคมทางอ้อม"มีผลต่อคนในสังคมมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ดังที่เห็นได้จากการพัฒนาของเทคโนโลยี ส่งผลให้"สื่อสมัยใหม่"มีบทบาทมากขึ้น

         เราคงต้องยอมรับกับตัวเองก่อนว่า เรามีสิ่งที่คลั่งไคล้หรือชื่นชมบ้างหรือเปล่า ? ทีมฟุตบอลที่คุณชอบ ดารานักร้องที่คุณปลื้ม ภาพยนตร์หรือซีรี่ย์เรื่องโปรด ไอดอลที่คุณนำมาเป็นแบบอย่าง งานอดิเรกที่คุณรัก คุณคิดว่าสิ่งที่เหล่านี้มีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตคุณมากแค่ไหน ? อยากให้ลองนับเวลาที่คุณอยู่กับสิ่งเหล่านี้ เมื่อคุณว่างเว้นจากการทำงาน การเรียน การพักผ่อนเช่น กิน ขี้ Pee นอน เป็นต้น

         หากลองนับดูดีๆแล้ว หลายๆคนใช้เวลากับเรื่องพวกนี้มากกว่าเวลาที่จะอยู่พูดคุยกับพ่อแม่เสียอีก บทบาทการขัดเกลาทางตรงเริ่มที่จะส่งผลน้อยลงเรื่อยๆในสังคมโลก และในสังคมไทยเราเองก็คงต้องยอมรับถึงการเปลี่ยนแปลงตรงนี้ด้วย การสร้างจิตสำนึกในสังคมส่วนรวมจึงเป็นเรื่องสำคัญ หากเรายังอยากให้บ้านเมืองที่เราอยู่ มีความสงบเรียบร้อยและดีกว่านี้ เราคงต้องเลิกโทษโน่นโทษนี่ และหันมาใส่ใจเรื่องง่ายๆอย่างสื่อที่เราเสพกันอยู่ทุกวัน เพราะเรื่องเล็กๆแค่นี้แหละ มันส่งผลต่อชีวิตคุณอย่างมากมายมหาศาลอย่างที่คุณคาดไม่ถึง

         ไม่ใช่แค่ละครเท่านั้นที่ส่งผลทางอ้อมต่อการขัดเกลาทางสังคม เกม การ์ตูน หนัง ข่าว นักฟุตบอล ดารา นักร้อง นักการเมือง นิยาย เพื่อน แม้แต่คนที่เดินสวนเราไปมา ก็ล้วนส่งผลต่อการกระทำของเราทางอ้อมได้ทั้งนั้น ไม่ใช่ว่าผมจะโทษเกม โทษนักการเมือง หรืออื่นๆแต่อย่างใด แต่อยากให้ลองสังเกตในสังคมที่เค้าเจริญกว่าเรา(หรือมโนแดนยูโทเปียเอาก็ได้นะ ถ้าคิดว่าสังคมไทยเราดีที่สุดแล้ว) เค้ามีการจัดการต่อสิ่งที่ส่งผลทางอ้อมนี้อย่างไร ? ประเทศที่ผลิตสื่อเกม การ์ตูน หนัง ซี่รี่ย์ชั้นนำของโลก เค้าจะจริงจังในการให้ผู้บริโภครับสื่ออย่างเหมาะสม และตัวผู้บริโภคเองเลือกที่จะรับสื่ออย่างมีวิจารณญาณมากพอ  ในสังคมรอบตัวผม การดูหนังโป๊กันตั้งแต่อายุยังไม่ถึง18 ถือเป็นเรื่องปกติ ใครๆเค้าก็ดูกัน แต่ผู้ใหญ่กลับโทษหนังโป๊? โทษผู้ผลิตสื่อลามกอนาจาร ว่าทำให้เยาวชนหมกมุ่นในเรื่องพวกนี้ ? แบบนั้นผมว่าญี่ปุ่นคงเป็นประเทศที่เด็กท้องก่อนวัย และอาชญากรรมข่มขืนติดอันดับต้นๆของโลกแน่ๆ (หรือว่าเป็นแบบนั้น แต่ผมหาข่าวไม่เจอเอง ? ต้องขออภัยด้วยหากข้อมูลผิดพลาด) ต้องยอมรับว่าความอยากรู้อยากเห็นของคนเรามันมีไม่เท่ากัน ความนิยมชมชอบก็ต่างกัน แต่เราควรจะทำอย่างไรให้เยาวชนเข้าใจ และสามารถอธิบายอย่างมีหลักเหตุผลว่า ทำแบบนี้ผิดนะ ทำแบบนี้คนอื่นจะเดือดร้อนนะ มากกว่าที่จะบอกว่าสิ่งนี้ไม่ดี สิ่งนั้นห้ามดู ห้ามทำ ห้ามเล่น ห้ามยุ่งเกี่ยว และไม่ได้อธิบายโดยใช้เหตุผลให้เค้าเข้าใจ

         การขัดเกลาทางสังคมนั้น เป็นสิ่งที่จำเป็นในช่วงวัยเด็กและวัยรุ่นมากที่สุด การอบรมสั่งสอนทางตรงจากผู้ปกครองจึงเป็นสิ่งที่เด็กควรจะได้รับ เพื่อให้เด็กได้มีแบบอย่างแนวทางในการปฏิบัติอย่างเหมาะสม และเมื่อเค้าได้เติบโต รับรู้บริบทต่างๆภายในสังคมจริงๆแล้ว เค้าก็จะเลือกรับสิ่งที่มันดีที่สุดต่อตัวเค้าเอง แต่ก็ใช้ว่าเราจะละเลยในสิ่งที่เราเห็นโต้งๆว่ามันแย่ หรืออาจเกิดผลกระทบในอนาคตได้ เพราะวิจรณญาณคนเรามันไม่เหมือนกัน ค่านิยม ความเชื่อที่เราซึมซับไปโดยไม่รู้ตัว อันนี้อันตรายที่สุด  ซึ่งผมอยากให้ฟังเรื่องเล่าเล่าของผมสักเรื่อง หากคุณจะไม่เบื่อมันไปก่อน

    ในช่วงวัยรุ่นตอนกลางๆของผม(สัก15-16นี่แหละ) ผมได้มีโอกาสกลับต่างจังหวัดที่บ้านเกิดของพ่อผมอยู่บ่อยครั้ง ผมมีเพื่อนอยู่ที่นั่นหลายคน ซึ่งพอเริ่มโตเป็นวัยรุ่นแล้วก็แทบไม่ได้เจอกันเลย แต่มีอยู่หนหนึ่งที่กลับไปแล้วได้เจอเพื่อนซี้สมัยเด็ก ซึ่งแต่ก่อนเล่นด้วยกันบ่อยมาก เพราะบ้านย่าผมกับบ้านย่าเค้าอยู่ติดกัน ผมก็ไปนั่งคุยกับเค้าตามประสาคนไม่ได้เจอกันนาน แต่การเจอกันครั้งนี้เค้าเปลี่ยนไปมาก ตอนเด็กนั้น เค้าเป็นเด็กผู้ชายที่แข็งแรง ร่าเริง แจ่มใส หัวไว จึงเป็นเหมือนผู้นำของกลุ่มเสมอ เค้าโตมาโดยการเลี้ยงดูอบรมจากคุณย่าของเค้า เนื่องจากพ่อแม่ทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ ย่าเค้าก็เป็นคนใจดี ยิ้มแย้มแจ่มใสเช่นเดียวกัน แต่วันนี้ที่ได้คุยกับเค้า เค้าไม่ค่อยแจ่มใสแล้ว และมีข่าวลือมากมายที่ไม่ดีเกี่ยวกับเค้า เราพูดคุยกันได้สักพัก เค้าก็ขอตัวไปสูบบุหรี่ (ใช่ว่าผมจะไม่มีเพื่อนที่สูบบุหรี่เลย แต่สำหรับเพื่อนคนนี้มันทำให้ผมแปลกใจมาก ไม่นึกว่าเค้าจะสูบ) ผมถามเค้าว่าทำไมถึงสูบบุหรี่ เค้าบอกว่าแค่ลองตามเพื่อน แต่ไปๆมาๆก็ขาดมันไม่ได้ซะแล้ว และบอกว่าอีกสักพักก็จะไปกินเหล้ากับเพื่อน อาจจะต้องขอตัวก่อน (เค้าคงเห็นว่าผมไม่ใช่แนวนี้มั้ง เลยไม่ได้ชวนผมไปด้วย) ผมก็เลยแยกออกมา

         พอถึงตอนเย็น ก็เห็นเค้ากลับมา สภาพก็ไม่ได้เหมือนคนเมาแต่อย่างใด เลยเดินไปคุยกับเค้าอีกรอบ แต่คราวนี้เค้ากลับชวนผมกินเหล้าด้วยกัน เนื่องจากยังเมาไม่พอ(- -!) ผมเลยบอกไปว่าผมกินเหล้าไม่เป็น เอาเบียร์แล้วกัน(ห้ะ? จริงๆแล้วตอนนั้นผมก็ไม่เคยกินเบียร์หรอก แต่อยากลองดูบ้าง) เค้าก็ไปซื้อมาแล้วมานั่งคุยกับผมสองคน เค้าเล่าเรื่องของผู้หญิงคนนึงให้ฟัง เค้าบอกว่าเธอสวยมาก เค้าชอบผู้หญิงคนนั้น จึงเค้าไปทำความรู้จัก และได้เป็นแฟนกันในที่สุด แต่เค้าก็เล่าต่อ ถึงสิ่งที่ทำให้ผมเริ่มคิดว่า สังคมเรามองเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องปกติแล้วหรือ ? เค้าเล่าถึงประสบการณ์การมีอะไรกันกับแฟนของเค้า! ด้วยความสัตย์จริงเลยนะ ผมเองก็โคตรอยากรู้เรื่องพวกนี้มาก ตามประสาคนไม่มีประสบการณ์เรื่องพวกนี้เลย  เค้าเล่าถึงรายละเอียดแบบยิบย่อย ได้ใจความคร่าวๆว่า "ครั้งแรกที่จะมีอะไรกับแฟน แฟนเค้าก็ไม่ได้ยินยอมหรอก แต่เราห้ามหยุดเด็ดขาด แค่ออกแรงนิดหน่อย เดี๋ยวมันก็ยอมเอง ! พอมีครั้งแรกแล้ว ครั้งต่อๆไปเดี๋ยวก็ง่ายขึ้น แล้วสุดท้ายก็จะเลิกขัดขืนเรา แล้วมันก็จะเป็นของเราไปตลอด" ตอนนั้นผมก็เชื่อตามที่เค้าพูดนะ ไม่รู้เพราะอะไร ฟังดูแล้วมันน่าเชื่อถือมากๆ หลังจากวันนั้นมาผมก็ยังคงคิดว่าเรื่องที่เค้าพูดมันเป็นเรื่องจริง เพราะถ้าหากผู้หญิงไม่ชอบ จะมาให้โดน....อีกทำไม ไม่รู้ว่าทุกวันนี้เค้าเลิกกับแฟนคนนั้นหรือยัง เพราะล่าสุดที่ได้เจอกัน ก็บอกว่ากลัวผู้หญิงจะท้อง ไม่ได้ใส่ถุง ตอนเสร็จก็เอา....ออกมาไม่ทัน (= =) แต่ก็ไม่มีข่าวคราวว่าเพื่อนคนนี้ไปทำใครท้องนะ สงสัยรอดตัวไป

         สุดท้ายคุณเองก็อาจจะคิดว่า การพบเจอหรือมีประสบการณ์เรื่องราวประมาณนี้ ไม่เห็นจะแปลกตรงไหน ? แต่เท่าที่ผมอ่านจากหลายๆกระทู้ในพันทิปที่มีข้ออ้างตามหลักวิชาการว่า การข่มขืนคือสิ่งที่จะสร้างความเจ็บปวดและบาดแผลในใจของผู้หญิงไปตลอด หลายๆคนมีอาการทางจิต วิตกกังวลและหวาดระแวงในเรื่องพวกนี้ไปเลย มันอาจจะจริงที่บางครั้งเค้ายอมเพราะเค้ารักเรา ไว้ใจเรา แต่ผมก็คิดว่าเราไม่มีสิทธิ์ไปขืนใจใครเพียงเพราะความเห็นแก่ตัว และความเชื่อที่ว่า"ผู้หญิงจะเป็นของเรา ก็ต่อเมื่อเราได้เค้ามาแล้ว"

         ผมไม่รู้ว่าเพื่อนของผมไปเอาความเชื่อแบบนี้มาจากไหน อาจจะจากประสบการณ์ของเค้าเอง จากตัวอย่างของเพื่อนเค้าที่ทำกันมา หรืออาจจะเป็นเพราะสังคมเห็นเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องปกติแล้ว ซึ่งเรื่องเหล่านี้เราจะโทษใครดี  (เพื่อน ละคร หนังโป๊ เกม หนังสือการ์ตูน?) คุณเคยรู้สักขัดใจบ้างไหมที่พระเอกขืนใจนางเอก ต่อให้มีปมหลังของตัวละคร ความแค้น ความรัก อะไรก็ตามเถอะ แต่สุดท้ายแล้วก็มักจะลงเอยด้วยดีตลอด (หากเป็นตัวร้ายก็จะโดนตัวร้ายกว่าข่มขืน สะใจผู้ชมเลยทีเดียว) ฉากรุนแรงเช่นการขืนใจในละครนี้ ถึงแม้จะสะท้อนออกมาในแง่ที่จะให้ผู้ชมรู้สึกว่าเป็นสิ่งไม่ดี ไม่ควรทำ แต่ผลลัพธ์ในตอนท้ายของละครมักจะย้อนแย้ง และต่างจากบริบทในสังคมจริงๆพอสมควร การฉายละครเช่นนี้ไม่อาจกล่าวโทษได้ว่าใครผิด เพราะสื่อที่เสนอภาพของความรุนแรงล้วนมีหลายประเภท และมีกันทั่วโลก เช่น ข่าวทุกวันที่เราเห็น เกมที่เราเล่น หนังสือพิมพ์ที่เราอ่านก็แฝงไปด้วยความรุนแรงทั้งสิ้น

      หากแต่เป็นไปได้ไหม ? ที่จะจัดสื่อประเภทนี้ให้แก่ผู้มีวิจรณญาณในการรับอย่างแท้จริง(ซึ่งผมเชื่อว่าเด็กๆเองก็ไม่ได้ชอบดูข่าว หรือสรรหาหนังสือพิมพ์มาอ่านอยู่แล้ว)  ไม่ใช่แค่เพียงแสดงเรทอายุก่อนละครจะฉาย แต่เป็นการปรับเปลี่ยนรายการให้สร้างสรรค์ สนุกสนาน และเหมาะสมกับช่วงเวลาที่ผู้รับสื่อขณะนั้นควรที่จะได้รับ เวลาที่ทุกคนในครอบครัวนั่งดูรายการโทรทัศน์กันอย่างพร้อมหน้าแบบสบายใจ ไม่ใช่ให้ผู้ปกครองมาปิดตาเด็กเมื่อถึงฉากในละครที่ไม่เหมาะสม ละครจะหมดความสนุกเชียวหรือ หากปราศจากฉากแบบนั้น ? ผมอยากให้ลองอ่านบทความจากลิ้งค์นี้ดู หากคุณอยากหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดการสื่อละคร ของประเทศที่เรามองว่าเค้าเจริญแต่ด้านวัตถุ แต่สิ่งที่เค้าแฝงไว้ในละคร มันสะท้อนถึงภาพลักษณ์ของสังคมเค้าด้วยหรือเปล่า ?

http://www.marumura.com/japan-rape-scene/

         ในขณะที่ประเทศเราขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่ผู้คนมีเสน่ห์ มีหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต อาจจะไม่เจริญในด้านวัตถุมาก แต่ด้านศีลธรรมเรามีประจำใจกันทุกคน ? ผมเชื่อว่าหากคนเราไม่ชอบละครที่ตบตีแย่งชิง พระเอกนางเอกรวยวันๆไม่ทำงานทำการกันจริงๆล่ะก็ ผู้จัดเค้าก็คงเลิกทำแนวนี้ไปนานแล้วล่ะครับ ค่านิยมในละครมันไม่ใช่สิ่งที่จะโทษผู้จัดทำอยู่ฝ่ายเดียว หากแต่เราเลือกรับสื่อประเภทอื่นบ้าง ผู้จัดเองเค้าก็พร้อมที่เปลี่ยนแนวทางในการผลิตสื่อเช่นกัน การดูแลบุตรหลานของท่านเองก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน
         
         คุณพ่อคุณแม่ของผมเองก็ไม่ได้ปิดกั้นสื่อพวกนี้จากผมเลย(เพราะมันเยอะเกิน) แต่มักจะอธิบายถึงข้อดีข้อเสียของมันเสียมากกว่า และเมื่อเราหลงเข้าไปในสิ่งที่มันไม่ดี อาจจะเพราะความอยากรู้อยากลอง หรือเพราะสังคมมันพาไปก็ตาม พ่อกับแม่ผมมักจะถามเหตุผลมากกว่าที่จะต่อว่า และแสดงให้เห็นถึงผลเสียของมัน เช่นการสูบบุหรี่ แม่ก็พาไปดูผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเพราะบุหรี่ถึงโรงพยาบาลเลย ทำให้ผมที่กำลังจะติดมัน ถึงกับพยายามลด และเลิกได้ในที่สุด (แต่เหล้าผมไม่ดื่มนะ ไม่ถูกกัน 55) อาจจะเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ผมเจอมากับตัวเอง ทำให้รู้สึกว่าแนวทางในการให้คำอธิบายด้วยเหตุผล เป็นสิ่งที่ดีกว่าการปิดกั้น แล้วโทษโน่นโทษนี่ไปเรื่อย เพราะแม่ไม่ได้ถามว่าใครชวนสูบ หรือใครพาสูบ เพราะถ้าถาม ผมก็คงบอกว่า"ไม่รู้สิ"เพราะผมอยากสูบเอง เหมือนกับว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาที่วัยรุ่นเค้าทำกัน สิ่งรอบตัวมันส่งผลกว่าที่เราคิดไว้มาก หากละเลยไป "เรื่องทุกเรื่องที่เราเห็นมันจนชินตานั่นแหละ จะย้อนมาทำร้ายตัวเราเอง"

         สุดท้ายฝากคำคม ที่ผมอ่านมาจากไหนก็ลืมไปแล้ว 555 เค้าบอกว่า "หนังที่ดีไม่ใช่หนังที่สะท้อนสังคมได้สมจริงที่สุด แต่เป็นหนังที่หาทางออกสำหรับสิ่งที่มันสะท้อนได้อย่างลงตัวต่างหาก"

ปล.หากมีความผิดพลาดประการใด ก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย อาจจะเขียนเวิ่นเวอร์และไม่ตรงกับหัวข้อกระทู้เท่าไหร่นะครับ เพราะอยากให้เห็นหลายๆแง่มุม ถึงปัญหาที่สังคมเรากำลังตั้งคำถาม และขอขอบคุณที่อ่านจนจบครับ มีข้อคิดเห็นอย่างไรก็ฝากคอมเม้นมาได้เลยครับผม
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่